วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR <p><strong>ISSN:</strong> 2985-2838 (Print) </p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม– สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญาศาสนา ภาษาบาลีสันสฤต การศึกษาเชิงประยุกต์ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม รวมถึงสหวิทยาการอื่นๆ ของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>คำชี้แจงในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p>1. บทความที่ส่งมารับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งวิชาการอื่นๆ</p> <p>2. ทุกบทความจะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blinded)</p> <p>3. ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันด้วยประการใดๆ ทั้งปวง</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่: </strong></p> <p>วารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความละ 3,500 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมิน ในกรณีที่บรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หรือกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกบทความเองจะคืนค่าตีพิมพ์ แต่หากมีการส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ววารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียม</p> สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย th-TH วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ 2985-2838 ภาวะผู้นำดิจิทัลกับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1827 <p> บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา2) ศึกษาการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 6,061 คน จาก 52 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 361 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .971 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านความรู้ดิจิทัล ด้านการสื่อสาร และด้านวิสัยทัศน์ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.47 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า โครงสร้างองค์กร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ร่วม และบรรยากาศองค์กร มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมมีความสัมพันธ์ กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01</p> จุฑารัตน์ พานเงิน พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 1 10 การมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการสร้างพระพุทธปุษยคคีรีศรีสุวรรณภูมิและการพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวแหล่งอารยธรรมทวารวดี เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1766 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการมีส่วนร่วม กระบวนการมีส่วนร่วม และแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการสร้างพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิและการพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวแหล่งอารยธรรมทวารวดีเมืองอู่ทอง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยการสอบถามจากชุมชน 214 คน การสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 รูป/คน และจัดเวทีเสวนาผู้เชี่ยวชาญ 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติขั้นพื้นฐาน และแบบอุปนัยวิธี</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1. ปัจจัยการมีส่วนร่วม 6 ด้าน พบว่า มีปัจจัย 3 ด้านที่ช่วยผลักดันให้โครงการประสบความสำเร็จ คือ 1) ประวัติศาสตร์ เป็นการสื่อสารที่เข้าใจง่ายและการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ เข้ากับชีวิตประจำวัน 2) เศรษฐกิจ เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน และ 3) วัฒนธรรม เป็นการให้ความสำคัญกับความเชื่อและค่านิยมของชุมชน 2. กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย พบว่า ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมสูงในทุกมิติตามกรอบแนวคิดของโคเฮน โดยเฉพาะการตัดสินใจและลงมือทำ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเจ้าของร่วมในโครงการ แต่การประเมินผลยังขาดระบบที่เป็นทางการควรมีการพัฒนา ระบบการประเมินผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น 3. แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายแบ่งผลการศึกษาเป็น 2 ด้าน คือ 1) ผลการกระทบและความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อโครงการฯ ส่วนใหญ่ เห็นว่า มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยวมีความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ และมีความพึงพอใจต่อโครงการฯ ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ย 4.24 อยู่ในระดับมาก 2) ข้อเสนอแนะการส่งเสริมการมีส่วนร่วมควรดำเนินงาน คือ (1) สร้างช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้างและโปร่งใส (2) จัดตั้งคณะกรรมการร่วม และจัดทำงบประมาณประชาชน (3) จัดกิจกรรมร่วมกัน เช่น ให้รางวัล สร้างสื่อประชาสัมพันธ์ และ (4) มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ</p> พระครูปลัดพุทธิวัฒน์ พระครูโสภณวีรานุวัตร ณัฏฐวุฒิ เอี่ยมอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 11 22 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1807 <p> บทความวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ 2) ศึกษาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 313 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01</p> กชภาภัค จงทอง พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 23 30 ผู้นำธรรมาภิบาลตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1875 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักธรรมาภิบาลของภาวะผู้นำและเพื่อวิเคราะห์หลักธรรมาภิบาลของภาวะผู้นำตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวอรรถปริวรรต อาศัยการวิเคราะห์เอกสารและงานเขียนของนักปรัชญาหลังนวยุค และนักจริยศาสตร์ร่วมสมัย ตลอดจนการสังเคราะห์เชิงปรัชญาเกี่ยวกับภาวะผู้นำและธรรมาภิบาล ผลการวิจัยพบว่า ผู้นำธรรมาภิบาลตามแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมิได้ตั้งอยู่บนกรอบคิด แบบสัมบูรณ์หรือตายตัว แต่มีลักษณะ “ยืดหยุ่นทางจริยธรรม” และสามารถฟังความแตกต่างหลากหลายได้อย่างลึกซึ้งโดยมีคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ (1) ความสามารถในการรับฟังด้วยความเคารพ (2) การใช้ดุลยพินิจที่ตั้งอยู่บนฐานคุณธรรมมากกว่ากฎตายตัว (3) การสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อการมีส่วนร่วม และ (4) ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตนเองท่ามกลางความไม่แน่นอน แนวคิดดังกล่าวสะท้อน “กระบวนทรรศน์ใหม่ของการนำ” ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงจากภายในควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายนอก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างธรรมาภิบาลที่มีชีวิตและมีความหมายตามบริบทของผู้คน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคปัจจุบันควรออกจากกรอบแบบกลไก และหันมาส่งเสริมภาวะผู้นำที่เปิดกว้างต่อความไม่สมบูรณ์ ความหลากหลาย และความเปราะบางของมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน</p> วิเศษ แสงกาญจนวนิช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 31 39 อนาคตภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ในทศวรรษหน้า https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1831 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทิศทางและแนวโน้มของการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2569-2578) โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Future Research) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 20 รูป/คน ร่วมแสดง ความคิดเห็นผ่าน 3 รอบของการเก็บข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การจัดทำแบบสอบถามและการยืนยันความคิดเห็นร่วมในประเด็นสำคัญ การวิเคราะห์ข้อมูลสะท้อนอนาคตภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ: รากฐานที่สำคัญสำหรับการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่าย และบริการต่างๆ ที่สนับสนุนการทำงานของระบบไอที ช่วยให้องค์กรสามารถประมวลผล จัดเก็บและ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) สื่ออิเล็กทรอนิกส์: สื่อที่ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ในการสร้าง จัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลหรือเนื้อหาต่างๆ โดยทั่วไปในรูปแบบของข้อมูลดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ (3) คลังข้อมูลสารสนเทศ: ระบบสารสนเทศที่ใช้จัดเก็บข้อมูลผลการวิจัยในรูปแบบดิจิทัลที่เป็นผลงานของอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา หรือบุคลากรของหน่วยงาน (4) กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สารสนเทศ: เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและความสามารถในการใช้เทคโนโลยี, สร้างความสนใจและกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง, เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน (5) การพัฒนา ที่ยั่งยืน: การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตต้องเดือดร้อน ดังนั้น การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า จากผลการวิเคราะห์ทั้ง 3 รอบ แสดงให้เห็นถึงฉันทามติของผู้ทรงคุณวุฒิ ในประเด็นสำคัญๆ 15 ประเด็น ดังนี้ (1) มหาวิทยาลัยต้องมีระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เพียงพอสำหรับการใช้งาน (2) มีการจัดการระบบ Server และ Cloud อย่างเป็นระบบ (3) มีระบบสารสนเทศสนับสนุนการเรียนการสอนทางพระพุทธศาสนาได้อย่างเหมาะสม (4) มีระบบความปลอดภัยของข้อมูลที่ดี (5) มีระบบสนับสนุนการเรียนออนไลน์ (E-Learning, LMS ฯลฯ) (6) การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน (7) มีการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับบุคลากรสายพระภิกษุ (8) มีการดำเนินการเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาอัจฉริยะ” (Smart Buddhist University) (9) การเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์สะดวกทุกกลุ่ม (พระ, นักศึกษา, อาจารย์, ประชาชนทั่วไป) (10) การเรียนรู้เสมือนจริง (Virtual Classrooms) โดยใช้ AR/VR จำลองสถานที่ทางศาสนา (11) คลังสารสนเทศควรมีหนังสือพระพุทธศาสนาแบบดิจิทัลมากขึ้น (12) ควรมีระบบสืบค้นข้อมูลแบบออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย (13) ควรมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ รวมถึงนำ AI มาให้คำแนะนำเบื้องต้น สารสนเทศเป็นเพียงแหล่งเรียนรู้ ครูสอนจะอธิบายและขยายความทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้ชัดเจนง่ายและรวดเร็วถูกต้องกว่าการตีความเอง (14) การใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยควรคำนึงถึงความยั่งยืน (15) มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมหลักธรรมและหลัก SDGs ควบคู่กัน</p> พระครูธรรมธร ครชานนท์ สิรินฺธโร (ธงหาร) พระราชวชิรญาณเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 40 52 Development of an English for Medical Purposes Instructional Model Based on Dialogue and Semantic Mapping to Enhance English Critical Reading Abilities and Vocabulary Retention for Nursing Students in Western Bangkok https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1790 <p> This research aimed to: 1) develop an English for Medical Purposes (EMP) instructional model based on dialogue and semantic mapping to enhance critical reading ability and vocabulary retention for nursing students in Western Bangkok; 2) examine the model’s efficiency; and 3) assess student satisfaction. The sample comprised 100 nursing students from Bangkokthonburi University, selected using a simple random sampling technique, with the university serving as the sampling unit. The research instruments consisted of: 1) the instructional model evaluation form, 2) the English critical reading test, 3) the English medical terminology test, 4) the instructional packages including the teaching manual, lesson plans, post-assessments, exercises, and teaching materials, and 5) the semi-structured questionnaire on students’ opinions towards the developed instructional mode. A mixed-methods approach was employed, and data were analysed using descriptive statistics, paired-sample t-tests, the E1/E2 efficiency formula, and content analysis.</p> <p> The research findings revealed that: 1) the developed instructional model consisted of six steps and was rated by experts at the highest level of satisfaction (M = 4.56, SD = 0.53); 2) the instructional model met the E1/E2 criterion, surpassing the 80/80 benchmark in all three testing phases (81.11/85.55, 81.33/80.83, and 80.63/80.35), indicating high efficiency in its application. Moreover, students’ post-instruction scores in critical English reading were significantly higher than their pre-instruction scores at the .05 level, demonstrating improved learning outcomes. Additionally, medical English vocabulary test scores taken 14 days after the instructional activities remained significantly higher than the immediate post-test scores, also at the .05 level, suggesting that the model effectively supported long-term retention; and 3) nursing students reported the highest level of satisfaction with the instructional model (M = 4.69, SD = 0.48) and expressed positive attitudes toward the learning experience. Ethical approval for the study was granted by the BTU Human Research Ethics Committee (BTUIRB No. 2568/81(5)).</p> Phakim Kaoian Boonmee Pansa Phra Narong Thanawuttho ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 53 69 ศึกษาความสำคัญของปรางค์กู่ในมิติแห่งการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1709 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) ศึกษาความสำคัญของปรางค์กู่ ในจังหวัดชัยภูมิ 2) ศึกษาสถานที่ในมิติแห่งการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา 3)ศึกษาวิเคราะห์ความสำคัญของปรางค์กู่ในมิติแห่งการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยจัดเก็บข้อมูลในกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิ จำนวน 15 รูป/คน ด้วยวิธีการเจาะจง 10 รูป/คน ในประเด็นที่ต้องการศึกษาวิจัย รวมเป็นจำนวน 25 รูป/คน การศึกษาเอกสารได้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิ และข้อมูลทุติยภูมิเป็นการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎี และผลงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาจากหนังสือ บทความในวารสาร เอกสารวิชาการ วิทยานิพนธ์ แผนพัฒนาและฐานข้อมูลที่เป็นแหล่งสืบค้นงานวิจัยเพื่อใช้ในการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาความสำคัญของปรางค์กู่ในจังหวัดชัยภูมิ จะช่วยให้เข้าใจถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะของปรางค์กู่ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญในทางพุทธศาสนาและเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมโบราณของภูมิภาคนี้เป็นอย่างดีจากการศึกษาสถานที่ในมิติแห่งการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาจะช่วยให้เข้าใจบทบาทของปรางค์กู่ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทั้งในด้านศาสนาและวัฒนธรรมและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจศึกษาพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์สำหับการวิเคราะห์ความสำคัญจะเน้นถึงบทบาทของปรางค์กู่ในการเผยแผ่และส่งเสริมพุทธศาสนารวมทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนาอย่างยั่งยืนพร้อมกับสืบสารการศึกษาและเรียนรู้ความเป็นมาของปรางค์กู่อย่างถูกต้อง</p> พระมหานครินทร์ ญาณวชิรเมธี (นิลแก้ว) พูนศักดิ์ กมล กาญจนพงศ์ สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 70 77 ปัจจัยกำหนดแรงจูงใจที่ส่งผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2012 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1)ระดับปัจจัยกำหนดแรงจูงใจของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพิมพาอำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา2)ระดับสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพิมพาอำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทราและ3)อิทธิพลของปัจจัยกำหนดแรงจูงใจที่ส่งผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพิมพาอำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นการวิจัยเชิงปริมาณประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่บุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพิมพาการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย แบบจับฉลากจำนวน103คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณและการทดสอบสมมติฐานผลการวิจัยพบว่า1)ระดับปัจจัยกำหนดแรงจูงใจของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพิมพาโดยรวมอยู่ในระดับมากได้แก่ด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ด้านความก้าวหน้าด้านลักษณะของงานด้านการยอมรับนับถือด้านนโยบายและการบริหารด้านความสัมพันธ์ภายในหน่วยงาน2)ระดับสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพิมพาโดยรวมอยู่ในระดับมากได้แก่ด้านการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมด้านการบริการที่ดีด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านการทำงานเป็นทีม3)อิทธิพลของปัจจัยกำหนดแรงจูงใจที่ส่งผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรพบว่าโดยรวมมีอิทธิพลอยู่ในระดับสูง(r<sub>xy</sub>=.717)เมื่อทดสอบสมการถดถอยพหุคูณสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 51.40 (R<sup>2</sup>=.514)และผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยกำหนดแรงจูงใจพบว่ามีอิทธิพลในเชิงบวกต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพิมพาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> พิสันต์ มุ่งถิ่น คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 78 89 ระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนา เพื่อผลสัมฤทธิ์การเข้าใจหลักพุทธธรรม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดปทุมธานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1881 <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ 2) เพื่อพัฒนาระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เพื่อทดลองระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ 4) เพื่อประเมินและรับรองระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นการวิจัยแบบพัฒนา (Research and Development= R&amp;D) ประกอบด้วยวิธีการการสำรวจ (Survey Research) จากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำนวน 377 คน โดยการสัมภาษณ์ (Interview) พระสงฆ์และคณะครู จำนวน 10 รูป/คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม (Questionnaire) และแบบสัมภาษณ์ (Interview) ผลการวิจัยพบว่า 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนาจากการสัมภาษณ์ พบว่า ประเด็น คือ ต้องอย่าลืมวัดในชุมชนซึ่งพระสงฆ์มีบทบาทขับเคลื่อนเป็นอย่างมากเหมาะสมดังปฐมปณิธาน ที่ว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย หมายความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกท่านจงเที่ยวจาริกไป เพื่ออนุเคราะห์ สงเคราะห์ และเกื้อกูล ชนและโลกทั้งหลาย 2) การพัฒนาระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (X= 3.85, S.D. = 0.239) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านที่ 4. ด้านการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับมาก ((X= 4.03, S.D. = 0.421) รองลงมา คือ ด้านที่ 2. ด้านสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอน อยู่ในระดับมาก ((X= 3.89, S.D. = 0.370) รองลงมา คือ ด้านที่ 3. ด้านกิจกรรมการเรียน การสอน อยู่ในระดับมาก ((X= 3.83, S.D. = 0.409) และด้านที่มีความคิดเห็นน้อยที่สุด คือ ด้านที่ 1. ด้านเนื้อหา ((X= 3.66, S.D. = 0.442) 3) การทดลองระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนาจากการสัมภาษณ์ พบว่า เป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่พัฒนาร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ด้วยการจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ในกลุ่มเด็กและเยาวชนนั่นเอง 4) การประเมินและรับรองระบบการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนา จากสรุปการสัมภาษณ์ พบว่า ต้องทำเป็นการนำนโยบายภาพรวมมาสู่การปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้เด็กและเยาวชนมีลักษณะนิสัยที่ดีทั้ง 4 ประการ ได้แก่ 1. ความพอเพียง 2. ความมีวินัย 3. ความสุจริต 4. การมีจิตอาสา</p> พระมหาณัฏฐ์ดนัย ฐานวุฑฺโฒ (เนียมหอม) นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ สายรุ้ง บุบผาพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 90 99 การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะเทศบาลตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2013 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อเทศบาลตำบลพิมพา 2) ระดับประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะเทศบาลตำบลพิมพา และ 3) รูปแบบอิทธิพลการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะเทศบาลตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลพิมพา การสุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีบังเอิญ จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อเทศบาลตำบลพิมพา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการรับผลประโยชน์ ด้านการตัดสินใจ ด้านการประเมินผล และด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2) ระดับประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะเทศบาลตำบลพิมพา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการจัดระเบียบชุมชนและการรักษาความสงบเรียบร้อย ด้านการวางแผนส่งเสริมการลงทุน พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยว ด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมศาสนา จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ด้านการบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านโครงสร้างพื้นฐาน 3) รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub>=.966) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะ มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 93.30 (R<sup>2</sup>=.933) และผลการทดสอบสมมติฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนมีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการจัดบริการ สาธารณะเทศบาลตำบลพิมพา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> วรดาลักษณ์ ธัญจริยะรัตน์ ธีรพล กาญจนากาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 100 110 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2036 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช และ3) เพื่อประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 6,293 คน ผู้ให้ข้อมูล คือ ครู รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น จำนวน 500 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .969 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 3) แบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis : CFA) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบสมรรถนะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก และ 17 องค์ประกอบย่อย2. รูปแบบสมรรถนะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก และ 17 องค์ประกอบย่อย โดยเรียงลำดับจากค่าน้ำหนักองค์ประกอบหลัก คือ การมีจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การออกแบบสื่อการเรียนรู้ การสื่อสารดิจิทัล การรู้ดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ 3. ผลการประเมินและรับรองรูปแบบสมรรถนะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่กำหนดไว้ จึงสรุปได้ว่าผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิรับรองรูปแบบที่พัฒนาขึ้น</p> วรลักษณ์ นุ่นรักษา พระครูวินัยธรวุฒิชัย ชยวุฑโฒ สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 111 123 พฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์กับการบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืนของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2034 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์ 2) ศึกษาระดับการบริหาร สถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน 3) ศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์กับการบริหาร สถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืนของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้การวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยการทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) พฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์ โดยรวม มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านการเป็นผู้นำความคิด รองลงมา คือ ด้านความคิดริเริ่ม ด้านการประยุกต์ใช้ และด้านการแสวงหาโอกาส ตามลำดับ 2) การบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน โดยรวมมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านสิ่งแวดล้อม รองลงมา คือ ด้านเศรษฐกิจ และอันดับสุดท้าย คือ ด้านสังคม ตามลำดับ 3) ความ สัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์กับการบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> วรปรัชญ์ ศรีสร้างคอม ในตะวัน กำหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 124 133 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการนิเทศแบบออนไลน์ร่วมกับการสอนเสริมทางไกลเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษาระบบทวิภาคีในการฝึกประสบการณ์การทำงานในสถานประกอบการของวิทยาลัยเทคนิคเขมราฐ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2024 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความต้องการและความคิดเห็นของการนิเทศแบบออนไลน์ร่วมกับการสอนเสริมทางไกลเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษาระบบทวิภาคี 2) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบออนไลน์ร่วมกับการสอนเสริมทางไกลเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษาระบบทวิภาคีของวิทยาลัยเทคนิคเขมราฐ และ 3) เพื่อประเมินประสิทธิผลการใช้รูปแบบการนิเทศแบบออนไลน์ร่วมกับการสอนเสริมทางไกลเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษาระบบทวิภาคีของวิทยาลัยเทคนิคเขมราฐ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 125 คน ผู้บริหารสถานศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคเขมราฐ จำนวน 5 คน หัวหน้างานทวิภาคี จำนวน 25 คน ครูนิเทศก์ จำนวน 63 คน ครูพี่เลี้ยงหรือครูฝึกในสถานประกอบการ จำนวน 63 คน นักศึกษาระบบทวิภาคีที่เข้ารับการฝึกประสบการณ์การทำงาน จำนวน 760 คน รวมทั้งสิ้น 1,041 คน และมีผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสอบถามความคิดเห็น แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินสมรรถนะ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาด้านการบริหารจัดการการนิเทศแบบออนไลน์ร่วมกับการสอนเสริมทางไกล พบว่า กระบวนการนิเทศปัจจุบันมีขั้นตอนชัดเจน ตั้งแต่การนัดหมายล่วงหน้า นิเทศอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง จัดพื้นที่ปรึกษาร่วมและประเมินผลหลังเสร็จสิ้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร ได้แก่ ไม่มีระบบออนไลน์มาตรฐานสำหรับติดตามและประเมิน บันทึกในเล่มฝึกงานไม่สะดวก การประสานงานไม่ต่อเนื่อง และปัญหาอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกลทำให้ต้องพึ่งช่องทางเฉพาะกิจ ผลการสังเคราะห์เสนอรูปแบบการบริหารจัดการนิเทศออนไลน์ผสานสอนเสริมทางไกล ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ (1) ปัจจัยนำเข้า แนวปฏิบัติสำหรับผู้นิเทศ ระบบสนับสนุนออนไลน์ และการสอนเสริมทางไกล (2) กระบวนการนิเทศ 5 ขั้น ได้แก่ วางแผนสร้างความเข้าใจ ปฏิบัติด้วยการชี้แนะ ประเมินผล และสะท้อนผล (3) ผลลัพธ์ ได้แก่ คุณภาพการนิเทศ ระบบสนับสนุนออนไลน์ และสมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษา และ (4) ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงต่อเนื่อง รูปแบบดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับติดตามเชื่อมการเรียนกับงานจริงและยกระดับ ความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน 2) การออกแบบและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการนิเทศแบบออนไลน์ร่วมกับการสอนเสริมทางไกล พบว่า (1) ความถูกต้องและความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับมาก (2) ความเหมาะสมขององค์ประกอบหลักและสมรรถนะการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก และ (3) ความเหมาะสมของกระบวนการนิเทศร่วมสอนเสริมทางไกลอยู่ในระดับมาก สรุปว่ารูปแบบการบริหารจัดการการนิเทศแบบออนไลน์ร่วมกับการสอนเสริมทางไกลมีความพร้อมในการใช้งานและมีข้อปรับปรุงเพียงเล็กน้อยและ 3) ผลการประเมินประสิทธิผลรูปแบบการบริหารจัดการการนิเทศแบบออนไลน์ร่วมกับการสอนเสริมทางไกล พบว่า ผลการประเมินความพึงพอใจด้านกระบวนการและการใช้ประโยชน์อยู่ในระดับมากในขณะเดียวกันสมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษาหลังสอนเสริมทางไกลอยู่ในระดับมากเช่นกัน การทวนสอบ องค์ประกอบหลักของรูปแบบและกระบวนการนิเทศ ชี้ว่ามีความเหมาะสมระดับมากรองรับการประยุกต์ใช้จริงเพื่อยกระดับคุณภาพการฝึกประสบการณ์และเชื่อมต่อทักษะกับความต้องการสถานประกอบการ</p> เตือนใจ ไพคำนาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 134 145 แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์กับการบริหารนิเวศวิทยาองค์กรของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2035 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ 2) ศึกษาระดับการบริหารนิเวศวิทยาองค์กร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์กับการบริหารนิเวศวิทยาองค์กรของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามการวิเคราะห์ข้อมูล การหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ โดยภาพรวมนั้นอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบอันดับที่ 1 คือ ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง รองลงมา คือ ด้านความกระตือรือร้น ด้านความกล้าเสี่ยง ด้านความต้องการทราบผลการตัดสินใจ ด้านทักษะในการจัดการระบบงานและอันดับสุดท้าย คือ ด้านความมีเอกลักษณ์ ตามลำดับ 2) การบริหารนิเวศวิทยาองค์กร โดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านการบริหารวิชาการ รองลงมาคือ ด้านบริหารทั่วไป ด้านบริหารงบประมาณ และอันดับสุดท้าย คือ ด้านบริหารบุคคล ตามลำดับ 3) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์กับการบริหารนิเวศวิทยาองค์กรของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 โดยภาพรวม มีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> อธิวัฒน์ เรืองปราชญ์ ในตะวัน กำหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 146 155 การพัฒนารูปแบบชุดการเรียนแบบโมบายเลิร์นนิ่งร่วมกับการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน วิชาการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ รหัสวิชา 31910-2003 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2074 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบชุดการเรียนแบบโมบายเลิร์นนิ่งร่วมกับการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน ในรายวิชาการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ รหัสวิชา 31910-2003 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง (2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบ (3) ทดลองใช้ (4) ประเมินประสิทธิผล และ (5) ขยายผลสู่เครือข่ายสถานศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ตามขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) 5 ระยะ ได้แก่ การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การสร้างและตรวจสอบรูปแบบ การทดลองใช้ การประเมินผล และการขยายผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร ครู บุคลากร นักศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากสถานศึกษาเครือข่าย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการพัฒนารูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.68, S.D.=0.68) โดยเฉพาะด้านบริบทการสนับสนุนเข้าถึงสื่อได้ทุกที่ทุกเวลารูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 11 องค์ประกอบ และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 3 ขั้นตอน ความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.59, S.D.=0.46) ผลการทดลองใช้กับนักศึกษา 25 คน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (X=4.82, S.D.=0.53) นอกจากนี้ การประเมินจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 สถานศึกษา พบว่ารูปแบบมีความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด (X=4.80) การขยายผลโดยจัดอบรมและเผยแพร่คู่มือจำนวน 200 เล่ม ได้รับความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (X=4.72, S.D.=0.39) สรุปได้ว่าการบูรณาการโมบายเลิร์นนิ่งกับห้องเรียนกลับด้านช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการทำงานเป็นทีม และความพึงพอใจของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ประณิตา ศรีสมุทร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 156 168 ความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับการบริหารวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2033 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพ 2) ศึกษาระดับการบริหารวิชาการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับการบริหาร วิชาการของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คนเครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา เป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพภายในตน รองลงมา คือด้านความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพแบบบังเอิญ และอันดับสุดท้าย คือ ด้านความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพจากผู้อื่น ตามลำดับ 2) การบริหารวิชาการ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านการแนะแนว รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ด้านการพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ ด้านการวัดผล ประเมินผล และการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน และอันดับสุดท้าย คือ ด้านการนิเทศการศึกษา ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับการบริหารวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยภาพรวม มีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> จิราภรณ์ เพชรเรื่อง ในตะวัน กำหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 169 178 การสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดสุพรรณบุรี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2166 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาการสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดสุพรรณบุรี2.เพื่อสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมพื้นที่วิจัยตำบลวังยาว อำเภอด่านช้างจังหวัดสุพรรณบุรีผู้ให้ข้อมูลวิจัยจำนวน 30 คนโดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบสัมภาษณ์แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่ออภิปรายผลและเสนอแนะด้วยการเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดสุพรรณบุรี มีรูปแบบและกระบวนการพัฒนาทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพมีความพร้อมและมีความเหมาะสมต่อการส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรมชุมชนสามารถนำมาสร้างรายได้จากทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนและกระบวนการสร้างรายได้ของครอบครัวและชุมชนสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนที่มีประสิทธิภาพแต่ยังคงความเข้มแข็งทางอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอย่างยั่งยืน</p> เพ็ญพรรณ เฟื่องฟูลอย พระครูอนุกูลกัลยาณกิจ พระครูปริยัติกิตติวงศ์ วิกานดา ศรีศักดา ภาศิณี โกมลมิศร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 179 187 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงาน สำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2051 <p> บทความการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของสำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัครอำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา2)ประสิทธิภาพการบริหารงานของสำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัครอำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทราและ3)อิทธิพลของปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานสำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัครอำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นการวิจัยเชิงปริมาณประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่บุคลากรของสำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัคร มีการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีจับสลากจำนวน 97คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของสำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการจัดหาทรัพยากรมนุษย์ รองลงมา คือ ด้านการให้รางวัลทรัพยากรมนุษย์ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และอันดับสุดท้าย คือ ด้านการธำรงรักษาและป้องกันทรัพยากรมนุษย์ 2) ประสิทธิภาพการบริหารงานของสำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัครโดยรวมอยู่ในระดับมากได้แก่ด้านการบริหารจัดการรองลงมาคือด้านการบริหารงานบุคคลและกิจการสภาด้านการติดตามนวัตกรรมท้องถิ่นด้านการบริหารงานการเงินและการคลังด้านการบริการสาธารณะและอันดับสุดท้ายคือด้านธรรมาภิบาล3)อิทธิพลของปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานสำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัครมีอิทธิพลอยู่ในระดับสูง (r<sub>xy</sub>=.720) เมื่อทดสอบการถดถอยพหุคูณ ประสิทธิภาพการบริหารงาน มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 51.80 (R<sup>2</sup>=.518) ผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานสำนักงานเทศบาลตำบลบางสมัคร อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01</p> วรรณา ืจินดาศักดิ์ ธีรพล กาญจนากาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 188 200 อัตลักษณ์ร่วมสมัย: การดำรงอยู่ของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านกล้วย อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2070 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสำรวจอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในชุมชนบ้านกล้วย ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อศึกษาการดำรงอยู่อย่างร่วมสมัยภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในชุมชนบ้านกล้วย ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในชุมชนบ้านกล้วย ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่วิจัยอยู่ในตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 รูป/คน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสำรวจอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมชุมชน แบบสนทนากลุ่มเฉพาะ คณะผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลแล้วจึงนำมาวิเคราะห์เพื่ออภิปรายผลและเสนอแนะด้วยการเขียน บรรยายเชิงพรรณนา ผลจากการวิจัยพบว่า ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านกล้วย มีวิถีชีวิตและการดำรงอยู่ ตามวิถีวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบต่อกันมา อันเป็นคุณลักษณะที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน สมาชิกในชุมชนมีความร่วมมือร่วมใจกันอย่างดี บริเวณชุมชนสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมมีลำห้วยไหลผ่าน สามารถการพัฒนา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านกล้วยมีสมาชิกชุมชน ผู้นำชุมชน พระสงฆ์ ปราชญ์ท้องถิ่น ส่วนงานการปกครอง ชมรมการท่องเที่ยว มีส่วนร่วมในการวางแนวทางการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน เช่น การแต่งกาย การละเล่น ดนตรี ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนและชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มีแนวทางพัฒนาชุมชนให้มีที่พักในชุมชนพัฒนาบ้านให้เป็นที่พักสำหรับผู้มาเยือนที่สะอาด สะดวก ปลอดภัย แต่คงความเป็นธรรมชาติและมีกลิ่นไอของวิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงสมบูรณ์ พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวผ่านกระบวนการโดยผู้นำชุมชน เพื่อเสริมความเข้มแข็งและการปรับตัวร่วมทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนต่อไป</p> พระปลัดเขตขันฑ์ อิสฺสโร พระปลัดยุทธนา มาลาวํโส สนธยา สิทธิเกรียงไกร ภัทรกุล ศิลปรัตน์ มณฑกานต์ แป้นกลม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 201 209 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเทศบาลตำบลพานทอง จังหวัดชลบุรี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2061 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1)ระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานเทศบาลตำบลพานทองจังหวัดชลบุรี2)ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเทศบาลตำบลพานทองจังหวัดชลบุรีและ3)อิทธิพลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพานทองจังหวัดชลบุรีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยมีการเก็บข้อมูลประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่บุคลากรที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเทศบาลตำบลพานทองใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีจับสลากจำนวน92คนเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณและการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า1)ระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากร สำนักงานเทศบาลตำบลพานทองจังหวัดชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2)ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเทศบาลตำบลพานทอง จังหวัดชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากและ3)ผลการวิเคราะห์การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพานทองจังหวัดชลบุรีพบว่าโดยรวมมีอยู่ในระดับปานกลา (r<sub>xy</sub>=.591)ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยที่ R มีค่าเท่ากับ 0.591 มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 35.00 (R<sup>2</sup>=.350) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01ผลการทดสอบสมมติฐานการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเทศบาลตำบลพานทองจังหวัดชลบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วรวุฒิ พรห์มสุวรรณ ธีรพล กาญจนากาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 210 223 การพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนนวัตกรรมในจังหวัดพิจิตร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2100 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน (2) ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้ “แผนธุรกิจเพื่อชุมชน-CBMC” และ (3) พัฒนาเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดพิจิตร การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลเชิงเอกสารและเก็บข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญในกลุ่มอาชีพและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนยังคงพึ่งพาการเกษตรเป็นหลักและประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม แต่การนำแผนธุรกิจเพื่อชุมชน (CBMC) มาใช้สามารถเพิ่มรายได้ ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนที่เข้มแข็งได้ นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ “พุทธนวัตกรรม” ในการสร้างเครือข่ายชุมชนส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันสะท้อนถึงศักยภาพของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นฐานสำคัญ และการพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้ CBMC และพุทธนวัตกรรม สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนในจังหวัดพิจิตร</p> สุวินท์ สอนเล็ก พระมหาสุเมฆ สมาหิโต (ทวีกุล) พระครูโพธิวรคุณ (ศุภเดช แสงพิทักษ์) วิรัติ วัชรสิทธิเมธี พระแดนชัย สุริยวํโส (สุริยวงศ์) นพวรรณ์ ไชยชนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 224 235 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาวัด กรณีศึกษาวัดเพลง เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2050 <p> บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาวัด โดยเลือกกรณีศึกษาวัดเพลง เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร และ (2) แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาวัด การวิจัยดำเนินการด้วยระเบียบวิธีแบบผสมผสานโดยประชากรที่ศึกษา คือ ประชาชนในพื้นที่แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีบังเอิญ จำนวน 379 คน และมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาวัด กรณีศึกษาวัดเพลง เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาวัด พบว่า เป็นศูนย์กลางศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา และชุมชน ทำหน้าที่ทั้งสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาและเวทีสร้างความร่วมมือ อาคารสำคัญ เช่น โบสถ์ วิหาร และเจดีย์ สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พื้นที่ศาลาการเปรียญและลานวัดใช้จัดกิจกรรมประเพณี งานสาธารณะ และการเรียนรู้เชิงคุณธรรม วัดเพลงจึงเป็นโรงเรียนชีวิต ถ่ายทอดภูมิปัญญาและคุณธรรม การพัฒนาและบูรณะศาสนสถานดำเนินโดยมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งการตัดสินใจ สนับสนุนทรัพยากร และลงแรงร่วมกับพระสงฆ์ สามเณร อาสาสมัคร และเยาวชน ทำให้วัดยังคงเป็นศูนย์กลางศาสนา วัฒนธรรม และกิจกรรมสังคมอย่างยั่งยืน</p> พระมหาฉัตรชัย วะสมบัติ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 236 247 แนวคิดเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสัตว์และสตรีในพระพุทธศาสนาเถรวาทที่ปรากฏในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2165 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสัตว์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2. เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสตรีในพระพุทธศาสนาเถรวาท 3. เพื่อวิเคราะห์แนวคิดเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสัตว์และสตรีในพระพุทธศาสนาเถรวาทในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้การศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า 1. ความศักดิ์สิทธิ์ของสัตว์ เกิดจากเรื่องเล่าทางศาสนา ที่กล่าวถึงสัตว์ในตำนานพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่น ครุฑ นาค หรือสัตว์ที่เป็นพระโพธิสัตว์ ในชาดก ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ถูกผนวกเข้ากับพิธีกรรมทางศาสนา เช่น บทสวดขันธปริตร ขณะเดียวกันเรื่องเล่า ของชุมชนได้สถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ผ่านสถาปัตยกรรมทางศาสนา เช่น การสร้างเจดีย์ช้างล้อมซึ่งเป็นการผูกโยงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเข้ากับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 2. ความศักดิ์สิทธิ์ของสตรี มีที่มาจากเรื่องเล่าทางศาสนาเกี่ยวกับวีรสตรีในตำนาน เช่น พระนางจามเทวี และคติความเชื่อเรื่องเทวสตรีหรือพระแม่ผู้ให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ เช่น พระแม่ธรณี ส่วนในเรื่องเล่าของชุมชน ความศักดิ์สิทธิ์เกิดจากการจดจำ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และวีรกรรมของบุคคลสำคัญ เช่น วีรกรรมของสมเด็จพระศรีสุริโยทัยซึ่งนำไปสู่การสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงและเคารพบูชา 3. การวิเคราะห์ในบริบทของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชี้ให้เห็นว่า การก่อร่างของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับสัตว์และสตรีล้วนเป็น การสร้างทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างแนบแน่น พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสัตว์ปรากฏผ่านความเชื่อเรื่องช้างเผือกในฐานะสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ และตำนานปลาตะเพียนที่เชื่อมโยงกับพระราชอำนาจ ในขณะที่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสตรีปรากฏในรูปของเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากและวัดแม่นางปลื้ม ซึ่งล้วนสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างสตรีกับสถาบันกษัตริย์และพระพุทธศาสนาโดยสรุป พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสัตว์และสตรีในสังคมไทย คือ ผลลัพธ์ของการผสานเรื่องเล่าทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และคติชนท้องถิ่นเข้ากับโครงสร้างทางสังคมและการเมือง เพื่อสร้างความหมายและสืบทอดความทรงจำร่วมกันของผู้คนในชุมชน</p> พระมหาพรชัย สิริวโร (ศรีภักดี) พระมหาขวัญชัย เหมประไพ พระมหาราชัน จิตฺตปาโล(มูลลา) เพ็ญพรรณ เฟื่องฟูลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 248 263 การกำกับดูแลอำนาจอธิปไตยทางดิจิทัล: การวิเคราะห์เปรียบเทียบการกำกับดูแลแบบ Ex-ante และ Ex-post ในสหภาพยุโรป จีน และอินเดีย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2032 <p> บทความนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบการกำกับดูแลอำนาจอธิปไตยทางดิจิทัลผ่านกรอบการกำกับดูแลเชิงป้องกัน (Ex-ante) และการกำกับดูแลภายหลัง (Ex-post) โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาของสหภาพยุโรป จีน และอินเดีย ผ่านการวิเคราะห์กรอบการกำกับดูแล กลไกการบังคับใช้ และโครงสร้างสถาบัน การศึกษาพบว่า สหภาพยุโรปใช้การกำกับดูแลเชิงป้องกันด้วยกรอบที่ครอบคลุมอย่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (General Data Protection Regulation หรือ GDPR) และพระราชบัญญัติตลาดดิจิทัล (Digital Market Act หรือ DMA) จีนใช้แนวทางแบบผสมผสานที่รวมกฎระเบียบเข้มงวดกับการบังคับใช้ที่ยืดหยุ่น ขณะที่อินเดียกำลังเปลี่ยนจากการกำกับดูแลภายหลังไปสู่รูปแบบผสมผสาน ผลการวิจัยชี้ว่าประสิทธิภาพของแนวทางเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากขีดความสามารถของสถาบัน แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และบริบททางการเมือง แนวทางการกำกับดูแลเชิงป้องกันของสหภาพยุโรปสร้างความชัดเจนแต่อาจขัดขวางนวัตกรรมเนื่องจากต้นทุนการปฏิบัติตามสูงรูปแบบผสมผสานของจีนมีความยืดหยุ่นแต่สร้างความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กรอบของอินเดียแสดงถึงความท้าทายของประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลกับข้อกังวลด้านอธิปไตยงานวิจัยยังชี้ให้เห็นแนวโน้มการหลอมรวมระหว่างแนวทางการกำกับดูแลเชิงป้องกันและการกำกับดูแลภายหลังการเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันและความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศผลการวิจัยมีส่วนช่วยทั้งในด้านความเข้าใจเชิงทฤษฎีและการพัฒนานโยบายโดยชี้ว่ากรอบอำนาจอธิปไตยทางดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จต้องปรับเทียบระหว่างมาตรการเชิงป้องกันและเชิงตอบสนองตามบริบทของแต่ละประเทศ</p> เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ธันยพร สุนทรธรรม ทนงศักดิ์ ศิริยงค์ วรกฤษณ์ นุ้ยพิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 264 280 การใช้หลักสังคหวัตถุเพื่อพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1737 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวทาง การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุเพื่อพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อช่วยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับของประชาชน มีจริยธรรม และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า 1. ทาน (การให้ การเสียสละการแบ่งปัน) เป็นการให้โอกาส การให้ความรู้ การให้เวลา และการเสียสละเพื่อประโยชน์สาธารณะ สามารถจำแนกได้ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการนิติบัญญัติ คือ การเสนอกฎหมาย/แก้ไขกฎหมายและการพิจารณา งบประมาณ 2) ด้านการเป็นตัวแทนประชาชน คือ การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่และการให้เวลาและรับฟัง 3) ด้านจริยธรรม คือ ความโปร่งใสทางการเงิน 2. ปิยวาจา (การพูดจาไพเราะ สุภาพมีเหตุผล) เป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ และลดความขัดแย้ง สามารถจำแนกได้ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการอภิปรายและการแสดงความคิดเห็นในสภา คือ การใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์และมีเหตุผล และการสื่อสารอย่างชัดเจน 2) ด้านการสื่อสารกับประชาชน คือ การพูดคุยด้วยความเคารพ และการให้ความหวังและกำลังใจ 3) ด้านการให้สัมภาษณ์สื่อ คือ ความรับผิดชอบต่อคำพูด 3. อัตถจริยา (การประพฤติที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น) เป็นการกระทำที่เป็นคุณประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริงการอุทิศตนเพื่อบริการสาธารณะ สามารถจำแนกได้ 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการยึดประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง คือ การตัดสินใจเชิงนโยบาย และการทำงานเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหา 2) ด้านการตรวจสอบ คือ การตรวจสอบ อย่างซื่อตรง และ 4. สมานัตตตา (การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือตัว เข้ากับคนได้ดี) เป็นความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และการสร้างความสามัคคี สามารถจำแนกได้ 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เลือกข้าง คือ ยึดถือหลักการและกฎหมาย และการสร้างความปรองดองในสภา 2) ด้านการดูแลประชาชนในพื้นที่ คือ การให้บริการอย่างเท่าเทียมและความเป็นกันเองและเข้าถึงได้</p> พระไกรสร สุมโน (กันมา) พระมหาสถิตย์ สุทฺธิมโน (ราชวงศ์ พระมหาศุลสักฎ์ สุวณฺณกาโย (สีดาราช) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 281 293 การประยุกต์ธรรมะให้เข้ากับยุคสมัยในการเผยแผ่ธรรมของพระสงฆ์สำหรับเยาวชน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/1932 <p> บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประยุกต์ธรรมะให้เข้ากับยุคสมัยของพระสงฆ์ในการเผยแผ่ธรรมสำหรับเยาวชนจากการศึกษาพบว่าพระสงฆ์มีความสามารถในการใช้สื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเพื่อเผยแผ่ธรรมะในรูปแบบที่น่าสนใจด้วยการไลฟ์ธรรมะการจัดทำคลิปวิดีโอธรรมะเพื่อให้เยาวชนสามารถเข้าถึงธรรมะได้ง่ายและเหมาะสมกับยุคสมัยการเผยแผ่ธรรมะสำหรับเยาวชนโดยพระสงฆ์ควรเน้นเนื้อหาที่เข้าใจง่ายเข้ากับยุคสมัยและหลากหลายรูปแบบนำหลักธรรมผ่านสื่อสมัยใหม่เป็นสื่อดิจิทัลรวมถึงการจัดหมวดหมู่ธรรมะตามกลุ่มเป้าหมายเป็นแบบอย่างที่ดีเน้นเนื้อหาที่เยาวชนสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้จริงด้วยการจัดทำเป็นวิดีโอเกมส์โซเชียลมีเดียเพื่อให้เยาวชนสนใจและเข้าใจนำเสนอธรรมะในรูปแบบที่หลากหลายทั้งในรูปแบบของสารคดี ละคร เพลง เพื่อสร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ สอนธรรมะที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและสถานการณ์ที่เยาวชนเผชิญในชีวิตจริงใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นกันเองเน้นนำเสนอธรรมะที่สร้างแรงบันดาลใจอยากพัฒนาตนเองและสังคมเนื้อหาและวิธีการสอนเหมาะสมกับวัยและระดับการเรียนรู้ของเยาวชนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมการประยุกต์ธรรมสำหรับเยาวชนควรเน้นเนื้อหาที่เข้ากับยุคสมัยและเข้าใจง่ายโดยนำเสนอผ่านสื่อที่หลากหลายและน่าสนใจทั้งนี้ต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญในการเผยแผ่การสอนจากรูปธรรมไปหานามธรรม สอนลุ่มลึกลงตามลำดับสอนด้วยอุปกรณ์เสริมและสอนตรงจุดช่วยให้พระสงฆ์มีความสามารถในการใช้สื่อสมัยใหม่และสื่อสารกับเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพพระสงฆ์เข้าใจพฤติกรรมและระดับการเรียนรู้ของเยาวชนสร้างความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการเผยแผ่ธรรมะแก่เยาวชนอย่างดียิ่ง การประยุกต์ธรรมะให้เข้ากับยุคสมัยจำเป็นต้องปรับรูปแบบการสื่อสารให้กระชับเข้าใจง่ายและใช้สื่อดิจิทัลเป็นช่องทางหลัก เช่น สื่อสังคมออนไลน์ วิดีโอสั้น และการสอนแบบอินเตอร์แอคทีฟ พร้อมทั้งเชื่อมโยงหลักธรรมกับประเด็นที่เยาวชนเผชิญมีความเครียด ความสัมพันธ์ และการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันบทบาทของพระสงฆ์ไม่เพียงเป็นผู้สอนแต่ยังเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและที่ปรึกษาโดยใช้หลักเมตตา กรุณา และอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนการเผยแผ่ธรรมสำหรับเยาวชน</p> มนัสพล ยังทะเล พระครูภัทรจิตตาภรณ์ ประสิทธิ์ คำกลาง พระครูสังวราภิรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 3 3 294 303