การยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด: กรณีศึกษา วัดคุ้งตะเภา จังหวัดอุตรดิตถ์
คำสำคัญ:
ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ, สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด, วัดคุ้งตะเภาบทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดฯ 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดฯ และ 3) นำเสนอแนวทางการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด: กรณีศึกษา วัดคุ้งตะเภา จังหวัดอุตรดิตถ์ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ตามสัดส่วนโครงสร้างการบริหารงานและสัดส่วนเครือข่าย ได้แก่ เจ้าอาวาส พระวิปัสสนาจารย์ เครือข่ายวัดคุ้งตะเภา และผู้เข้าปฏิบัติธรรม จาก 3 ชุมชน ได้แก่ บ้านคุ้งตะเภา บ้านป่าขนุน และบ้านป่ากล้วย รวม 24 รูป/คน
ผลการวิจัยพบว่า
1) สภาพการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดฯ สอดคล้องกับการบริหารจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ประกอบด้วย ภาวะผู้นำ โครงสร้างองค์กรและการจัดการ ทรัพยากร กระบวนการปฏิบัติ ความสัมพันธ์กับชุมชนและเครือข่าย ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร
2) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมฯ ได้แก่ ภาวะผู้นำ ทรัพยากรบุคคล และความสัมพันธ์กับชุมชนและเครือข่าย ซึ่งมีอิทธิพลในระดับมาก โดยเฉพาะภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และทักษะการบริหารที่เหมาะสม ขณะที่ปัจจัยด้านโครงสร้างองค์กร กระบวนการปฏิบัติ และค่านิยมวัฒนธรรมองค์กรมีผลในระดับรอง
3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดฯ ประกอบด้วยการนำหลักสัปปุริสธรรม 7 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการฯ ประกอบด้วย ธัมมัญญุตา (รู้จักเหตุ) อัตถัญญุตา (รู้จักผล) อัตตัญญุตา (รู้จักตนเอง) มัตตัญญุตา (รู้จักประมาณ) กาลัญญุตา (รู้จักกาล) ปริสัญญุตา (รู้จักชุมชน) และปุคคลัญญุตา (รู้จักบุคคล) เป็นแนวทางสำคัญในการวิเคราะห์เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เพื่อให้สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด เกิดสัปปายะ 7 ที่เอื้อเฟื้อต่อการปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน 4 ได้ต่อไป
Downloads
เอกสารอ้างอิง
ทิตย์ณรงค์ มณีวัฒน์. (2566). การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา. วารสารวิชาการจินตาสิทธิ์, 1(4), 230–243.
พระครูสมุห์สมบัติ สรรพคุณ, วิโรจน์ คุ้มครอง และมานพ นักการเรียน. (2568). วิเคราะห์การพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมของวัดเขาพระ จังหวัดเพชรบุรี ตามหลักสัปปายะ 7. วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย, 7(1), 69–76.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2550). ภาวะผู้นำ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์บริษัทตถาตาพับลิเคชั่น จำกัด.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พ.ศ. 2543. (2543). แถลงการณ์คณะสงฆ์, 88(10), 1.
ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการส่งเสริมสำนักปฏิบัติธรรมแห่งคณะสงฆ์ พ.ศ. 2567. (2567). มติมหาเถรสมาคม, มติที่ 439/2567 (20 พฤษภาคม 2567), 1–16.
วิเชียร นามการ และคณะ. (2564). การประยุกต์หลักสัปปายะ 7 พัฒนาเผยแผ่การสอนวิชาสมาธิ เพื่อความสันติสุขของสังคม สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 29 วัดสุทธจินดา จังหวัดนครราชสีมา. วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์, 6(3), 437–448.
วุฒิชัย อารักษ์โพชฌงค์. (2561). การประเมินและทบทวนสถานภาพการดำเนินงานขององค์การไม่แสวงหาผลกำไร ประเภทศาลเจ้าในความปกครองของกระทรวงมหาดไทย. วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, 6(2), 161–188.
สมคิด แก้วทิพย์. (2557). การบริหารจัดการวัดในเขตอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่. รายงานการวิจัย. เชียงใหม่: วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
Goleman, D. (2008). Destructive Emotions: A Scientific Dialogue with the Dalai Lama. New York: Bantam.
Worth, M. J. (2020). Nonprofit Management: Principles and Practice. Washington, D.C.: CQ Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธนวัตกรรมการศึกษา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร






