การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยา

Main Article Content

รุ่งลาวรรณ์ สมบูรณ์

บทคัดย่อ

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE 2. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE กับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยา ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจงจำนวน 1 ห้องเรียน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE จำนวน 21 คน และได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 39 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองจำนวน 11 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 50 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาที่มีค่าความเชื่อมั่นที่คำนวณจาก α เท่ากับ .89 สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทีใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือทีใช้ในการวิจัยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบ


            ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE ใช้สำหรับพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยา ที่แบ่งการจัดการเรียนรู้เป็น 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (S) 2) ขั้นการสร้างแรงจูงใจ (M) 3) ขั้นการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน (I) 4) ขั้นเรียนรู้ร่วมกัน (L) และ 5) ขั้นประเมินผล (E) จากการประเมินพบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมรวม 4.69 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.31 2. ได้ศึกษาผลการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE ทำให้เด็กมีพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งรายด้าน ทุกด้าน คือ ด้านความฉลาดทางอารมณ์ภายในตนเอง และด้านความฉลาดทางอารมณ์ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และโดยรวม ทั้งรายด้าน ทุกด้าน คือ ก่อน (t =-.24) และหลังได้รับการจัดการเรียนรู้กลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ SMILE มีพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งรายด้านทุกด้านและโดยรวม (t=17.60) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE มีความเหมาะสมและนำไปใช้พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาได้อย่างมั่นใจ

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สมบูรณ์ ร. . (2026). การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยา. วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์, 4(2), 13–23. สืบค้น จาก https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2673
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กฤษณา รักนุช. (2560). การพัฒนาชุดกจิกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดของ Gesell เพื่อพัฒนาความ สามารถในการกล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน, วิทยาลัยครุศาสตร์, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

ขวัญชัย ขัวนา, ธารทิพย์ ขัวนา และเลเกีย เขียวดี. (2561). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริม ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 37(2), 87. https://hujmsu.msu.ac.th

เพ็ญนภา กุลนภาดล. (2562). การให้การปรึกษาวัยรุ่น (ADOLESCENT COUNSELING). พิมพ์ครั้งที่ 4. ชลบุรี: เก็ทกู๊ดครีเอชั่น.

สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์. (2551). กลยุทธ์การสร้างเสริมสุขภาพวัยรุ่น. กรุงเทพฯ: ชัยเจริญ.

อาภาพร เผ่าวัฒนา. (2551). เรื่องความแตกต่างของรูปแบบการเลี้ยงลูกต่อการสื่อสารเรื่องเพศระหว่างมารดาและบุตรสาว อำนาจการต่อรองในสัมพันธภาพทางเพศ ความนึกคิดที่ใช้ ในสัมพันธภาพ การรับรู้สมรรถนะทางเพศ และพฤติกรรทางเพศของวัยรุ่นหญิงที่อาศัย ในชุมชนแออัดเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารสภาการพยาบาล, 23(4): 56-71.

วรินทร สิริพงษ์ณภัทร และคณะ. (2567). เทคนิคการตั้งคำถามแบบโสเครติสเพื่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณ. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร, 22(1), 29-45.

Bandura, A. (1986). Social Foundations of Thought and Action: A Social Cognitive Theory. Englewood Cliffs. NJ: Prentice-Hall.

Erikson, E.H. (1968). Identity: Youth and Crisis. New York: Norton & Company.

GotoKnow. (2563). การจำแนกสื่อของ Wilbure Young. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.gotoknow.org/posts/674993 [23 กุมภาพันธ์ 2566].

Goleman, D. (1998). Working with Emotional Intelligence. New York: Bantam Books. [Online]. Retrieved from: https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2545/iop1045kt_bib.pdf [26 February 2566].

Goldberg, D.P. (1972). The detection of psychiatric illness by questionnaire. (Maudsley Monograph No. 21). London: Oxford University Press.

Johnson, D.W., & Johnson, R.T. (1991). Learning mathematics and Cooperative Learning in the Classroom. Edina, MN: Interaction Book Company.

Maurice J. Elias, Lisa Hunter; & Jeffey S. Kress. (2001). “Emotional intelligence and Education” Emotional intelligence in everyday life. New York: Psychology Press.

Piaget, J. (1969). Biology and knowledge. Chicago: University of Chicago Press.

Papert, S. (1993). Mind storms: children, computer and powerful ideas. New York: Basic Books Harper Collins.

Putnam, W. Joanne. (1993). Cooperative Learning and Strategies for Inclusion: Celebrating Diversity in the Classroom. USA.: Paul H. Brookes Publishing.

Santrock, J.W. (1996). Adolescence: An introduction. Madison: Brown & Benchmark.

Slavin, Robert E. (1983). Cooperative Learning: Theory, Research and Practice. Massachusetts: A Division of Simon & Schuster.

World Health Organization. (2018). World health statistics 2018: monitoring health for the SDGs, sustainable development goals. Geneva: World Health Organization.