https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/issue/feed วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา 2026-03-15T20:22:20+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนู ศรีทอง jbei@mcu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา</strong><br /><strong>Journal of Buddhist Educational Innovation</strong><br /><strong>ISSN</strong> <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3088-1501">3088 - 1501</a> (Online)<br /><br /><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong> <br />เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยของคณาจารย์ นิสิตและบุคลากรทั่วไปทั้งจากหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร<br /></strong>หลักสูตรและการสอน, การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ, เทคโนโลยีทางการศึกษา, จิตวิทยาและการแนะแนวทางการศึกษา, การวิจัยและการประเมินผลทางการศึกษา, การศึกษากับศาสนาและจริยธรรม, การศึกษานอกระบบและการศึกษาตลอดชีวิต, การศึกษาปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา, การศึกษาพิเศษและการเรียนรวม, สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวัฒนธรรมกับการศึกษา, การพัฒนาครู บุคลากร และภาวะผู้นำการเรียนรู้, เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย และสิ่งแวดล้อมกับการศึกษา<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong><br />ออกปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม ถึง เมษายน | ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม ถึง สิงหาคม | ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน ถึง ธันวาคม<br /><br /><strong>ประเภทบทความ:</strong> <br />บทความแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ</p> <p><strong>การรับตีพิมพ์บทความ</strong> <br />วารสารรับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>การประเมินบทความ</strong><br />บทความที่ส่งเข้าจะได้รับการพิจารณาเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการเกี่ยวกับขอบเขตของวารสารและรูปแบบการเขียนบทความ จากนั้นบทความที่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจะถูกส่งไปพิจารณาประเมินคุณภาพของบทความจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) จำนวนอย่างน้อย 3 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน รูปแบบการประเมินบทความเป็นแบบผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blind Peer Review)<br /><br /><strong>ทั้งนี้</strong> ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ ในทุกขั้นตอนการดำเนินงานวารสาร</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong> บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์</p> https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2140 การนำหลักสมรรถนะไปใช้ในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์การบริหาร ส่วนตำบลเมืองฝาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 2025-10-05T08:23:19+07:00 พาณิภัค สายบุตร 650112801136@bru.ac.th ถิรดา กลั่นประโคน 650112801136@bru.ac.th พรรณพนัช แสงมะดัน 650112801144@bru.ac.th สถาพร วิชัยรัมย์ 650112801136@bru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองฝาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และ 2) เปรียบเทียบระดับการนำหลักสมรรถนะไปใช้ในการปฏิบัติงานของบุคลากร จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ บุคลากรในองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองฝาง จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.940 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ T - Test และ F - Test (ANOVA) </p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1) การนำหลักสมรรถนะไปใช้ในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองฝาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบ พบว่า บุคลากรที่มีเพศต่างกัน มีการนำหลักสมรรถนะไปใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยบุคลากรเพศหญิงมีระดับการใช้สมรรถนะด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์และด้านการทำงานเป็นทีมสูงกว่าเพศชาย ส่วนบุคลากรที่มีอายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน (กองที่สังกัด) ต่างกัน มีระดับการนำหลักสมรรถนะไปใช้ไม่แตกต่างกัน</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2072 การปลูกฝังความฉลาดทางอารมณ์ผ่านหลักพุทธธรรมในสถานศึกษา: กรณีศึกษากิจกรรมการสวดมนต์หมู่ ทำนองสรภัญญะ โรงเรียนบ้านด่านชัยพัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 2025-09-26T21:32:05+07:00 วิวัฒน์ ไชยทา 6826141026@rbru.ac.th เริงวิชญ์ นิลโคตร 6826141026@rbru.ac.th ธีรังกูร วรบำรุงกุล 6826141026@rbru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนานักเรียนผ่านการปลูกฝังความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) และการบริหารจิตตามแนวพุทธธรรมในสถานศึกษา โดยใช้กรณีศึกษากิจกรรมสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ โรงเรียนบ้านด่านชัยพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 การดำเนินงานอยู่ภายใต้กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และใช้วงจรคุณภาพ PDCA (Plan - Do - Check - Act) เป็นกระบวนการสำคัญ เริ่มจาก 1) การวิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการจัดกิจกรรม (Plan) 2) การจัดการสวดมนต์หมู่ตามระดับชั้น (Do) 3) การตรวจสอบผลและปรับปรุงพัฒนา (Check) และ 4) การส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง (Act) พร้อมทั้งคัดเลือกนักเรียนแกนนำเพื่อเป็นผู้นำกิจกรรมในระยะยาว ผลการดำเนินงานชี้ให้เห็นว่า นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีต่อกิจกรรมการสวดมนต์ สามารถพัฒนาทักษะความฉลาดทางอารมณ์ ได้แก่ การรับรู้อารมณ์ การใช้อารมณ์เพื่อส่งเสริมความคิด การทำความเข้าใจอารมณ์ และการจัดการอารมณ์ อีกทั้งยังส่งผลต่อพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม และการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กิจกรรมยังช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เสริมสร้างทักษะการแข่งขันด้านสวดมนต์ทำนองสรภัญญะ และธำรงรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยภายในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กิจกรรมสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะจึงเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติที่สามารถบูรณาการการเรียนรู้ทางวิชาการ คุณธรรม และการบริหารจิตตามแนวพุทธธรรม เข้ากับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนได้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 สร้างความยั่งยืนด้านการเรียนรู้ และวัฒนธรรมในสถานศึกษาไทย</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2079 การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเรียนการสอนยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 2025-09-26T21:11:23+07:00 ปภังกร สายบัว suanpan-27@hotmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการเรียนการสอนยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งนำเสนอความหมาย บทบาท ประโยชน์ ข้อจำกัด ตลอดจนแนวทางการพัฒนาและการบูรณาการ AI ในระบบการศึกษาอย่างเหมาะสม การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) จากงานวิจัยและรายงานเชิงนโยบายทั้งในระดับนานาชาติและระดับสากล ผลการวิเคราะห์พบว่า AI มีศักยภาพในการสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบทันที การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน และการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ยังเผชิญความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ประเด็นจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล รวมถึงความพร้อมของครูและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ดังนั้น การขับเคลื่อน AI ในการศึกษาจึงจำเป็นต้องอาศัยกรอบนโยบายที่ชัดเจน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เท่าเทียม และสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2084 การส่งเสริมการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดเล็ก: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเจ้าหลาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 2025-09-26T21:44:03+07:00 ปุณยนุช วัฒนรังษี 6826141017@rbru.ac.th เริงวิชญ์ นิลโคตร 6826141017@rbru.ac.th วัยวุฒิ บุญลอย 6826141017@rbru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการส่งเสริมการใช้สื่อเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนขนาดเล็ก กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเจ้าหลาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยใช้กระบวนการของวงจรคุณภาพ PDCA (Plan - Do - Check - Act) เป็นกรอบดำเนินงาน การศึกษาครั้งนี้เน้นการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรให้มีทักษะในการเลือก สร้าง และใช้สื่อเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการออกแบบกิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ภายใต้บริบทที่โรงเรียนขนาดเล็กมักเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร ครู และเทคโนโลยี การดำเนินงานประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) ขั้นวางแผน ด้วยการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาครูและบุคลากร 2) ขั้นดำเนินการ โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการและส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันตามกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) 3) ขั้นตรวจสอบและประเมินผล ด้วยการติดตามการใช้สื่อในห้องเรียนและการนิเทศติดตามการสอน และ 4) ขั้นปรับปรุงและพัฒนา โดยสร้างแหล่งเรียนรู้ดิจิทัลและขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ผลการศึกษาพบว่า โรงเรียนบ้านเจ้าหลาวสามารถพัฒนาครูและบุคลากรให้มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้นักเรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและน่าสนใจ เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โรงเรียนสามารถสร้างแหล่งเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อรวบรวมและเผยแพร่สื่อการเรียนการสอน ซึ่งช่วยให้สามารถขยายผลการปฏิบัติที่ดีไปสู่โรงเรียนขนาดเล็กอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมดังกล่าวช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพครูให้สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและทักษะดิจิทัล การดำเนินงานในกรณีศึกษานี้ช่วยบรรเทาข้อจำกัดของโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมทั้งแนะนำให้สร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยนักเรียนมีส่วนร่วมในการเลือก สร้าง และใช้สื่อเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และการใช้สื่ออย่างปลอดภัย</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2069 การแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย: ความท้าทายและกลยุทธ์ในการรักษาความหมายและบริบท 2025-09-26T21:15:54+07:00 กิตติธัช นาชัย pm.kittidhat@gmail.com พระสุเพียบ สุเมธโส (ศรีตัมภวา) pm.kittidhat@gmail.com พระมหาไสว สิริปญฺโญ (เถาว์ยา) pm.kittidhat@gmail.com อนุศาสน์ วรบูรณ์ภูมิสุข pm.kittidhat@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอความท้าทายสำคัญและกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย โดยมุ่งเน้นการรักษาความหมายและบริบทต้นฉบับอย่างแม่นยำ<br />การวิเคราะห์ครอบคลุมปัญหาด้านความแตกต่างทางโครงสร้างไวยากรณ์ ความซับซ้อนของคำศัพท์ที่มีหลายความหมาย สำนวน การเล่นคำ และนัยยะทางวัฒนธรรม เสนอแนะกลยุทธ์หลากหลาย อาทิ <br />การทำความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม การวิเคราะห์ข้อความต้นฉบับ การใช้เครื่องมือช่วยแปลอย่างชาญฉลาด การพัฒนาทักษะการค้นคว้า และการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแปลที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและแก้ไขงานแปลอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความถูกต้อง บทความนี้หวังเป็นแนวทางสำหรับผู้แปลและผู้สนใจในการพัฒนาศักยภาพด้านการแปล เพื่อลดช่องว่างทางภาษาและวัฒนธรรม และส่งเสริมการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในบริบทข้ามภาษา</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2075 การนิเทศเชิงการโค้ชเพื่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21: กรณีศึกษาโรงเรียนวัดพลับ (จันทบุรชีบาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจันทบุรีเขต 1 2025-09-26T21:35:36+07:00 ปรีชาพล นวนสุทธิ์ 6826141016@rbru.ac.th เริงวิชญ์ นิลโคตร 6826141016@rbru.ac.th อรุณเกียรติ จันทร์ส่งแสง 6826141016@rbru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวทางการนิเทศเชิงการโค้ช (Coaching Supervision) สำหรับการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคที่การศึกษาต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคม การพัฒนาครูจึงต้องเน้นการสร้างสมรรถนะที่หลากหลาย ทั้งด้านการคิดขั้นสูง การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยแนวทางการนิเทศเชิงการโค้ชเน้นบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้สอนงาน (Coach) ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษา ส่วนครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้ถูกสอนงาน (Coachee) ที่เรียนรู้ผ่านการสะท้อนผล การแลกเปลี่ยน และการพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน กระบวนการนิเทศเชิงการโค้ชในบทความนี้ถูกบูรณาการเข้ากับวงจรเดมมิ่ง (Deming Cycle: PDCA) ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผน (Plan) โดยกำหนดวัตถุประสงค์ และตั้งทีม Coaching Supervision ในการวิเคราะห์ความต้องการเพื่อจัดทำแผนนิเทศ 2) การปฏิบัติตามแผน (Do) โดยการนิเทศเชิงโค้ช และการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ 3) การตรวจสอบ (Check) โดยการทบทวนผลการดำเนินงาน และสะท้อนผลเพื่อประเมินผลลัพธ์ 4) การปรับปรุง (Act) โดยการสรุปผลการนิเทศ และวางแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการนิเทศ จากข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่าการนิเทศเชิงการโค้ชตามวงจร PDCA สามารถยกระดับศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ โดยเสริมสร้างทั้งความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) สมรรถนะ (Competencies) และคุณลักษณะ (Attributes) อันเป็นหัวใจของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนและสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่พร้อมเผชิญความท้าทายในโลกยุคดิจิทัล บทความจึงสรุปว่า การนิเทศเชิงการโค้ชถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการพัฒนาครูและการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2006 การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาโดยใช้วัดพัฒนาเป็นฐาน: กรณี หลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 2025-09-26T20:33:02+07:00 ยโสธารา ศิริภาประภากร yasotharar.s@gmail.com สุริยา คลังฤทธิ์ missuniverse5000@yahoo.com ฐิติมา มีช้าง missuniverse5000@yahoo.com จำนงค์ จันทร์เขียว missuniverse5000@yahoo.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของพระเกจิอาจารย์หลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ณ สุสานทุ่งมน ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาโดยใช้วัดพัฒนาเป็นฐาน การศึกษาครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ นี้ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และเชิงพื้นที่</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong></p> <p>สุสานทุ่งมนของหลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศรัทธาและ ความร่วมมือกับชุมชนในการบริหารจัดการวัดและเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางจิตวิญญาณ และคำสอนเกจิอาจารย์ นอกจากนี้วัดยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น การสร้างความเข้มแข็งทางสังคม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชน การสนับสนุนจากภาครัฐ และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะที่อุปสรรค ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ การศึกษานี้ได้เสนอแนะแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการเสริมสร้างศักยภาพพระสงฆ์และชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขยายผลการใช้วัดพัฒนาเป็นฐานการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในพื้นที่อื่น ๆ</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2083 การออกแบบนวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: กรณีศึกษาโรงเรียนสอยดาววิทยา จังหวัดจันทบุรี 2025-09-26T21:49:34+07:00 เกษมกิตติ์ กูดซ้าย 6826141002@rbru.ac.th เริงวิชญ์ นิลโคตร 6826141002@rbru.ac.th ธีรังกูร วรบำรุงกุล 6826141002@rbru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการดำเนินโครงการ “1 ครู 1 นวัตกรรม” ของโรงเรียนสอยดาววิทยา โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน กระบวนการดำเนินงานอาศัยแนวคิดวงจรคุณภาพ PDCA (Plan - Do - Check - Act) เป็นกรอบแนวทางสำคัญ ในขั้น Plan ครูได้วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของผู้เรียน พร้อมทั้งออกแบบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ ในขั้น Do ครูลงมือพัฒนานวัตกรรมและนำไปทดลองใช้จริงในห้องเรียน โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น Active Learning และสื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสม ต่อมาในขั้น Check มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน รวมถึงการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และเจตคติของผู้เรียน สุดท้ายในขั้น Act ครูนำผลการประเมินมาปรับปรุงนวัตกรรม และขยายผลการใช้งานให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาพบว่า โครงการดังกล่าวช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีทักษะการคิดวิเคราะห์และการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ขณะเดียวกัน ครูสามารถพัฒนาศักยภาพในการสร้างและใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีระบบ โรงเรียนจึงเกิดวัฒนธรรมการพัฒนาเชิงนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง สรุปได้ว่า การเชื่อมโยงโครงการ “1 ครู 1 นวัตกรรม” เข้ากับกระบวนการวงจรคุณภาพ PDCA มีส่วนสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา ทั้งในมิติของผู้เรียน ครู และโรงเรียน โดยเป็นแนวทางที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในบริบทอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2048 พุทธปรัชญากับการพัฒนานาข้าวอินทรีย์: การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความพอเพียง 2025-09-26T20:34:44+07:00 ร้อยตรี ธิเบต เพ็งจันทา ssatang657@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การบูรณาการพุทธปรัชญากับการพัฒนานาข้าวอินทรีย์ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยเน้นการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และการดำรงชีวิตตามหลักความพอเพียง ผลการศึกษาพบว่า แนวคิดพุทธปรัชญา เช่น ไตรสิกขา ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ 4 และมรรคมีองค์ 8 สอดคล้องกับหลักการเกษตรอินทรีย์ด้านสุขภาพ นิเวศ ความเป็นธรรม และการดูแลเอาใจใส่ การปฏิบัติจริงในชุมชนภาคเหนือพบว่า การมีส่วนร่วมของวัดและเครือข่ายชุมชน การใช้ระบบตรวจสอบคุณภาพแบบมีส่วนร่วม (PGS) และการสร้างตลาดสีเขียว ช่วยให้เกษตรกรดำเนินชีวิตอย่างสมดุล และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนานาข้าวอินทรีย์ภายใต้พุทธปรัชญาไม่เพียงเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ แต่ยังเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2086 ถอดบทเรียนการส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียนประจำตามแนวคิด TUNA MODLE: กรณีศึกษาโรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย 2025-10-05T08:41:31+07:00 สุกรรกราญ ไวสะอาด 6826141027@rbru.ac.th เริงวิชญ์ นิลโคตร 6826141027@rbru.ac.th วัยวุฒิ บุญลอย 6826141027@rbru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอโครงการพัฒนางานนักเรียนประจำ ภายใต้กิจกรรมบริการวิชาการนักเรียนประจำ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 โดยมุ่งเพิ่มโอกาสและส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในภูมิภาคตะวันออก เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานทางวิชาการและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 การดำเนินโครงการอิงแนวคิด TUNA MODEL โดยใช้วิธีการถอดบทเรียนคือการสืบค้นองค์ความรู้จากการปฏิบัติงานของกลุ่มงานนักเรียนประจำ ซึ่งผลการดำเนินงานในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 พบว่านักเรียนมีการพัฒนาในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะด้านทักษะอาชีพ (KV) อีกทั้งยังสามารถใช้เวลาว่างอย่างเกิดประโยชน์ ทำงานเป็นทีม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนในทีมและพัฒนาตนเองเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม (KS) อีกทั้งยังสามารถต่อยอดทักษะเพื่อการประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างเหมาะสม (KA) ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนา ได้แก่ 1) การเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล และ 2) การเชื่อมโยงกิจกรรมกับบริบทท้องถิ่น ผ่านความร่วมมือกับชุมชนและการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา