https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/issue/feed
วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
2026-09-16T17:55:50+07:00
พระครูสถิตธรรมาลังการ, ดร.
srisuvarna2567@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>ISSN:</strong> 2985-2838 (Print) </p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม– สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญาศาสนา ภาษาบาลีสันสฤต การศึกษาเชิงประยุกต์ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม รวมถึงสหวิทยาการอื่นๆ ของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>คำชี้แจงในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p>1. บทความที่ส่งมารับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งวิชาการอื่นๆ</p> <p>2. ทุกบทความจะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ <strong>จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้ตีพิมพ์บทความ</strong> ในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blinded)</p> <p>3. ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันด้วยประการใดๆ ทั้งปวง</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่: </strong></p> <p>วารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความละ 3,500 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมิน ในกรณีที่บรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หรือกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกบทความเองจะคืนค่าตีพิมพ์ แต่หากมีการส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ววารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียม</p>
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3292
กิจการนักศึกษา: บทบาทสำคัญในการเสริมสร้างสมรรถนะทางสังคมสำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนเข้าสู่สังคมยุคใหม่
2026-05-01T14:17:25+07:00
สวภพ เทพกสิกุล
sawaphob_deb@hotmail.com
ภัทระ เธียรสมิทธิ์
patara@stjohn.ac.th
อรุณี หงษ์ศิริวัฒน์
arunee.ho@chula.ac.th
<p> มหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี นอกเหนือจากการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว การบริหารกิจการนักศึกษา ถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม การอยู่ร่วมกัน และการพัฒนาสมรรถนะทางสังคมของนักศึกษา ซึ่งมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในโลกยุคใหม่ สมรรถนะทางสังคมเป็นหนึ่งในสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งครอบคลุมความสามารถในการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การเข้าใจตนเอและผู้อื่น การแก้ปัญหาความขัดแย้ง การปรับตัวในสังคมที่หลากหลาย และการแสดงพฤติกรรมที่รับผิดชอบต่อส่วนรวม สมรรถนะเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อความสำเร็จทางวิชาการของนักศึกษาเท่านั้นแต่ยังเป็นรากฐานของความสำเร็จในชีวิตและการทำงานหลังสำเร็จการศึกษา การบริหารกิจการนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะทางสังคมอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรม เสริมหลักสูตร การบริการสังคม กิจกรรมเสริมสร้างภาวะผู้นำ การดูแลสุขภาวะผู้เรียน และกิจกรรมที่พัฒนาความสัมพันธ์เชิงบวกในชุมชนมหาวิทยาลัย ทั้งหมดนี้จะช่วยผลิตบัณฑิตที่ไม่เพียงมีความรู้เชิงวิชาการ แต่ยังมีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถเติบโตในสังคมยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพ จากบริบทและปัญหาดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการศึกษาแนวทางการบริหารกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนที่สามารถส่งเสริมสมรรถนะทางสังคมของนักศึกษา ได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย โดยมุ่งศึกษาบทบาทของกิจกรรมและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร ความร่วมมือ การคิดเชิงวิพากษ์ การปรับตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่หลากหลาย ตลอดจนศึกษาการบูรณาการแนวคิดสมรรถนะ ทางสังคมในระดับอุดมศึกษาเข้าสู่กระบวนการบริหารกิจการนักศึกษา</p> <p> การศึกษาครั้งนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาแนวทางการบริหารกิจการนักศึกษาที่สามารถยกระดับคุณภาพผู้เรียนในมิติทางสังคมและความเป็นพลเมือง อันจะนำไปสู่การผลิตบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ทางวิชาการ ทักษะทางสังคม และคุณลักษณะที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 รวมทั้งเป็นข้อมูลเชิงวิชาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในการออกแบบกิจกรรมและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และตลาดแรงงานในอนาคต โดยแนวทางดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ควรพัฒนาสมรรถนะทางสังคมผ่านการบริหารกิจการนักศึกษาโดยการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การเคารพในความแตกต่าง และการพัฒนาภาวะผู้นำที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคม</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3419
อุดมศึกษาไทยในภาวะเปลี่ยนผ่าน: การปรับตัวของมหาวิทยาลัยดิจิทัลในยุคปัญญาประดิษฐ์
2026-06-01T14:41:54+07:00
โอม หุวะนันทน์
omhuva@gmail.com
ศรุตานนท์ ชอบประดิษฐ์
drnita2020@gmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของอุดมศึกษาไทยและการปรับตัวของมหาวิทยาลัยดิจิทัลในบริบทของการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยมุ่งอธิบายผลกระทบต่อบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการผลิตกำลังคนการสร้างองค์ความรู้ และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารเชิงวิพากษ์ (Critical Document Analysis) ร่วมกับการสังเคราะห์เชิงบรรยาย (Narrative Synthesis) จากวรรณกรรม ทางวิชาการ งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เอกสารเชิงนโยบาย และรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสังเคราะห์แนวโน้ม ความท้าทาย และทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาไทยในยุคดิจิทัล ผลการศึกษาพบว่า สถาบันอุดมศึกษาไทยได้เร่งปรับตัวผ่านการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education: CBE) การประยุกต์ใช้แนวคิดการศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) การพัฒนาระบบคลังหน่วยกิต (Credit Bank) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการศึกษา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจฐานความรู้และตลาดแรงงานยุคใหม่ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากระบบ CHECO สะท้อนแนวโน้ม การเพิ่มขึ้นของหลักสูตรที่ได้รับการปรับปรุงและรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม การสังเคราะห์งานวิจัยร่วมสมัยชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านของอุดมศึกษาไทยยังมุ่งเน้นการปรับตัวด้านโครงสร้างและเทคโนโลยีมากกว่าการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาสมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงวิพากษ์ และคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน บทความเสนอว่า การพัฒนาอุดมศึกษาไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ควรมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการธำรงพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการพัฒนามนุษย์ องค์ความรู้ และคุณค่าทางสังคม โดยส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการพัฒนาสมรรถนะ การคิดเชิงวิพากษ์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุดมศึกษาไทยอย่างยั่งยืนในภาวะเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3463
มาตรการทางกฎหมายไทยในการตัดสินใจทางสุขภาพแทนผู้ป่วยที่หมดความสามารถในการแสดงเจตนา
2026-06-18T21:07:28+07:00
อุดมศักดิ์ จิรกาลกุลเกษม
64035604@up.ac.th
<p> เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิตและสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ คำถามที่ว่าผู้ใดมีอำนาจตัดสินใจทางการแพทย์แทนผู้ป่วย ยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่กฎหมายไทยมิได้ให้คำตอบไว้อย่างชัดเจน แม้มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 จะรับรองสิทธิของบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือยุติความทรมานจากความเจ็บป่วย แต่สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวซึ่งไม่อาจมอบหมายให้ผู้อื่นใช้แทนได้ ในทางปฏิบัติ ครอบครัวและแพทย์จะใช้วิธีร่วมกันตัดสินใจแทนผู้ป่วยโดยปราศจากกรอบกฎหมายใดรองรับ บทความนี้ใช้วิธีวิเคราะห์ตัวบทกฎหมายประกอบกับการเปรียบเทียบกฎหมายเชิงหน้าที่ เพื่อชี้ให้เห็นว่ากฎหมายไทยยังขาดทั้งเครื่องมือที่ให้ผู้ป่วยตั้งตัวแทนในการตัดสินใจทางสุขภาพแทนตนเมื่อถึงเวลาที่ตนไร้ความสามารถในการตัดสินใจ และลำดับผู้ตัดสินใจแทนโดยปริยายตามกฎหมาย โดยถอดบทเรียนจากระบบกฎหมายสหรัฐอเมริกาซึ่งพัฒนากฎหมายทั้งสองนี้มาอย่างยาวนาน บทความเสนอให้ประเทศไทยวางกรอบกฎหมายแบบลำดับชั้น ที่จะส่งผลให้ (1) ทำให้บทบาทของครอบครัวซึ่งทำกันเป็นปกติอยู่แล้วโดยพฤตินัย มีสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ผ่านลำดับผู้ตัดสินใจแทนทางสุขภาพตามกฎหมาย และ (2) เพิ่มเครื่องมือให้ผู้ป่วยตั้งตัวแทนโดยสมัครใจ พร้อมปรับให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่มีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวจะช่วยสร้างความชัดเจนทางกฎหมายแก่การตัดสินใจทางการแพทย์ในช่วงท้ายของชีวิต ลดความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติของบุคลากรสาธารณสุข และส่งเสริมการเคารพเจตนาของผู้ป่วยควบคู่กับบทบาทของครอบครัว</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2889
แนวทางการปฏิบัติงานครูที่ปรึกษาในยุคดิจิทัล ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนในเครือข่ายสินปุน-ตาปี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3
2026-04-04T11:01:08+07:00
เนตรชนก เพชระ
papzi270733@hotmail.com
มะลิวัลย์ โยธารักษ์
Maliwan_y@gmail.com
พระครูพิจิตรศุภการ
sakmeesuk@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการปฏิบัติหน้าที่ครูที่ปรึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในเครือข่ายสินปุน-ตาปี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2) ศึกษาแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ครูที่ปรึกษาในยุคดิจิทัล โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนในเครือข่ายสินปุน-ตาปี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ครูที่ปรึกษาในยุคดิจิทัล โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนในเครือข่ายสินปุน-ตาปี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1) ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก 2) ใช้การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ และ 3) ใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลจากการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานครูที่ปรึกษาในยุคดิจิทัลครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ วิชาการ วินัยการปกครอง การปรับตัว การพัฒนาผู้เรียน และสวัสดิการ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านระบบข้อมูลที่ไม่เป็นเอกภาพ การใช้เทคโนโลยีไม่ต่อเนื่อง และขาดฐานข้อมูลกลาง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดูแลนักเรียน 2) ศึกษาแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ครูที่ปรึกษาในยุคดิจิทัล โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกับหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เพื่อเสริมการดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ 3) ผลการประเมินพบว่า แนวทางมีความเหมาะสม สอดคล้องบริบท และสามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยพัฒนาระบบดูแลนักเรียนให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเสริมบทบาทครูที่ปรึกษาในยุคดิจิทัลอย่างมีคุณธรรม</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3233
แนวทางพัฒนาหลักสิทธิมนุษยชนของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู
2026-04-18T12:23:28+07:00
ชาญยุทธ หาญชนะ
nuspong.ggg@gmail.com
<p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความคิดเห็นของประชาชนต่อหลักสิทธิมนุษยชน2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อหลักสิทธิมนุษยชนของประชาชน ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 3) สภาพปัญหาต่อหลักสิทธิมนุษยชนของประชาชนและ 4) แนวทางการพัฒนาหลักสิทธิมนุษยชนของประชาชน กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาควิชาการ ประกอบด้วย 15 คน ผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคิดเห็นของประชาชนต่อหลักสิทธิมนุษยชนของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X= 3.80) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน (X= 3.85) ด้านเครือข่าย และความร่วมมือ (X= 3.84) ด้านนโยบายและกลไกสนับสนุน (X= 3.68) 2. ประชาชนที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยภาพรวม พบว่า ประชาชนในเขตจังหวัดหนองบัวลำภูที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อหลักสิทธิมนุษยชนไม่แตกต่างกัน 3. สภาพปัญหาสิทธิมนุษยชน พบว่า ประชาชนในชนบทเผชิญปัญหาความยากจน รายได้ไม่แน่นอน และหนี้สิน ทำให้เข้าถึงปัจจัยพื้นฐานและบริการสาธารณะได้จำกัดการสาธารณสุขและการศึกษายังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล เด็กบางส่วนหลุดจากระบบการศึกษาและเข้าสู่แรงงานเร็ว ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ยาเสพติด ความรุนแรง และการเข้าถึง สิทธิที่ไม่เท่าเทียมของกลุ่มเปราะบาง 4. แนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหา พบว่า ควรพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอาชีพท้องถิ่น เพิ่มรายได้ และลดความยากจนอย่างยั่งยืนยกระดับสาธารณสุขและการศึกษาให้เข้าถึงทั่วถึงพร้อมคุ้มครองเด็ก เยาวชน และแรงงานให้มีความเป็นธรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แก้ปัญหายาเสพติด ดูแลสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบยุติธรรมให้โปร่งใสและสามารถเข้าถึงได้</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2974
การบริหารงานกิจการนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
2026-04-04T11:03:45+07:00
ไพรัตน์ บัวทอง
pairatbuathong2540@gmail.com
มะลิวัลย์ โยธารักษ์
Maliwan_y@gmail.com
พระครูพิจิตรศุภการ
sakmeesuk@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงและเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 15 คน ใช้แบบสัมภาษณ์ร่างแนวทางสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 รูป/คน และใช้แบบประเมินแนวทางการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัย 1) สภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของโรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม พบว่า มีการนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูล การติดตาม และการสื่อสารข้อมูลนักเรียนอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังมีข้อจำกัดจากการใช้เอกสารกระดาษควบคู่กับระบบดิจิทัล ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและเพิ่มภาระงานในการบันทึกและตรวจสอบ อีกทั้งบุคลากรบางส่วนยังมีทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลแตกต่างกัน รวมถึงข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และความเสถียรของระบบอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้การดำเนินงานและการใช้เทคโนโลยียังไม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 2) การศึกษาแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 พบว่าเป็นการบริหารเชิงบูรณาการโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน ภายใต้กรอบหลักอริยสัจ 4 ระบุถึงปัญหา การหาสาเหตุของปัญหา การกำหนดจุดหมายในการแก้ปัญหา และการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา ครอบคลุมการส่งเสริมวินัย คุณธรรม จริยธรรม งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และการส่งเสริมประชาธิปไตยในสถานศึกษา โดยประยุกต์ใช้องค์ประกอบเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งด้านการสร้าง การสื่อสาร การใช้ และการประเมิน ผ่านแพลตฟอร์ม Google Workspace for Education และระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อบันทึก วิเคราะห์ และติดตามข้อมูลนักเรียนรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กระบวนการบริหารจัดการเชิงระบบตามวงจร PDCA พร้อมสรุปผลผ่านแดชบอร์ดดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงบริหาร ส่งผลให้การบริหารงานมีความเป็นระบบ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทการศึกษาในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร โดยผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นว่ามีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีความเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในบริหารงานกิจการนักเรียนในสถานศึกษา</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3257
การวิเคราะห์การใช้คำที่มาจากภาษาอังกฤษในแฟนเพจเที่ยวยุโรปด้วยตนเอง
2026-04-27T22:35:24+07:00
สรศักดิ์ เชี่ยวชาญ
dorakeng@hotmail.co.th
<p> บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะและวัตถุประสงค์ของการใช้คำที่มาจากภาษาอังกฤษในแฟนเพจเที่ยวยุโรปด้วยตนเอง การวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาในลักษณะการใช้คำและวัตถุประสงค์อันช่วยจะสะท้อนภาพการใช้คำที่มาจากภาษาอังกฤษในภาษาไทยจากสื่อสังคมออนไลน์และยังช่วยให้เข้าใจถึงปรากฏการณ์การใช้ภาษาอังกฤษในภาษาไทยในยุคสมัยปัจจุบันเพราะภาษาอังกฤษได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจพฤติกรรมการสื่อสารของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อความจากแฟนเพจจำนวน 854 โพสต์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ได้จำนวนคำทั้งหมด 1,215 คำ เครื่องมือในการวิจัย คือ ตารางการวิเคราะห์เนื้อหา โดยสรุปการวิเคราะห์ออกมาเป็นตารางและการพรรณนาเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ด้านลักษณะการใช้คำภาษาอังกฤษพบ 5 ลักษณะคือ การใช้คำภาษาอังกฤษล้วน การเขียนเป็นคำทับศัพท์ การใช้อักษรย่อภาษาอังกฤษ การตัดคำภาษาอังกฤษและการตัดคำที่เขียนเป็นคำทับศัพท์ ด้านวัตถุประสงค์ของการใช้คำภาษาอังกฤษพบ 6 วัตถุประสงค์ คือ เพื่อใช้เรียกชื่อประเทศ ชื่อเมือง ชื่อสถานที่ท่องเที่ยว บริการด้านการท่องเที่ยวชื่อร้านอาหาร และชื่ออาหาร</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3303
การศึกษาปัญหาการฝึกสอนนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เอกการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-05-01T14:19:38+07:00
ประดับเกียรติ จันทร์ไทย
pok13052507@gmail.com
อุริด พลศรี
Urid.0034@gmail.com
ประยงค์ หัตถพรหม
prayong.h2@hotmail.com
<p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและวิธีวิจัยเชิงปริมาณ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัญหาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และ 2) แนวทางพัฒนาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 56 คน โดยผู้วิจัยศึกษาจากประชากรทั้งหมด ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้กำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.21) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านครูพี่เลี้ยง (μ = 3.32) รองลงมา คือ ด้านการวิจัย ในชั้นเรียน (μ= 3.28) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านตัวนักศึกษา (μ= 3.09) 2. แนวทางพัฒนา การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาสาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มุ่งยกระดับคุณภาพครูผ่านการฝึกปฏิบัติจริงในสถานศึกษา โดยบูรณาการความรู้ทฤษฎีสู่การสอนจริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน รวมทั้งพัฒนาทักษะการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อปรับปรุงการสอนอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังเน้นการปลูกฝังจรรยาบรรณและคุณลักษณะความเป็นครู รวมถึงการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับโรงเรียน เพื่อสนับสนุนการฝึกประสบการณ์ให้สอดคล้องกับบริบทจริง อันจะช่วยให้นักศึกษามีความพร้อมทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการเป็นครูมืออาชีพในศตวรรษที่ 21</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3226
แนวทางการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ของโรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
2026-04-18T12:28:24+07:00
ศุภชัย นวนหงษ์
krukimsuppachai@gmail.com
พระครูพิจิตรศุภการ
sakmeesuk@gmail.com
มะลิวัลย์ โยธารักษ์
Maliwan_y@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวของโรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม 2) ศึกษาแนวทางการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวตามหลักกัลยาณ มิตรธรรม 7 ของโรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม และ 3) เพื่อนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาว ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ของโรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 15 คน ผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 5 คน สนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมินการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวของโรงเรียน โดยสถานศึกษา มีการดำเนินงานตามมาตรการทั้ง 5 มาตรการอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการป้องกัน มาตรการค้นหา มาตรการรักษา มาตรการเฝ้าระวัง และมาตรการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุขในสถานศึกษา ทำให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม แต่ยังพบข้อจำกัดด้านศักยภาพบุคลากร ภาระงานที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายที่ยังไม่เข้มแข็ง และระบบการติดตามเฝ้าระวังและการสื่อสารข้อมูลที่ยังขาดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ 2) แนวทางการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ครอบคลุม การดำเนินงานทั้ง 5 มาตรการ โดยมีการกำหนดนโยบาย แผนงาน แต่งตั้งผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน ควบคู่กับการคัดกรอง ดูแลช่วยเหลือ ฟื้นฟู เฝ้าระวัง ร่วมกับชุมชมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามประเมินผล อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มีการบูรณาการหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจ การเป็นแบบอย่างที่ดี การส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การสื่อสารอย่างชัดเจน การรับฟังความคิดเห็นอย่างอดทน การอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และการป้องกันไม่ให้นักเรียนถูกชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย ส่งผลให้การดำเนินงานมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทาง การบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ของโรงเรียนเขาทะลุพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร โดยผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่ามีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีความเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการบริหารโครงการสถานศึกษาสีขาวในสถานศึกษา</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3266
A Needs Analysis of English Language Learning for Dental Students in Bangkok and Nearby Provinces
2026-04-29T11:54:46+07:00
Phakim Kaoian
phakim.kaoian@gmail.com
Trirat Trakulphat
trirat.tra@cra.ac.th
Pitchapa Pittayavinai
pitchapa.pit@bkkthon.ac.th
Prapaisri Holumyong
prapai19@gmail.com
<p><strong> </strong>This study investigated (1) the scope of content required for an English for Dental Purposes (EDP) course, (2) students’ prioritized learning needs, and (3) their opinions on assessing learning outcomes. Using a quantitative survey, 238 participants selected by purposive sampling from a total population of 587 students. Eligible participants were those who had completed a basic English course and had not previously enrolled in any dental English course. Data were analysed using mean (M), standard deviation (SD), and the Priority Needs Index (PNI<sub>Modified</sub>).</p> <p> Results showed that students prioritised clinically relevant EDP content, particularly oral anatomy (M = 4.69, SD = 0.57), types of teeth and functions (M = 4.63, SD = 0.72), oral examinations and ethics (M = 4.61, SD = 0.61), and cross-cultural communication (M = 4.61, SD = 0.69). Writing skills presented the largest learning gap (PNI<sub>Modified</sub> = 0.67), especially in clinical documentation (0.77), followed by speaking (0.56) and vocabulary (0.54). Students preferred formative and reflective assessment methods, favoring self-evaluation (M = 4.61) and peer assessment (M = 4.57) over formal testing (M = 4.41).</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3177
แนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของสถานศึกษาในเครือข่ายไทรขึง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
2026-04-07T07:39:00+07:00
นันทพร สุขสบาย
Krutaky6@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) ศึกษาแนวทางการดำเนินงานตามหลักพรหมวิหาร 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางดังกล่าว ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน การสัมภาษณ์เชิงลึกเพิ่มเติม 5 คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สถานศึกษามีการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรอง การส่งเสริม การป้องกันและช่วยเหลือ และการส่งต่อนักเรียน โดยอาศัยความร่วมมือของผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม การจัดการข้อมูล ยังพึ่งพาเอกสาร ขาดระบบฐานข้อมูลกลาง ทำให้การเชื่อมโยง วิเคราะห์ และติดตามข้อมูลไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งบุคลากรมีภาระงานสูงและขาดการพัฒนาทักษะดิจิทัล ส่งผลให้การใช้ข้อมูลเชิงรุกยังไม่เต็มประสิทธิภาพ แนวทางการดำเนินงานที่พัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการเชิงระบบภายใต้การนำของผู้บริหาร โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ คลาวด์คอมพิวติ้ง ฐานข้อมูลกลาง เครื่องมือดิจิทัล เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์สื่อสาร และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการจัดเก็บ วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้ง 5 ด้าน และยึดหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นฐานในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เป็นธรรม และคำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้เรียน ผลการประเมิน โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า แนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ สามารถนำไปใช้พัฒนาระบบ ดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และยั่งยืน</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3305
การศึกษาเชิงวิเคราะห์ภาวะผู้นำองค์กรธุรกิจในบริบทสังคมร่วมสมัย
2026-05-01T14:15:11+07:00
ครรชิต จันทนพรชัย
Kanchite_j@yahoo.com
เมธา หริมเทพาธิป
metha.ang@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ความหมายของภาวะผู้นำองค์กรธุรกิจในบริบทของสังคมร่วมสมัย และ 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของภาวะผู้นำองค์กรธุรกิจในมิติด้านความคิด ความสัมพันธ์ และคุณค่า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปรัชญา และการวิเคราะห์เชิงแนวคิดเป็นวิธีการหลักในการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำองค์กรธุรกิจมิได้เป็นเพียงคุณลักษณะของบุคคลหรือบทบาทตามโครงสร้างองค์กรเท่านั้น หากแต่เป็น “กระบวนการเชิงความสัมพันธ์” ที่มีลักษณะเชิงพลวัต ซึ่งเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ ผู้ตาม และบริบทขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ภาวะผู้นำดังกล่าวสามารถอธิบายผ่านองค์ประกอบสำคัญ 3 มิติ ได้แก่ 1) มิติด้านความคิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์ การวิเคราะห์ และการตัดสินใจ 2) มิติด้านความสัมพันธ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างแรงจูงใจ ความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วม และ 3) มิติด้านคุณค่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับจริยธรรม ความรับผิดชอบ และความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ขององค์กรกับสังคม นอกจากนี้ยังพบว่า แนวคิดภาวะผู้นำร่วมสมัยได้เปลี่ยนผ่านจากแนวคิดแบบควบคุมเชิงโครงสร้าง ไปสู่แนวคิดเชิงความสัมพันธ์และคุณค่า องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยนี้ คือ การสังเคราะห์ “VBR Leadership Model (Value-Based Relational Leadership Model)” ซึ่งอธิบายภาวะผู้นำองค์กรธุรกิจในฐานะระบบความสัมพันธ์เชิงคุณค่าที่บูรณาการความคิด ความสัมพันธ์ และคุณค่าเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม อันสามารถใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและอธิบายภาวะผู้นำในองค์กรยุคใหม่ได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3197
การศึกษาการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักไตรสิกขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1
2026-04-29T09:14:24+07:00
จินดารัตน์ ภูมิภู
jdarttcc@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักไตรสิกขา 2) เปรียบเทียบการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักไตรสิกขา จำแนกเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน ขนาดของสถานศึกษา การเข้าร่วมหลักสูตรที่กำหนดโดยคุรุสภา และการเป็นสมาชิกของเครือข่ายเพื่อการพัฒนาวิชาชีพครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 ศึกษากลุ่มตัวอย่างครู จำนวน 295 คน เครื่องมือที่ใช้ในครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักไตรสิกขา เป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความน่าเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (T-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA : F-test)</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักไตรสิกขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 1 ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ รองลงมา ได้แก่ จรรยาบรรณ ต่อตนเอง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ 2) การเปรียบเทียบการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักไตรสิกขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 1 พบว่า ครูที่มีเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน ขนาดของสถานศึกษา การเข้าร่วมหลักสูตรที่กำหนดโดยคุรุสภา และการเป็นสมาชิกของเครือข่ายเพื่อการพัฒนาวิชาชีพครู มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักไตรสิกขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 1 ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3261
แนวทางการพัฒนาการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานของครูตามหลักพรหมวิหาร 4 ในสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2026-04-24T14:07:01+07:00
สุวรรณ รักษาพล
suwanraksaphon@gmail.com
มะลิวัลย์ โยธารักษ์
Maliwan_y@gmail.com
พระครูพิจิตรศุภการ
sakmeesuk@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานของครู 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานของครู ตามหลักพรหมวิหาร 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการพัฒนาการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานของครู ตามหลักพรหมวิหาร 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview Guide) และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน มีผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 5 คน โดยการใช้สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 การจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานของครูยังเผชิญปัญหาสำคัญ ได้แก่ ภาระงานเกินเกณฑ์อันเนื่องมาจากการขาดแคลนครูและความไม่ชัดเจนของเกณฑ์นับชั่วโมง การจัดการเรียนรู้มีข้อจำกัดด้านสื่อและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ระบบสนับสนุนผู้เรียนขาดความร่วมมือจากผู้ปกครองและข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน การพัฒนาครูติดข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณ และการกำหนดประเด็นท้าทายยังไม่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา 2) แนวทาง การจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานของครู ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การกำหนดภาระงานให้ชัดเจน การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ การส่งเสริมระบบข้อมูลและความร่วมมือ การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และการกำหนดประเด็นท้าทายจากปัญหาจริง โดยดำเนินการผ่านการอบรม การนิเทศติดตาม และการประเมินผลอย่างเป็นระบบพร้อมบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 3) ผลการประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ามีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานของครู</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3306
การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นในเขตอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
2026-05-01T14:13:03+07:00
บุญเหลือ บุบผามาลา
nuspong.ggg@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การมีส่วนร่วมของประชาชน 2) การพัฒนาท้องถิ่น 3) การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่น และ 4) เสนอแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอหนองวัวซอ จำนวน 397คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนเท่ากับ 0.770 และด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนเท่ากับ 0.908 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. การพัฒนาท้องถิ่นในเขตอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการพัฒนาท้องถิ่นในเขตอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง (r = 0. 424) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4. การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นในเขตอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ช่วยร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้ร้อยละ 44.90 และ 5. แนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นในเขตอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ จัดฝึกอบรมอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ กำหนดการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ และส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการสังคมได้อย่างทั่วถึง</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3224
การพัฒนาคู่มือการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2026-04-18T12:26:09+07:00
ชาญวิทย์ พิทยาภรณ์
pittayaporn.ramm@gmail.com
พระครูสุเมธปริยัติคุณ
Supot177084@gmail.com
ปรีชา สามัคคี
pricha9914@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) (2) พัฒนาคู่มือการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร และ (3) นำเสนอและประเมินคู่มือการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยผสมวิธี (mixed methods research) ดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จากผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้ากลุ่มงานบริหารวิชาการ จำนวน 44 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการประมวลข้อมูลผลเชิงปริมาณ ระยะที่ 2 การพัฒนาคู่มือการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และระยะที่ 3 การนำเสนอและประเมินคู่มือการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินคู่มือ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสังเคราะห์ผลการประเมินเชิงคุณภาพ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของคู่มือ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมกระบวนการบริหารทั้งด้านการวางแผน การดำเนินการ การตรวจสอบ และการปรับปรุงพัฒนา โดยเฉพาะด้านการวางแผนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (2) คู่มือที่พัฒนาขึ้นมีโครงสร้างชัดเจน เป็นระบบ และสามารถบูรณาการหลักทุติยปาปณิกสูตร ได้แก่ จักขุมา วิธูโร และนิสสยสัมปันโน เข้ากับกระบวนการบริหารตามวงจรคุณภาพ PDCA ได้อย่างมีเอกภาพ ส่งผลให้เกิดกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงมิติด้านวิชาการกับมิติด้านคุณธรรม และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติในการบริหารงานวิชาการและการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ได้อย่างเป็นรูปธรรม และ (3) ผลการประเมินคู่มือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า คู่มือมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากและสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของสถานศึกษา โดยเฉพาะในการเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการที่เน้นการใช้ข้อมูลเป็นฐาน การมีส่วนร่วมของบุคลากร และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3353
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
2026-05-11T08:32:03+07:00
ทิพากร เหลี่ยมดี
67g180018@parichat.skru.ac.th
อัทธ์ ฉัฐญาวรกุล
nuttaphan.vo@skru.ac.th
รุจิราพรรณ คงช่วย
rujirapun.ko@skru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ 2) ศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 242 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.985 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) การดำเนินงาน ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ พบว่า ส่งผล 2 ตัวแปร ตามลำดับดังนี้ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (X<sub>4</sub>) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ (X<sub>2</sub>) สามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้</p> <p> สมการคะแนนดิบ Y= 2.236 + .199 (X<sub>4</sub>) + .157 (X<sub>2</sub>)</p> <p> สมการคะแนนมาตรฐาน Z= .314 (X<sub>4</sub>) + .236 (X<sub>2</sub>)</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3230
การพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนบ้านทุ่งเกราะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4
2026-04-18T12:30:26+07:00
ญาณเดช ชาญณรงค์
yanadech4665@gmail.com
มะลิวัลย์ โยธารักษ์
Maliwan_y@gmail.com
พระครูพิจิตรศุภการ
sakmeesuk@gmail.com
อภิจิตร์ ณ นคร
apijit029@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview Guide) และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน มีผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 5 คน โดยการใช้สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยและแบบประเมินการสนทนากลุ่ม คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง (Purposeful Selection)</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ พบว่า มีการดำเนินงานครอบคลุมครบทั้ง 5 ด้าน โดยใช้กระบวนการ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นกลไกในการทำงานร่วมกันของผู้บริหารและครู มีการกำหนดเป้าหมายร่วมและประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นระยะ ส่งผลให้การช่วยเหลือนักเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่มีข้อจำกัดด้านความชัดเจนของกระบวนการทำงาน การจัดเก็บข้อมูล ภาระงานครู การสรุปบทเรียนร่วมกัน และการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องยังไม่ทั่วถึง 2) ผลการศึกษาแนวทาง พบว่า (1) ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ คือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหาและการส่งต่อนักเรียน (2) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 6 องค์ประกอบ คือ วิสัยทัศน์ร่วม ทีมร่วมแรงร่วมใจ ภาวะผู้นำร่วม การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ ชุมชนกัลยาณมิตร โครงสร้างสนับสนุนชุมชน และ (3) บูรณาการกับหลักสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา โดยมีกระบวนการขับเคลื่อนภายใต้การกำหนดนโยบาย และภาวะผู้นำเชิงสนับสนุนของผู้บริหาร ส่งผลให้กระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนอย่างทั่วถึงและเหมาะสมตามศักยภาพรายบุคคล 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทาง พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนมีความเห็นว่าแนวทางที่เสนอมีความครบถ้วนมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ มีความเป็นประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของโรงเรียน</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3328
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสหวิทยาเขตบ่อกรุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3
2026-05-07T23:59:07+07:00
นรีวรรณ ปรึกษา
nareewannoon@gmail.com
วิโรจน์ สุรสาคร
wrslocal9@gmail.com
ธนกฤต รชตะศิรกุล
thanakitratchata71@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1)แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน 2) แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสหวิทยาเขตบ่อกรุ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ครูสหวิทยาเขตบ่อกรุ จำนวน 86 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูป โดยใช้ตารางของเครซี่ และมอร์แกน จากนั้นใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างค่าความเชื่อมั่น 0.970 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสหวิทยาเขตบ่อกรุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โอกาสในการได้รับความก้าวหน้าในอนาคต รองลงมา คือ ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ลักษณะของงาน2) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสหวิทยาเขตบ่อกรุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 มีแนวทาง ดังนี้ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการกำกับ ติดตาม ดูแล ช่วยเหลือครูในการปฏิบัติงาน 2) ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้การสนับสนุนครูในการใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ผู้บริหารสถานศึกษาให้กำลังใจและแสดงความยินดีเมื่อปฏิบัติงานได้สำเร็จ 4) ควรมีการมอบหมายงานที่มีกระบวนการปฏิบัติงานและรูปแบบที่ชัดเจน 5) ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของครูไว้อย่างชัดเจน 6) การมีโอกาส ได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานอันเนื่องมาจากผลการปฏิบัติงาน 7) การได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษาให้เข้ารับการอบรมสัมมนาเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และ 8) ผู้บริหารสถานศึกษาให้การสนับสนุนในการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มพูนความรู้</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3290
แนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณตามหลักธรรมคุ้มครองโลกของโรงเรียนบ้านนาเส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2026-04-30T15:07:18+07:00
สุประวีณ์ วงษ์ศิลป์
supraweesang@gmail.com
ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่
therapong.som@mcu.ac.th
สุเวศ กลับศรี
klubsrisuwes@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณ2) ศึกษาแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณตามหลักธรรมคุ้มครองโลก 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณตามหลักธรรมคุ้มครองโลก ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 19 คนมีผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 5 คน โดยการใช้สนทนากลุ่ม ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณของสถานศึกษาดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ นโยบาย และแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมถึงแผนปฏิบัติการประจำปี มีการกำหนดวัตถุประสงค์บนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และผลการดำเนินงานย้อนหลัง เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร ครู บุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการระบุและประเมินความเสี่ยง จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุม โปร่งใส และมีตัวชี้วัดชัดเจนแต่มีข้อจำกัดด้านเวลา ภาระงาน ข้อมูลไม่เป็นระบบ ความรู้ความเข้าใจไม่เท่าเทียม และการสื่อสารไม่ทั่วถึง ส่งผลให้การวิเคราะห์และรายงานข้อมูลไม่ครบถ้วนทันเวลา กระทบต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจ 2) แนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณตามหลักธรรมคุ้มครองโลก โดยการบูรณาการ หลักธรรมคุ้มครองโลก ได้แก่ หิริและโอตตัปปะ ช่วยเสริมสร้างจิตสำนึกทางจริยธรรมควบคู่ระบบควบคุมภายใน ทำให้การบริหารงบประมาณโปร่งใส ลดความผิดพลาดและการทุจริต และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณตามหลักธรรมคุ้มครองโลก ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นว่ามีความเหมาะสมมีความเป็นไปได้และมีความเป็นประโยชน์</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3344
การศึกษาระดับกรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ของครูปฐมวัยในสถานศึกษาเอกชนในประเทศไทย
2026-05-09T09:15:33+07:00
ปุณิกา เดชารวีโรจน์
porawan.d@gmail.com
ธีรภัทร กุโลภาส
Dhirapat.K@chula.ac.th
อภิรดี จริยารังษีโรจน์
Apiradee.J@chula.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับกรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ของครูปฐมวัยในสถานศึกษาเอกชน 2) ความคิดเห็นต่อปัจจัยของโรงเรียนที่ส่งเสริมกรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์และ3) ความคิดเห็นต่อวิธีการพัฒนากรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับบริบทของครูปฐมวัย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูปฐมวัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 340 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ .942 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับกรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ของครูปฐมวัยด้านกรอบความคิดแบบเติบโต โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและด้านกรอบความคิดแบบยึดติด โดยรวมอยู่ในระดับน้อย 2) ความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งเสริมกรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ พบว่า ด้านความร่วมมือและเครือข่ายทางวิชาชีพมีความสำคัญต่อการพัฒนากรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ของครูปฐมวัยมากที่สุด และ 3) ความคิดเห็นต่อวิธีการพัฒนากรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ คือ การอบรมเชิงปฏิบัติการในรูปแบบเผชิญหน้าที่เน้นการทำงานเป็นทีมและการลงมือปฏิบัติจริง โดยมีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมวิชาชีพ พร้อมทั้งมีการนำเสนอผลงานและรับข้อมูลย้อนกลับเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3254
แนวทางการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนบ้านวังผักแว่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
2026-04-24T14:03:16+07:00
อดิพงศ์ ยกย่อง
Mew310535@gmail.com
พระครูเขมธรรมโฆษิต
Phrakosit@hotmail.com
บุญเลิศ วีระพรกานต์
lert2502@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนบ้านวังผักแว่น 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักไตรสิกขา และ 3) ประเมินแนวทางการบริหารงานดังกล่าว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 รูป/คน และประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แบบอุปนัยและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนบ้านวังผักแว่น แม้ดำเนินงานครบทั้ง 5 ด้านตามกรอบที่กำหนด แต่ยังประสบปัญหาความไม่เป็นระบบและขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลที่ยังใช้เอกสารและขาดการเชื่อมโยงเทคโนโลยี ส่งผลให้การวิเคราะห์และติดตามนักเรียนมีข้อจำกัด อีกทั้งภาระงานครูและการประสานงานที่ยังไม่เป็นระบบ ทำให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนยังไม่ตอบสนองความต้องการรายบุคคลได้เต็มศักยภาพแนวทางการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักไตรสิกขา พบว่า โรงเรียนดำเนินงานตาม 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหา และการส่งต่อ โดยบูรณาการหลักไตรสิกขาในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้หลักปัญญาสิกขาในการวางแผน กำหนดเป้าหมายและเครื่องมือเก็บข้อมูล ใช้หลักศีลสิกขาและสมาธิสิกขาในการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม รอบคอบ และใช้หลักปัญญาสิกขาในการตรวจสอบ เปรียบเทียบ และประเมินผล รวมทั้งบูรณาการหลักไตรสิกขาในการปรับปรุงแผนช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล ผลการประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X= 4.84) รองลงมา คือ ด้านความเป็นประโยชน์ (X= 4.74) และด้านความเป็นไปได้ (X= 4.57) แสดงให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวมีความชัดเจน เป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของสถานศึกษา</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3336
การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสหวิทยาเขตทัพหลวงแจงงาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3
2026-05-05T17:26:04+07:00
กุณฑพิฐ์ฌา ปรึกษา
nookkunn@outlook.com
วิโรจน์ สุรสาคร
wrslocal9@gmail.com
ธนกฤต รชตะศิรกุล
thanakitratchata71@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสหวิทยาเขตทัพหลวงแจงงาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูของสหวิทยาเขตทัพหลวงแจงงาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 จำนวน 86 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น มีค่าความเชื่อมั่น 0.896 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสหวิทยาเขตทัพหลวงแจงงาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน รองลงมา คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการส่งต่อนักเรียน (2) แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสหวิทยาเขตทัพหลวงแจงงาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 มีพหุแนวทาง ดังนี้ 1) ครูประจำชั้นทุกคนต้องทำการวิเคราะห์นักเรียนถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ว่ามาจากเรื่องใด เช่น จากตัวนักเรียนเอง หรือสภาพแวดล้อมแล้วนำข้อมูลมาจัดเก็บอย่างเป็นระบบ 2) มีการดำเนินการคัดกรองนักเรียนโดยใช้เครื่องมือและวิธีการโดยการแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหา และ มีแบบแผนในการในการช่วยเหลือนักเรียนรายกลุ่มตามความเหมาะสม อย่างเป็นระบบ 3) มีการจัดประชุมชี้แจงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อสร้างความเข้าใจนโยบายการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน 4) มีการจัดทำคู่มือแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน และ 5) มีการจัดทำเอกสารการส่งต่อนักเรียนให้ถูกต้องตามขั้นตอนการส่งต่อนักเรียนมีการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประสานความร่วมมือกันได้อย่างรวดเร็วในการช่วยเหลือและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3359
การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 10 อำเภอช้างกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2026-05-12T17:43:55+07:00
รวิสรา เพ็ญสวัสดิ์
wiparat.1799@gmail.com
ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่
teeraphong2514@gmail.com
สุเวศ กลับศรี
klubsrisuwes@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังควัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา3) ประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยระยะที่ 1 ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูจากกลุ่มตัวอย่าง 159 คน ระยะที่ 2 ใช้รูปแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อพิจารณา รายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม ตามหลักสังคหวัตถุ 4 พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผู้บริหารใช้หลักทานเน้นกระจายอำนาจและสนับสนุนส่งเสริมให้ครูพัฒนาตนเองบูรณาการกับเปยยวัชชะใช้การสื่อสารเชิงบวกและรับฟังความคิดเห็นอย่างให้เกียรติใช้อัตถจริยาในการร่วมคิดร่วมทำและแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพและยึดหลักสมานัตตตาตัดสินใจบนพื้นฐานความยุติธรรม และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล ผู้บริหารใช้หลักทานในการเปิดเผยข้อมูลสารสนเทศอย่างโปร่งใสบูรณาการเปยยวัชชะในการแจ้งผลการประเมินแบบกัลยาณมิตรนิเทศเพื่อสร้างแรงจูงใจ ใช้หลักอัตถจริยานำผลการประเมินมาวางแผนพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรมและยึดหลักสมานัตตตาในเกณฑ์การประเมินมาตรฐานเดียวกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากทุกภาคส่วน 3) ผลการประเมินแนวทางบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมพบว่า ทั้ง 2 ด้าน มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3425
พิธีกรรมรำมะม็วด กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมรสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ จังหวัดบุรีรัมย์
2026-06-14T16:41:50+07:00
ประทวน วันนิจ
pratoun_wannit@hotmail.com
อิทธิวัตร ศรีสมบัติ
ittiwat168168@gmail.com
ภัทระ อินทรกำแหง
nunoung555@gmail.com
<p> บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพิธีกรรมรำมะม็วดของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมรในจังหวัดบุรีรัมย์ และ (2) เพื่อศึกษาแนวทางการสืบสานพิธีกรรมรำมะม็วด กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมรสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ งานวิจัยนี้ใช้รูปแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 15 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วมในพิธีกรรมรำมะม็วด และการสนทนากลุ่ม จากผู้ประกอบพิธีกรรมรำมะม็วด ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้มารับการรักษา พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และหน่วยงานด้านวัฒนธรรมในพื้นที่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) พิธีกรรมรำมะม็วดเป็นพิธีกรรมที่มีรากฐานมาจากความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และค่านิยมทางสังคมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน 2) แนวทางการสืบสานและต่อยอดพิธีกรรมรำมะม็วดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์สามารถดำเนินการได้โดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชน สื่อสร้างสรรค์ และการจัดกิจกรรม เชิงประสบการณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและคุณค่าร่วมระหว่างนักท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยจัดแผนที่เส้นทางการท่องเที่ยวผ่านชุมชนสะแกซำ ผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ตามอารยธรรม ประวัติศาสตร์ขอม ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3409
การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการภาครัฐที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
2026-05-29T11:45:48+07:00
สุรชัย คำศรี
surachai.et42@gmail.com
ธีรพล กาญจนากาศ
law-theerapol@hotmail.com
กิตติวัฒน์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
kittiwat.rattanadilok@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารหลักธรรมาภิบาลและระดับคุณภาพ การให้บริการภาครัฐที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 2) อิทธิพลของการบริหารหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการภาครัฐที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และ 3) แนวทางการพัฒนา การบริหารหลักธรรมาภิบาลและคุณภาพการให้บริการภาครัฐที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในที่ว่าการอำเภอศรีราชา ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก จำนวน 148 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คนใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารหลักธรรมาภิบาล ของที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับคุณภาพการให้บริการภาครัฐที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ของการบริหารหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการภาครัฐ โดยรวมอยู่ในระดับสูง (r<sub>xy</sub>=.750) เมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณอิทธิพลการบริหารหลักธรรมาภิบาล (β) แสดงว่าตัวแปร หลักความคุ้มค่า (X<sub>6</sub>) หลักความโปร่งใส (X<sub>3</sub>) หลักนิติธรรม (X<sub>1</sub>) หลักการมีส่วนร่วม (X<sub>4</sub>) หลักคุณธรรม (X<sub>2</sub>) และหลักความรับผิดชอบ (X<sub>5</sub>) สามารถร่วมกันพยากรณ์คุณภาพการให้บริการภาครัฐ มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 56.30 (R<sup>2</sup>=.563) และผลการทดสอบสมมติฐานการบริหารหลักธรรมาภิบาล พบว่า มีผลเชิงบวกต่อคุณภาพการให้บริการภาครัฐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3407
“การตีกลับทางวัฒนธรรม”: กรณีศึกษาวัฒนธรรมการแต่งกายของชนชั้นสูงชาวจีนในวรรณกรรมแปลเรื่อง “ความฝันในหอแดง”
2026-05-29T23:54:39+07:00
หวาง ไฉ่เสีย
1872478644@qq.com
เจือง ถิ หั่ง
truongthihang.vn@gmail.com
สุภาวดี ยาดี
supawadi@g.lpru.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ “การตีกลับทางวัฒนธรรม” ผ่านลักษณะการแต่งกายของชนชั้นสูงชาวจีนในวรรณกรรมแปลเรื่อง “ความฝันในหอแดง” เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ข้อมูลจากเอกสาร และดำเนินการตามขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า วัฒนธรรมการแต่งกายของชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยราชวงศ์ชิงสะท้อนผ่านตัวละครที่เป็นภาพตัวแทนของบุรุษเพศ ได้แก่ เป่ยจิ้งอว๋าง สื้อหยง และเจี่ยเป่าอวี้ ตลอดจนตัวละครที่เป็นภาพตัวแทนของสตรีเพศ ได้แก่ แม่เฒ่าเจี่ยและหวางซีเฟิ่ง ลักษณะการแต่งกายของตัวละครทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวทำให้เห็นถึงปรากฏการณ์ “การตีกลับทางวัฒนธรรม” ในสังคมจีน กล่าวคือแม้ราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวแมนจูจะมีอำนาจในการปกครองแผ่นดินจีนเป็นเวลานานเกือบ 300 ปีแต่กลับไม่สามารถครอบงำวัฒนธรรมของชาวฮั่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้ ส่งผลให้ชนชั้นปกครองชาวแมนจูจำต้องปรับใช้รูปแบบการแต่งกายของชาวฮั่นในสมัยราชวงศ์หมิงมาเป็นแบบแผนด้านการแต่งกายของตน การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมต่อระบบคิดและวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งในบางกรณีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมอาจมีพลานุภาพมากกว่าอำนาจทางการเมืองการปกครอง วัฒนธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคม ทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของรัฐชาติในระยะยาวด้วย </p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3439
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทุ่งโพธิ์ทะเลพิทยา จังหวัดกำแพงเพชร
2026-06-08T08:53:49+07:00
สุพัตรา บัวบาน
supattra21639@gmail.com
สุรีรัตน์ อารีรักษ์สกุล ก้องโลก
Sakonglok@yahoo.com
ฉัตรชัย พุฒิรุ่งโรจน์
chatchai.put@stou.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานกับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 2) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองมีกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทุ่งโพธิ์ทะเลพิทยา จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 124 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนทุ่งโพธิ์ทะเลพิทยา จำนวน 2 ห้อง มีนักเรียนห้องละ 30 คน และ 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานและแบบปกติ 2) แบบวัดความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ 3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการสรุปเนื้อหา ด้านผลที่เกิดกับผู้เรียน ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านการเข้าสู่บทเรียน ตามลำดับ</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3411
การจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
2026-05-29T23:56:43+07:00
เกรียงไกร แสนลา
Keriyng095@gmail.com
ธีรพล กาญจนากาศ
law-theerapol@hotmail.com
กิตติวัฒน์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
kittiwat.rattanadilok@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี 2) ระดับการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี และ 3) อิทธิพลของการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ด้วยวิธีบังเอิญ จำนวน 297 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์การจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง โดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub>=.962) เมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณอิทธิพลการจัดสวัสดิการสังคม (β) แสดงว่าตัวแปร ด้านรายได้ (X<sub>2</sub>) ด้านนันทนาการ (X<sub>4</sub>) ด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล (X<sub>1</sub>) ด้านที่พักอาศัย (X<sub>3</sub>) ด้านความมั่นคงและการคุ้มครอง (X<sub>5</sub>) และด้านการสร้างบริการและเครือข่ายการเกื้อหนุน (X<sub>6</sub>) สามารถร่วมกันพยากรณ์การเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 92.50 (R<sup>2</sup>=.925) และผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การจัดสวัสดิการสังคมมีผลเชิงบวกต่อการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3465
แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความสุข: กรณีศึกษาโรงเรียนแงงกวง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
2026-06-19T12:50:48+07:00
ณัฐพล พงษ์ปิยานุรัตน์
here.yok@gmail.com
อิทธิวัตร ศรีสมบัติ
ittiwat168168@gmail.com
ภัทระ อินทรกำแหง
nunoung555@gmail.com
<p> บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของความเป็นองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา 2) ศึกษาแนวทางสู่ความเป็นองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา โดยการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research Design) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โดยวิธีเลือกแบเจาะจง จำนวน 50 คน และประเมินแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์แห่งความสุข โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้แก่ โรงเรียนวาณิชย์นุกุล โรงเรียนสิรินทรศึกษา และโรงเรียนอนุบาลอรศิริ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา และตัวแทนครูผู้สอน ใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความสุข และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนแงงกวง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ มีความคิดเห็นต่อสภาพปัจจุบันของความเป็นองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X= 4.46) สภาพที่พึงประสงค์ของความเป็นองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X= 4.81) ส่วนความต้องการจำเป็นของความเป็นองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ด้านคนทำงานมีความสุข (X= 4.88) 2) ด้านทัศนคติเชิงบวกต่องานที่ทำ (X= 4.81) 3) ด้านที่ทำงานน่าอยู่ (X= 4.77) และ 4) ด้านความสมานฉันท์ในองค์กร (X= 4.76) 2. แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความสุข โรงเรียนแงงกวง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความสมานฉันในองค์กร 2) ด้านทัศนคติเชิงบวกต่องานที่ทำ 3) ด้านที่ทำงานน่าอยู่ 4) ด้านคนทำงานมีความสุข ทั้ง 4 ด้าน มีแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความสุข รวมทั้งสิ้น 27 แนวทาง โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้ สามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความสุขได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3410
ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีของเทศบาลตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี
2026-05-29T11:44:06+07:00
ณัฐวุฒิ ใจมั่น
tharathip.182537@gmail.com
คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน
thavi1946@gmail.com
สุนิตดา เทศนิยม
sunitda@thongsook.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีของเทศบาลตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี 2) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีของเทศบาลตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี และ 3) อิทธิพลของปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีของเทศบาลตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จำนวน 368 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ของปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub>=.929) เมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณอิทธิพลปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 86.30 (R<sup>2</sup>=.863) และผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยสภาพแวดล้อม พบว่า มีผลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3464
การพัฒนาชุมชนต้นแบบเชิงพุทธเพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรของคน 3 วัยในจังหวัดสุรินทร์
2026-06-21T14:43:20+07:00
พระครูบัณฑิตวชิโรภาส
Watchara979@gmail.com
พระมหาวิศิต ธีรวํโส
wisit53@hotmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพของชุมชนเชิงพุทธในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรของคนสามวัย 2) พัฒนากิจกรรมเชิงพุทธที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของคนสามวัย และ 3) พัฒนารูปแบบชุมชนต้นแบบเชิงพุทธที่สามารถนำไปใช้และขยายผลได้ในบริบทพื้นที่จริงโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนาร่วมกับการวิจัยแบบผสานวิธี พื้นที่ศึกษา ได้แก่ ชุมชนวัดสว่างอารมณ์อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุในชุมชนจำนวน 50 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 รูป/คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนา ผู้บริหารโรงเรียนผู้สูงอายุ และนักวิชาการด้านสาธารณสุข เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนเชิงพุทธมีศักยภาพด้านทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ได้แก่ วัด ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และเครือข่ายประชาชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ การช่วยเหลือเกื้อกูล และการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรของคนสามวัยในชุมชน 2) การพัฒนากิจกรรมเชิงพุทธที่บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับกิจกรรมชุมชน เช่น การทำบุญร่วมกัน กิจกรรมจิตอาสา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างวัย และการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้เกิดความเข้าใจ ความสามัคคี และความเอื้ออาทรระหว่างเด็กและเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และ 3) ได้รูปแบบชุมชนต้นแบบเชิงพุทธที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การใช้วัดเป็นศูนย์กลางการพัฒนา การบูรณาการหลักธรรมในการดำเนินชีวิต และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลในพื้นที่อื่นได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัยให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและเกื้อกูลกันได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3470
การพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์เชิงรุก เรื่องสถิติและข้อมูลโดยใช้บริบทท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรีที่เสริมสร้างความคิดเชิงคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี
2026-06-28T14:07:33+07:00
เพ็ญลดา ทู้ไพเราะ
penlada@sysp.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัญหา ความต้องการ และแนวทางในการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสถิติและข้อมูล ที่เสริมสร้างความคิดเชิงคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์เชิงรุก เรื่องสถิติและข้อมูล โดยใช้บริบทท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เสริมสร้างความคิดเชิงคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์เชิงรุก เรื่องสถิติและข้อมูลโดยใช้บริบทท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เสริมสร้างความคิดเชิงคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริง การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดกิจกรรม แบบวัดความคิดเชิงคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม (E1/E2) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสถิติและข้อมูลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ทางสถิติกับสถานการณ์ในชีวิตจริงขาดทักษะการวิเคราะห์ และตีความข้อมูล รวมทั้งมีความต้องการรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ การทำงานร่วมกัน และการใช้บริบทท้องถิ่นที่ใกล้ตัวในการเรียนรู้ แนวทางที่เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมเชิงรุก (Active Learning) การใช้บริบทท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นฐาน การส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การทำงานร่วมกัน การใช้สถานการณ์จริงในการวิเคราะห์ข้อมูล และการเปิดโอกาสให้นักเรียนอภิปรายและให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ 2) ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์เชิงรุก เรื่องสถิติและข้อมูล โดยใช้บริบทท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เสริมสร้างความคิดเชิงคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 82.35/84.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 3) ผลการศึกษา ประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์เชิงรุก เรื่องสถิติและข้อมูล โดยใช้บริบทท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เสริมสร้างความคิดเชิงคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริง พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีคะแนนความคิดเชิงคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=24.13, p<.001)</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3472
การพัฒนาทักษะการปฏิบัติการปั้นดินโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-07-01T16:38:03+07:00
วราภรณ์ พิศเกาะ
katniab@gmail.com
ศิริพร พึ่งเพ็ชร์
siriporn_phu@vu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาทักษะการปั้นดินหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 2) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชิ้นงานทักษะการปั้นดินหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน ของโรงเรียนบ้านท่าอ่างปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมิน ทักษะปฏิบัติการปั้นดิน และแบบประเมินระดับคุณภาพชิ้นงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ได้ทดสอบการแจกแจงแบบโค้งปกติ และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ T-test One Sample</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาทักษะการปั้นดิน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีระดับคุณภาพชิ้นงานการปั้นดินหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมภูมิปัญญาท้องถิ่น อยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 43.75 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.48 คิดเป็นร้อยละ 87.50</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3471
ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
2026-06-24T14:51:53+07:00
ทวีพร ฝ้ายขาว
taweeporn.add@gmail.com
สุปัน สมสาร์
supansomsa@gmail.com
<p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี 2) เปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ทำงาน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จำนวน 225 คน จากสูตรทาโรยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที t-test) และใช้สถิติค่าเอฟ (F-Test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X= 3.81, S.D = 0.36) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการรับรู้ (X= 3.85, S.D = 0.59) รองลงมา คือ ด้านพฤติกรรม (X= 3.80, S.D = 0.73) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความรู้สึก (X= 3.79, S.D = 0.51) 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยภาพรวมบุคลากรของที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ทำงานต่างกัน มีความผูกพันต่อองค์กรไม่แตกต่างกัน และ 3. แนวทางการพัฒนาความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรที่ทำการปกครองอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ 1) สร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองว่างานที่ทำมีความสำคัญต่อองค์กรและประชาชนอย่างไร 2) ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนร่วมงานผ่านกิจกรรมสร้างทีม (Team Building) และ 3) สนับสนุนให้บุคลากรมีความรับผิดชอบต่องานอย่างเต็มที่ และทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3473
หลักพุทธจิตวิทยาเพื่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการปฏิบัติงานของสำนักงานเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
2026-07-08T11:31:03+07:00
พระสาคร สารโท
phrasakorn1@gmail.com
มั่น เสือสูงเนิน
422phra@gmail.com
สุรพงษ์ คงสัตย์
Surapong2551@hotmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การปฏิบัติงานของสำนักงานเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 2) หลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรการปฏิบัติงานของสำนักงานเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 3) แนวทางการใช้หลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรการปฏิบัติงานของสำนักงานเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวม ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 รูป/คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจงและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรการปฏิบัติงานของสำนักงานเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ได้แก่ จำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ ภาระงานจำนวนมาก งบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากรมีจำกัด รวมถึงระบบ การพัฒนาศักยภาพที่ยังไม่ต่อเนื่องและขาดแผนพัฒนารายบุคคล บุคลากรบางส่วนยังขาดทักษะเฉพาะด้าน เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และความรู้เกี่ยวกับกฎหมายหรือระเบียบราชการที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม บุคลากรมีจุดแข็งด้านประสบการณ์ในการทำงาน ความรับผิดชอบ และความเข้าใจบริบทของชุมชนในพื้นที่ 2. หลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรการปฏิบัติงาน ของสำนักงานเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ หลักอิทธิบาท 4 สามารถช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจ ความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ และการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลักพละ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ความรอบคอบ และการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้บุคลากรมีทั้งความรู้ ทักษะ และคุณธรรมในการปฏิบัติงาน และ 3. แนวทางการใช้หลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรการปฏิบัติงานของสำนักงานเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ การอบรมคุณธรรมจริยธรรม การฝึกสมาธิ การศึกษาดูงาน และการส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กรช่วยให้บุคลากรมีจิตสาธารณะ มีความรับผิดชอบ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดี อันนำไปสู่การพัฒนาองค์กรที่เข้มแข็ง โปร่งใส และยั่งยืนต่อไป</p>
2026-09-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์