วัดพัฒนากับมิติใหม่ของแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา: การมีส่วนร่วมของพระเกจิอาจารย์ในการเสริมสร้างคุณค่าทางจิตวิญญาณและเศรษฐกิจชุมชน กรณีวัดป่าอาเจียง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
คำสำคัญ:
วัดพัฒนา, พระเกจิอาจารย์, ศาสนากับเศรษฐกิจ, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, ชุมชนไทยกูยบทคัดย่อ
บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของวัดป่าอาเจียง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณได้อย่างมีศักยภาพ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของพระเกจิอาจารย์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมคุณค่าทางจิตใจ และผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผสานกับการสังเกตภาคสนามและการวิเคราะห์เอกสาร เพื่ออธิบายกลไกการมีส่วนร่วมของวัดกับชุมชนในด้านต่าง ๆ
ผลการศึกษาพบว่า
วัดป่าอาเจียงสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาได้อย่างยั่งยืน ด้วยการบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ความเชื่อเรื่องช้าง ศาลปะกำช้าง การจัดงานบุญประเพณี และผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น เข้ากับแนวทางพุทธศาสนา โดยมีพระเกจิอาจารย์เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงจิตวิญญาณและเศรษฐกิจชุมชน บทบาทนี้ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการจ้างงาน การจำหน่ายสินค้า OTOP และการยกระดับอัตลักษณ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการศึกษา ได้แก่ การสนับสนุนวัดพัฒนาในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างวัดกับภาคประชาชน และการใช้วัดเป็นเวทีการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กรมการพัฒนาชุมชน. (2565). รายงานสถิติสินค้า OTOP ประจำปี 2565. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย.
ธนวัฒน์ จันทร์แก้ว. (2562). บทบาทพระเกจิกับการพัฒนาทางจิตวิญญาณในชุมชนชนบท. วารสารพระพุทธศาสนาและการพัฒนา, 11(3), 112 - 125.
บ้านเมือง. (2568). รวมหมอช้างครั้งยิ่งใหญ่ วัดป่าอาเจียง ทำพิธีเซ่นไหว้ศาลประกำช้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนเลี้ยงช้าง. จาก https://www.banmuang.co.th/news/region/319786
ประทีป เพ็งตะโก. (2560). มรดกวัฒนธรรมชาวกูยกับการจัดการช้างในจังหวัดสุรินทร์. รายงานการวิจัย. สถาบันวิจัยและพัฒนา: มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.
ปักหมุดเมืองไทย. (2563). วัดป่าอาเจียง. จาก https://pukmudmuangthai.com/detail/9692
พระมหาเจริญสุข คุณวีโร. (2557). ศึกษาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและประเพณีของพุทธศาสนิกชนชาวกูยในจังหวัดสุรินทร์. รายงานการวิจัย. สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
มยุรี ชาญเศรษฐิกุล. (2564). แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกับการพัฒนาท้องถิ่น. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 15(2), 85 - 101.
ยุทธนา ศรีสวัสดิ์. (2565). วัดกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน: ศึกษาจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต, 10(1), 57 - 70.
สุชาติ เศรษฐมาลินี. (2561). วัดกับการเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของชุมชนไทย. วารสารศาสนาและวัฒนธรรม, 4(1), 23 - 35.
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์. (2566). รายงานข้อมูลวัดป่าอาเจียงและชุมชนไทยกูยอาเจียง. กระทรวงวัฒนธรรม.
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2564). รายงานผลกระทบของกิจกรรมประเพณีต่อเศรษฐกิจฐานรากในชนบท.
อุทัย สินธุเศรษฐ์. (2559). ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับช้างของชาวกูยในจังหวัดสุรินทร์. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 35(2), 141 - 156.
Cohen, E. (1979). A Phenomenology of Tourist Experiences. Sociology, 13(2), 179 - 201.
Eliade, M. (1957). The Sacred and the Profane: The Nature of Religion. Harcourt.
Heelas, P., & Woodhead, L. (2005). The Spiritual Revolution: Why Religion is Giving Way to Spirituality. Blackwell Publishing.
Olsen, D.H. (2013). A Scalar Comparison of Motivations and Expectations of Experience within the Religious Tourism Market. International Journal of Religious Tourism and Pilgrimage, 1(1), 41 - 61.
Pine, B.J., & Gilmore, J.H. (1999). The Experience Economy. Harvard Business School Press.
Smith, M.K. (2003). Issues in Cultural Tourism Studies. Routledge.
Timothy, D.J., & Olsen, D.H. (2006). Tourism, Religion and Spiritual Journeys. Routledge.
Throsby, D. (2001). Economics and Culture. Cambridge University Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร






