วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei
<p><strong>วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา</strong><br /><strong>Journal of Buddhist Educational Innovation</strong><br /><strong>ISSN</strong> <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3088-1501">3088 - 1501</a> (Online)<br /><br /><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong> <br />เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยของคณาจารย์ นิสิตและบุคลากรทั่วไปทั้งจากหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร<br /></strong>หลักสูตรและการสอน, การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ, เทคโนโลยีทางการศึกษา, จิตวิทยาและการแนะแนวทางการศึกษา, การวิจัยและการประเมินผลทางการศึกษา, การศึกษากับศาสนาและจริยธรรม, การศึกษานอกระบบและการศึกษาตลอดชีวิต, การศึกษาปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา, การศึกษาพิเศษและการเรียนรวม, สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวัฒนธรรมกับการศึกษา, การพัฒนาครู บุคลากร และภาวะผู้นำการเรียนรู้, เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย และสิ่งแวดล้อมกับการศึกษา<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong><br />ออกปีละ 3 ฉบับ (วาระการออกราย 4 เดือน) ดังนี้<br /><strong> ฉบับที่ 1</strong> (มกราคม - เมษายน)<br /><strong> ฉบับที่ 2</strong> (พฤษภาคม - สิงหาคม)<br /><strong> ฉบับที่ 3</strong> (กันยายน - ธันวาคม)<br /><br /><strong>ประเภทบทความ</strong><br />บทความแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ <br /><strong>1. บทความวิจัย (Research Article)</strong><br />บทความวิจัยเป็นผลงานทางวิชาการที่เกิดจากการดำเนินการวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ พัฒนาหลักการ แนวคิด หรือประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิชาการให้เกิดประโยชน์ต่อวงวิชาการ สังคม หรือการปฏิบัติ<br />บทความวิจัยต้องดำเนินการตามหลักระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ ประกอบด้วยการกำหนดปัญหาการวิจัยหรือสมมติฐานที่มีเหตุผล การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยอย่างชัดเจน การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การออกแบบวิธีดำเนินการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล ตลอดจนการอภิปรายผลและสรุปผลการวิจัย ซึ่งสามารถตอบคำถามการวิจัยหรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้อย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ<br /><strong>2. บทความวิชาการ (Academic Article)</strong><br />บทความวิชาการเป็นผลงานที่มุ่งนำเสนอองค์ความรู้ แนวคิด หรือข้อเสนอเชิงวิชาการ โดยอาศัยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือการเสนอแนวคิดใหม่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ ทั้งจากผลงานของผู้เขียนเองและจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง<br />บทความวิชาการควรสะท้อนมุมมองเชิงวิชาการที่มีความลุ่มลึก มีการอ้างอิงวรรณกรรมอย่างเหมาะสม และสามารถนำเสนอข้อค้นพบ แนวคิด หรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้ การวิจัย การจัดการศึกษา การปฏิบัติงาน หรือการประยุกต์ใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมทั้งสามารถเป็นแหล่งความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ทั้งนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงาน และผู้สนใจทั่วไป</p> <p><strong>การรับตีพิมพ์บทความ</strong> <br />วารสารรับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>การประเมินบทความ</strong><br />บทความที่ส่งเข้าจะได้รับการพิจารณาเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการเกี่ยวกับขอบเขตของวารสารและรูปแบบการเขียนบทความ จากนั้นบทความที่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจะถูกส่งไปพิจารณาประเมินคุณภาพของบทความจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) จำนวนอย่างน้อย 3 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน รูปแบบการประเมินบทความเป็นแบบผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blind Peer Review)<br /><br /><strong>ทั้งนี้</strong> ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ ในทุกขั้นตอนการดำเนินงานวารสาร</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong> บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์<br /><br /><strong>หมายเหตุ</strong> วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา (Journal of Buddhist Educational Innovation) ยังไม่เข้าฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</p>
บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์
th-TH
วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
3088-1501
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
ผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิค KWLH Plus ที่มีต่อทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2797
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิค KWLH Plus ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญฯ หลังได้รับการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 60 การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre - experimental Research) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 18 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิค KWLH Plus ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความสำคัญที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (Dependent Samples t - test และ One Sample t - test) </p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1) นักเรียนมีทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากพระบรมราโชวาทฯ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>2) นักเรียนมีทักษะการอ่านจับใจความสำคัญฯ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 15.72 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.62 คิดเป็นร้อยละ 78.60</p>
อรอนงค์ สุจเสน
กวีเชษฐ์ เปีย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
1
14
-
การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลปะสร้างสรรค์ภายใต้ยุทธศาสตร์เชียงรายเมืองศิลปะ
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2127
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาและรวบรวมฐานข้อมูล รูปแบบ กระแสความเคลื่อนไหวสังคมศิลปะที่เกิดขึ้นทั่วไป และภายในจังหวัดเชียงราย “ภายใต้ยุทธศาสตร์เชียงรายเมืองศิลปะ (The City of Art) ปี 2567” 2) สังเคราะห์และวางแผนจัดการองค์ความรู้ในรูปแบบที่เกี่ยวข้องใน“พุทธศิลป์” โดยใช้กรณีทดลองการเรียนการสอนภายในหลักสูตรพุทธศิลปกรรมภายในปีการศึกษา 2567 3) สร้างระบบศูนย์การเรียนรู้ ทดลองสร้างโมเดลการจัดการเรียนการสอนภายในรายวิชาที่เป็นการเตรียมพร้อมและสร้างทักษะเชิงประสบการณ์ และ 4) นำเสนอผลผลิตจากระบบรวมศูนย์การเรียนรู้จากหลักสูตรพุทธศิลปกรรม ในรูปแบบการจัดกิจกรรมนิทรรศการพุทธศิลป์ “มงคล” และนิทรรศการ <br />“รอยพระพุทธบาท” การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 20 คน ประกอบด้วย คณาจารย์ ศิลปินท้องถิ่น และนักศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1) ด้านฐานข้อมูลและกระแสความเคลื่อนไหว การพัฒนาและส่งเสริมศิลปะภายในจังหวัดเชียงรายภายใต้ยุทธศาสตร์ “เชียงรายเมืองศิลปะ” ปี 2567 มีแนวโน้มเติบโตเป็นศูนย์กลางศิลปะสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะศิลปะที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม</p> <p>2) ด้านการสังเคราะห์และวางแผนจัดการองค์ความรู้ ได้พัฒนาหลักสูตรพุทธศิลปกรรม ภายในปีการศึกษา 2567 ที่บูรณาการทฤษฎีและการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อความร่วมสมัย</p> <p>3) ด้านการสร้างระบบศูนย์การเรียนรู้ เกิดโมเดลศูนย์การเรียนรู้แบบปฏิบัติการ (Experiential Learning Center) ที่ใช้การเรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by Doing) เป็นฐานในการเตรียมพร้อมทักษะวิชาชีพ</p> <p>4) ด้านการนำเสนอผลผลิต ผลลัพธ์จากหลักสูตรได้ถูกนำเสนอสู่สาธารณะผ่านนิทรรศการ “มงคล” และ “รอยพระพุทธบาท” ซึ่งสะท้อนความเชื่อและสัญลักษณ์ในบริบทเชียงราย โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากชุมชนและสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้</p>
กาญจนา ชลศิริ
ขจรเดช หนิ้วหยิ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
15
28
-
DIGITAL SEMANTIC STABILIZATION IN AI - MEDIATED ENGLISH LEARNING: IMPLICATIONS FOR HIGHER EDUCATION
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2798
<p>This paper examines how semantic meaning is constructed and stabilized in AI - mediated English learning environments. As artificial intelligence increasingly functions as a learning agent in language education, understanding the underlying cognitive and linguistic mechanisms of meaning development has become essential. However, existing studies have largely focused on performance outcomes and technology adoption, leaving the processes of semantic construction underexplored. To address this gap, this paper proposes the concept of Digital Semantic Stabilization (DSS) as a theoretical framework for explaining how learners construct, negotiate, and stabilize meaning through interaction with AI systems. The framework conceptualizes meaning development as a dynamic process shaped by iterative cycles of inquiry, AI - generated feedback, verification, and consolidation within a learner - AI interaction loop.</p> <p>The DSS model identifies four possible patterns of semantic stabilization: simplified, equivalent, contextual, and distorted stabilization. These patterns reflect varying levels of cognitive engagement and semantic accuracy in AI - mediated English learning. While AI enhances accessibility, autonomy, and linguistic support, it also introduces risks related to cognitive offloading and superficial understanding. This paper contributes to applied linguistics and digital pedagogy by offering a new perspective on semantic development in AI - mediated learning and by highlighting the importance of critical AI literacy and structured meaning verification in contemporary English education.</p>
Phra Thirathon Panyavaro (Panupiboonwat)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
29
44
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรบนฐานจริยธรรม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2080
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงจริยธรรม โดยใช้การวิเคราะห์ SWOT (Strengths, Weaknesses, Opportunities, Threats) เป็นกรอบในการประเมินสถานการณ์เชิงกลยุทธ์ ผลการศึกษาพบว่าสถานศึกษามีจุดแข็งในการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่ต่อเนื่องสอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ เช่น โรงเรียนวิถีพุทธ การจัดค่ายคุณธรรม และกิจกรรมทางศาสนา อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากครูและผู้ปกครอง แต่ยังมีข้อจำกัดในระบบการประเมินผลที่มุ่งเน้นเชิงปริมาณมากกว่าพฤติกรรมจริง รวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร ในด้านโอกาส พบว่าสังคมและนโยบายการศึกษาของรัฐเปิดกว้างต่อการพัฒนาความร่วมมือกับชุมชน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม ขณะเดียวกันยังมีอุปสรรคจากสื่อออนไลน์ วัฒนธรรมบริโภคนิยม และความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินการอย่างยั่งยืน จากการวิเคราะห์ บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงจริยธรรมสรุปได้ 5 ประการ ได้แก่ (1) ผู้นำเชิงนโยบาย (Policy Leader) กำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางคุณธรรม (2) ผู้จัดระบบและกระบวนการ (System Designer) พัฒนาระบบการเรียนรู้และการประเมินผล (3) ผู้สร้างวัฒนธรรมองค์กร (Culture Builder) ทำให้คุณธรรมเป็นค่านิยมร่วม (4) ผู้ประสานเครือข่าย (Network Connector) สร้างความร่วมมือกับชุมชน และ (5) ผู้ประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Evaluator & Improver) ใช้ข้อมูลเพื่อต่อยอดการพัฒนา สรุปได้ว่าการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงจริยธรรมต้องอาศัยภาวะผู้นำเชิงนโยบาย ระบบการจัดการที่เป็นรูปธรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยการประยุกต์ใช้ SWOT Analysis จะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นศักยภาพและข้อจำกัดอย่างรอบด้าน นำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งจริยธรรม และสร้างผู้เรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาและความต้องการของสังคม</p>
จุฑามาตุ สุสิระ
เริงวิชญ์ นิลโคตร
อรุณเกียรติ จันทร์ส่งแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
45
62
-
การส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาด้วยโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข โดยใช้ SAVE MODEL: กรณีโรงเรียนวัดไทรทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2088
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาผ่านการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนวัดไทรทอง จังหวัดตราด โดยใช้นวัตกรรมการบริหาร “SAVE MODEL” ซึ่งพัฒนาภายใต้กระบวนการ PDCA บทความนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพกรณีศึกษา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์ เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการที่มีความเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนการดำเนินงานประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) Student Support System การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การคัดกรอง การส่งเสริม การป้องกัน และการส่งต่อ (2) School Safety การกำหนดมาตรการและการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในสถานศึกษา (3) Strong Guidance System การพัฒนาระบบแนะแนวที่เข้มแข็ง ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาส่วนบุคคลและสังคม และ (4) Systematic Working การบริหารจัดการเชิงระบบที่ประกอบด้วยการวางแผน การดำเนินงาน การติดตามประเมินผล และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล ในปีการศึกษา 2568 นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับการดูแลและไม่พบนักเรียนกลุ่มเสี่ยงด้านสารเสพติด (แบบคัดกรอง SDQ) อีกทั้งโรงเรียนยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยแห่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่าย “บวร” (บ้าน - วัด - โรงเรียน/ชุมชน) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนความเข้มแข็งและความยั่งยืนของโครงการ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการร่วมกับชุมชนสามารถเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประยุกต์เป็นต้นแบบสำหรับสถานศึกษาอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม</p>
สมฤทัย ชาติกุล
เริงวิชญ์ นิลโคตร
วัยวุฒิ บุญลอย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
63
80
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการยกระดับการนิเทศการจัดการเรียนรู้แบบชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PROFESSIONAL LEARNING COMMUNITY : PLC) สู่โรงเรียน ในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SCHOOL AS LEARNING COMMUNITY : SLC): กรณีศึกษาโรงเรียนบุญสมวิทยา จังหวัดจันทบุรี
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2085
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทราบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนการนิเทศการเรียนรู้ตามแนวทางชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) เพื่อยกระดับสู่โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (School as Learning Community: SLC) โดยมุ่งศึกษากลยุทธ์และแนวทางการบริหารที่ส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยการดำเนินงานใช้รูปแบบกรอบวงจรคุณภาพ PDCA (Plan - Do - Check - Act) โดยเริ่มจากการวางแผนและสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ครู และภาคีเครือข่าย จัดตั้งกลุ่มชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) เพื่อวางแผน ทดลองสอน และสะท้อนผลผ่านกิจกรรม Open Class, Lesson Study และ Post - Lesson Discussion จากนั้นมีการประเมินผลและปรับปรุงต่อเนื่องจนเกิดการขยายผลสู่ระดับโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (School as Learning Community: SLC) ผลการดำเนินงาน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำทางวิชาการและผู้อำนวยความสะดวก (Coach) ผู้ประเมินและผู้ประสานงานที่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม สนับสนุนทรัพยากร และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน ส่งผลให้ครูมีศักยภาพในการออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เกิดการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สอน” เป็น “ผู้นำการเรียนรู้” ขณะที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการคิด วิเคราะห์ และสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ โรงเรียนพัฒนาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ผลการศึกษายืนยันว่าการบริหารและนิเทศแบบมีส่วนร่วมภายใต้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) สู่ โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (School as Learning Community: SLC) มีประสิทธิผลสูงในการยกระดับคุณภาพครูและผู้เรียน และสามารถใช้เป็นแนวทางต้นแบบในการพัฒนาโรงเรียนสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนได้จริง</p>
บัณฑิตา เงินต๊ะ
เริงวิชญ์ นิลโคตร
ธีรังกูร วรบํารุงกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
81
94
-
การประยุกต์ใช้ภาษาต่างประเทศเชิงกลยุทธ์เพื่อการประชาสัมพันธ์ “จังหวัดตราดน่าอยู่” ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2092
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอการสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะจังหวัดตราดซึ่งมีศักยภาพสูงด้านทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การประยุกต์ใช้ภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษาเยอรมัน เพื่อการประชาสัมพันธ์จังหวัดตราดผ่านสื่อสังคมออนไลน์เชิงสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพกระบวนการศึกษาประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์กลยุทธ์การเลือกใช้ภาษาและการออกแบบข้อความให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย (2) การคัดเลือกสื่อดิจิทัล เช่น วิดีโอ อินโฟกราฟิก และการเล่าเรื่องออนไลน์ (Storytelling) (3) การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับสารผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, TikTok, และ YouTube และ (4) การประเมินผลกระทบต่อภาพลักษณ์จังหวัดและพฤติกรรมนักท่องเที่ยว</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <p>การใช้ภาษาต่างประเทศอย่างถูกต้องและเหมาะสมร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ <br />ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดตราดให้มีความโดดเด่นและน่าเชื่อถือในระดับสากล อีกทั้งยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนและชุมชนท้องถิ่นในการผลิตสื่อ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และขยายผลการประชาสัมพันธ์อย่างยั่งยืน</p> <p>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาควรบูรณาการการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศกับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ของเยาวชน รวมถึงสร้างเครือข่าย “สื่อสร้างสรรค์จังหวัดตราด” ที่ใช้พลังของภาษาต่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน</p>
นริสา รัตนธรรม
เริงวิชญ์ นิลโคตร
วัยวุฒิ บุญลอย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
95
112
-
แนวทางการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านวิสาหกิจชุมชน: โรงเรียนตราษตระการคุณ จังหวัดตราด
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2091
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน เป็นแนวทางที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายสาขาและประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการท่องจำหรือการเรียนไวยากรณ์ แต่เน้นการปฏิบัติจริง การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และการเรียนรู้จากสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาผสมผสานทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม เกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และสามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ขณะที่วิสาหกิจชุมชนช่วยสร้างบริบทการเรียนรู้ที่มีความหมาย สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ กรณีศึกษาชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง จังหวัดตราด และกิจกรรมค่ายบูรณาการ “Dye Fusion Camp” แสดงให้เห็นถึงการออกแบบกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่หลากหลาย เช่น การทำผ้ามัดย้อม การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น กิจกรรมเหล่านี้ช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษควบคู่กับทักษะการคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา โดยมีการประยุกต์ใช้กระบวนการวางแผน ปฏิบัติ ประเมินผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพของการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในลักษณะนี้เป็นกระบวนการที่ผสานทักษะทางวิชาการเข้ากับภูมิปัญญาและวิถีชีวิตจริงของผู้เรียน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง มีความหมาย และตอบสนองต่อทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง</p>
ชนากานต์ พลาเกตุ
เริงวิชญ์ นิลโคตร
วัยวุฒิ บุญลอย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
113
128
-
การใช้วงจรคุณภาพ PDCA ในการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ: กรณีศึกษา โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2101
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA (Plan - Do - Check - Act) เป็นกลไกหลัก และใช้ผลวิเคราะห์ SWOT เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการวางแผนพัฒนา ครอบคลุมการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของครูแต่ละคน เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (ID Plan) และการออกแบบกิจกรรมพัฒนาที่เหมาะสม เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้ PLC และการสังเกตการสอนในชั้นเรียน กระบวนการนี้ช่วยให้การพัฒนาเป็นระบบ มีทิศทาง ไม่ซ้ำซ้อน และเชื่อมโยงกับเป้าหมาย เชิงองค์กร</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong></p> <p>ครูมีการปรับการสอนให้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมร่วมกันใน PLC นำไปสู่การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ครูสามารถสร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนเพื่อนครู และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชั้นเรียนและภายในองค์กรได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การใช้ PDCA ควบคู่กับ SWOT ทำให้การพัฒนาครูมีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการสอนอย่างยั่งยืน</p> <p>ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การสนับสนุนทรัพยากรด้านเทคโนโลยี ระบบพี่เลี้ยงทางวิชาชีพ และเวลาที่เอื้อต่อการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการนำรูปแบบพัฒนานี้ไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาอื่น เพื่อยกระดับภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรและระดับระบบการศึกษ</p>
รัตน์ดา สุขเหลือ
เริงวิชญ์ นิลโคตร
ธีรังกูร วรบำรุงกุล
อรุณเกียรติ จันทร์ส่งแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
129
144
-
ประชาธิปไตยกับความไม่มั่นคงทางการเมือง: ศึกษาเปรียบเทียบกรณีประเทศไทยและเนปาล
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jbei/article/view/2126
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับความไม่มั่นคงทางการเมือง โดยใช้กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยและเนปาล ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเผชิญกับ “การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์” และ “ความล้มเหลวของสถาบันประชาธิปไตย” นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง การวิจัยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎี “Democratic Consolidation” และ “Transition Theory” เพื่อวิเคราะห์ประเด็นหลักคือ บทบาทของสถาบันดั้งเดิม (กองทัพและสถาบันกษัตริย์) และ ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสังคม โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและทบทวนวรรณกรรม (Documentary and Literature Review)</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong></p> <p>ความไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศไทยและเนปาลแสดงให้เห็นทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่างอย่างเด่นชัด ผลการศึกษาเปรียบเทียบระบุว่า ทั้งสองประเทศต่างมีความเปราะบางด้านโครงสร้างรัฐธรรมนูญและระบบพรรคการเมือง รวมถึงการขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง</p> <p>สรุปว่า ความไม่มั่นคงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมิได้เกิดจากตัวระบอบเองแต่เป็นผลมาจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่รวมทุกฝ่าย (Non - Inclusive) และสถาบันประชาธิปไตยที่ยังอ่อนแอ ข้อเสนอเชิงนโยบายคือทั้งสองประเทศจำเป็นต้องเสริมสร้าง วัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่แท้จริงและออกแบบกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญให้มีฉันทามติทางสังคมที่กว้างขวางเพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
พระมหาวสันต์ วสนฺตเวที (หงอกชัย)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
145
160