วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR <p><strong>ISSN:</strong> 2985-2838 (Print) </p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม– สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญาศาสนา ภาษาบาลีสันสฤต การศึกษาเชิงประยุกต์ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม รวมถึงสหวิทยาการอื่นๆ ของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>คำชี้แจงในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p>1. บทความที่ส่งมารับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งวิชาการอื่นๆ</p> <p>2. ทุกบทความจะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ <strong>จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้ตีพิมพ์บทความ</strong> ในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blinded)</p> <p>3. ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันด้วยประการใดๆ ทั้งปวง</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่: </strong></p> <p>วารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความละ 3,500 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมิน ในกรณีที่บรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หรือกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกบทความเองจะคืนค่าตีพิมพ์ แต่หากมีการส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ววารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียม</p> สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย th-TH วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ 2985-2838 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ สังกัดสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 5 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2441 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต เชียงใหม่ สังกัดสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 5 (2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา และ (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่มสาระ และครูผู้สอน จำนวน 23 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นครูเพศหญิง วัยทำงานตอนกลาง มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีและโท และมีประสบการณ์ ทำงานสูง ปัจจัยด้านภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของครู การจัดแหล่งเรียนรู้ และความเพียงพอของสื่อนวัตกรรมอยู่ในระดับมาก ขณะที่การสนับสนุนงบประมาณอยู่ในระดับปานกลาง 2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ พบว่า ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ การประกันคุณภาพภายใน การประเมินผลการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อเทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน อยู่ในระดับมาก โดยเด่นด้านการพัฒนาหลักสูตร การประเมินผล และกระบวนการเรียนรู้ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยทั้ง 5 ด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงถึงสูงมากกับประสิทธิผลทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และโมเดลถดถอยที่รวมปัจจัยทั้ง 5 สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการได้ร้อยละ 95.2</p> พระเมธาวินัยรส (สุเทพ พุทธจรรยา) สาลินี รักกตัญญู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 1 14 การมีส่วนร่วมของชุมชนบนความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2438 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา หลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์และมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและลดภาระทางสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อคนรุ่นต่อไป โดยการศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการรวมรวมข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 คน และข้อมูลทุติยภูมิจากข้อมูลเอกสาร งานวิจัย บทความ วารสาร หนังสือ กฎหมาย ระเบียบ ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า กลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ชุมชนเกิดการมีส่วนร่วมในการกำจัดขยะมูลฝอย คือ กำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม ให้เป็น “นโยบายพื้นฐาน” ในข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ “หน้าที่ของพลเมือง” ในการป้องกัน หรือลดการใช้ ผลิตภัณฑ์ไม่ให้กลายเป็นของเสียเพื่อสร้าง “สังคมแห่งการหมุนเวียนทรัพยากร” นอกจากนี้ ควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและข้อบัญญัติขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้มีรายละเอียด ดังนี้ ประการแรก องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดทำแผนการจัดการขยะในเขตพื้นที่ของตน ซึ่งเรียกว่า “แผนจัดการขยะในชุมชน” ประการที่สอง กำหนดเป้าหมายการจัดการขยะบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ประการที่สาม สนับสนุนกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำจัดขยะด้วยการใช้รูปแบบของ “ธนาคารขยะ” ให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของชุมชน</p> ภัทราวรรณ รัตนเกษตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 15 26 การบริหารเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการสาธารณภัยเทศบาลตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2570 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารเชิงกลยุทธ์และระดับประสิทธิภาพการจัดการสาธารณภัยเทศบาลตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และ 2) อิทธิพลการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีต่อประสิทธิภาพการจัดการสาธารณภัยเทศบาลตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลคลองด่าน การสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายแบบวิธีบังเอิญ จำนวน 376 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารเชิงกลยุทธ์ของเทศบาลตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ รองลงมา คือ การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ การควบคุมและประเมินกลยุทธ์ และอันดับสุดท้าย คือ การกำหนดกลยุทธ์ 2) ระดับประสิทธิภาพการจัดการสาธารณภัยเทศบาลตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การรับมือ รองลงมา คือ การฟื้นฟู การเตรียมความพร้อม และอันดับสุดท้าย คือ การป้องกันและลดผลกระทบ และ 3) ความสัมพันธ์ ของการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีต่อประสิทธิภาพการจัดการสาธารณภัย เทศบาลตำบลคลองด่าน พบว่า อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณสามารถพยากรณ์ประสิทธิภาพ การจัดการสาธารณภัยเทศบาลตำบลคลองด่าน มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 88.70 (R<sup>2</sup>=.887) และผลการทดสอบสมมติฐานการบริหารเชิงกลยุทธ์ พบว่า มีผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดการสาธารณภัยเทศบาลตำบลคลองด่าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> พระครูปลัด สมโภช ธมฺมาวุโธ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 27 38 กลยุทธ์การบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 โรงเรียนฉวางรัชดาภิเษกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2493 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพแวดล้อมการบริหารงานบุคคลโรงเรียนฉวางรัชดาภิเษก 2) สร้างกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 โรงเรียนฉวางรัชดาภิเษก3) ประเมินกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 โรงเรียนฉวางรัชดาภิเษก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 คน เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ผู้เชี่ยวชาญการสร้างกลยุทธ์ จำนวน 7 รูป/คน และประเมินกลยุทธ์ จำนวน 17 คน เครื่องมือประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกและภายใน แบบประเมินกลยุทธ์การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์สภาพปัจจัยภายนอกและภายใน และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพแวดล้อมการบริหารงานบุคคล โรงเรียนฉวางรัชดาภิเษก โอกาส คือ ด้านการเมืองและกฎหมาย ด้านเทคโนโลยี เพราะหน่วยงานต้นสังกัดมีระเบียบที่ชัดเจนมีกรอบให้โรงเรียน โดยโรงเรียนมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ และจุดแข็ง คือ ปัจจัยด้านกลยุทธ์ เพราะโรงเรียนกำหนดเป้าหมายและแผนงานอย่างเป็นระบบ มีแผนงานที่ชัดเจน 2) กลยุทธ์การบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย กลยุทธ์ ทุกกลยุทธ์มี เป้าหมาย ตัวชี้วัด แผนงาน ซึ่งมี 6 กลยุทธ์ กลยุทธ์ที่ 1 พัฒนาระบบการวางแผนอัตรากำลัง การกำหนดตำแหน่ง การสรรหาและบรรจุแต่งตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์ที่ 3 พัฒนาระบบการดำเนินการทางวินัยและรักษาวินัยอย่างโปร่งใสและยุติธรรม กลยุทธ์ที่ 4 ส่งเสริมการดำเนินการเกี่ยวกับการเลื่อนเงินเดือนอย่างเป็นธรรม กลยุทธ์ที่ 5 พัฒนาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และกลยุทธ์ที่ 6 ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งความสุขและการมีส่วนร่วม 3) ผลการประเมินกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 พบว่า กลยุทธ์มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สามารถนำไปใช้ได้ โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 4.49 คิดเป็นร้อยละ 89.73</p> ศุภกิตติ์ เต็มสงสัย พระครูพิจิตรศุภการ บุญเลิศ วีระพรกานต์ อภิจิตร์ ณ นคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 39 50 บทบาทของรัฐไทยกับการพัฒนาชนพื้นเมือง: กรณีศึกษากลุ่มชนพื้นเมืองมานิในแถบเทือกเขาบรรทัด https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2534 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พัฒนาการของนโยบายรัฐไทยที่มีต่อกลุ่มมานิจากอดีตถึงปัจจุบัน 2) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อกลุ่มมานิจากการดำเนินนโยบายของรัฐไทย และ 3) เสนอแนวทาง การเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มมานิ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การลงพื้นที่สังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและแบบลูกโซ่รวม 39 ราย จาก 4 กลุ่ม คือ กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 24 คน ครอบคลุมระดับจังหวัด อำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบล สาธารณสุข เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพัฒนาสังคม กลุ่มที่ 2 ผู้นำชุมชนและคนกลางที่ชาวมานิให้ความไว้วางใจ 5 คน กลุ่มที่ 3 นักวิชาการและองค์กรอิสระ 4 คน และกลุ่มที่ 4 ชนพื้นเมืองมานิ 6 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบบันทึกการสังเกต แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโดยวิธีการสามเส้า ใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง ใช้หลายวิธีในการเก็บข้อมูล และใช้หลายทฤษฎีในการวิเคราะห์</p> <p> ผลจากการศึกษาข้อที่ 1 พบว่า นโยบายและการดำเนินงานของรัฐไทยต่อกลุ่มชนพื้นเมืองมานิแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (ก่อนปี พ.ศ. 2540) ที่เน้นการตั้งถิ่นฐานถาวรผ่านโครงการนิคมสร้างตนเอง ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2540-2560) การรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานที่มุ่งแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลผ่านการให้สัญชาติและนามสกุล และระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-ปัจจุบัน) ที่เริ่มยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และสิทธิชุมชน ผลการวิจัยข้อที่ 2 พบว่า ผลกระทบสำคัญที่เกิดขึ้นกับกลุ่มมานิ คือ รัฐรับรู้การมีอยู่ของกลุ่มมานิเพิ่มมากขึ้น กลุ่มมานิได้รับสิทธิความเป็นพลเมือง รวมถึงสวัสดิการพื้นฐานของรัฐตามกฎหมาย ในขณะเดียวกัน กลุ่มมานิเริ่มมีสิทธิเสียงในที่สาธารณะและหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนมีการปกป้องดูแลสิทธิของกลุ่มมานิเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามประเพณีกับกฎหมายป่าอนุรักษ์ และกลุ่มมานิเริ่มศูนย์เสียอัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิม ผลการวิจัยข้อที่ 3 พบว่า การดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มชนพื้นเมืองมานิควรยึดหลักการพื้นฐานในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมือง 3 ด้าน คือ ด้านสิทธิพลเมือง คือการเร่งรัดการให้สัญชาติและจัดสวัสดิการสังคมที่ยืดหยุ่นตามวิถีการย้ายถิ่น ด้านสิทธิทางวัฒนธรรม คือ การรับรองสิทธิในวิถีเร่ร่อนและการจัดการศึกษาพหุภาษา และด้านสิทธิทางทรัพยากร คือ การส่งเสริมระบบการจัดการร่วม และการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมเพื่อสร้างความมั่นคงทางมนุษย์อย่างยั่งยืน</p> พาฝัน นิลสวัสดิ์ ดูฮาเมลน์ วิจิตรา ศรีสอน สัณฐาน ชยนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 51 66 ประสิทธิผลการบริหารองค์การภาครัฐแบบธรรมาภิบาลของเทศบาลตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2571 <p> การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงานของเทศบาลตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร (2) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร (3) เปรียบเทียบประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร (4) พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงานขององค์กรกับผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและ พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงานขององค์กรกับผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 362 คน สุ่มแบบสัดส่วน การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้อาศัยเครื่องมือทางสถิติหลายประเภท ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การใช้หลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตำบลแครายในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ หลักนิติธรรม รองลงมา คือ หลักคุณธรรม หลักความรับผิดชอบหลักความโปร่งใส หลักความคุ้มค่า และหลักความมีส่วนร่วม ตามลำดับ (2) ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแครายในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือการบริหารราชการเพื่อป้องกันการทุจริต รองลงมา คือ ด้านการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ด้านการมีระบบและกลไกจัดการรับเรื่องร้องเรียน และด้านการส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ตามลำดับ (3) ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีความแตกต่างกันในด้านเพศ อายุ สถานภาพสมรส และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแคราย ไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอาชีพและระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแครายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (4) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแคราย พบว่า การใช้หลักธรรมาภิบาลในด้านความโปร่งใสมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานในมิติการบริหารราชการเพื่อป้องกันการทุจริต และมิติการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยมีระดับความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ การใช้หลักธรรมาภิบาลด้านหลักนิติธรรมยังมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานในด้านการบริหารราชการเพื่อป้องกันการทุจริตในระดับสูงเช่นเดียวกัน</p> สัญญา คำอิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 67 79 ปัญญาสชาดกฉบับเชียงใหม่ เรื่องที่ 41–50: การปริวรรต การแปล และการศึกษาวิเคราะห์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2499 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัญญาสชาดกในพระพุทธศาสนาเถรวาท อันเป็นพื้นฐานสำคัญของวรรณกรรมระเภทชาดกในภูมิภาคล้านนา 2) เพื่อปริวรรต ตรวจชำระ และแปลปัญญาสชาดกฉบับเชียงใหม่ หรือซิมเมปัณณาสชาดก เรื่องที่ 41–50 จากภาษาบาลีอักษรโรมันเป็นภาษาบาลีอักษรไทย เพื่อให้ได้ต้นฉบับที่สมบูรณ์และสามารถใช้ศึกษาวิเคราะห์ต่อไปได้อย่างถูกต้องตามหลักบาลี 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญญาสชาดกฉบับเชียงใหม่ เรื่องที่ 41–50 ในประเด็นเกี่ยวกับโครงสร้างเนื้อหา ลักษณะการประพันธ์ สำนวนภาษา ลักษณะเด่น และคุณค่าของปัญญาสชาดกที่มีต่อสังคม โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัญญาสชาดกฉบับเชียงใหม่เป็นชาดกที่สะท้อนพัฒนาการทางความคิดด้านปัญญาธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างเด่นชัด โดยเนื้อหาในชาดกทั้ง 10 เรื่อง (เรื่องที่ 41–50) แสดงให้เห็น แนวคิดเรื่องการใช้สติปัญญา การไตร่ตรองด้วยเหตุผล และการแก้ปัญหาอย่างสุขุมรอบคอบ ซึ่งสอดคล้อง กับหลักคติธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท นอกจากนี้ยังพบว่าเนื้อหาของชาดกมีความสัมพันธ์กับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมของล้านนา โดยสะท้อนค่านิยม ความเชื่อ และรูปแบบการสั่งสอนศีลธรรมที่มุ่งปลูกฝังปัญญาเป็นเครื่องนำทางชีวิต ผลการแปลและการวิเคราะห์ทำให้เห็นโครงสร้างทางวรรณกรรมที่ชัดเจน ทั้งด้านการดำเนินเรื่อง ตัวละคร และกลวิธีการสื่อคติธรรม ซึ่งเอื้อต่อการทำความเข้าใจคุณค่าเชิงวรรณกรรมและคุณค่าทางจริยธรรมของปัญญาสชาดกได้อย่างเป็นระบบ การศึกษาวิเคราะห์ในครั้งนี้มุ่งเน้นพิจารณาองค์ประกอบสำคัญของวรรณคดี ได้แก่ โครงสร้างเนื้อหา การดำเนินเรื่อง ตัวละครการใช้สำนวนภาษา ลีลาการประพันธ์ และคุณค่าที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่อง เพื่อทำความเข้าใจถึงแนวคิดทางศาสนา ศีลธรรม และสังคมที่สะท้อนผ่านวรรณกรรม ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของปัญญาสชาดกฉบับเชียงใหม่ที่มีต่อพัฒนาการทางวรรณกรรมของไทยในมิติทางศาสนาและวัฒนธรรม</p> พระครูพิพัฒน์สุตสุนทร (อินทรานาคะไชย) พระครูสุตพัฒโนดม (ผาคำ) จิตรเทพ ปิ่นแก้ว เทวัญ เอกจันทร์ ประดิษฐ์ ปัญญาจีน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 80 92 คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในโรงเรียนอำเภอเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2563 <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและ2) เปรียบเทียบคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่า (t-test) และใช้สถิติเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในโรงเรียนอำเภอเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยรวมอยู่ ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารรองลงมา คือ ด้านวัฒนธรรมการเรียนรู้ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล 2) การวิเคราะห์เปรียบเทียบคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในโรงเรียนอำเภอเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษาโดยภาพรวม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีตำแหน่งต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในโรงเรียนอำเภอเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05</p> ปวีฐ์รนุข บุญส่ง อำนวย มีราคา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 93 102 การพัฒนาคุณลักษณะภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2558 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาหลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำเหนือผู้นำ ซึ่งมุ่งพัฒนาผู้อื่นให้สามารถนำตนเองได้ (2) วิเคราะห์และสังเคราะห์คุณลักษณะและตัวชี้วัดของภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา (3) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินคุณลักษณะภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา และ (4) ศึกษาความแตกต่างของระดับความคิดเห็นของครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ต่อคุณลักษณะภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อจำแนกตามขนาดของโรงเรียน วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน</p> <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 15 คน เพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะ Thematic Analysis และ (2) ครูหัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 245 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) ตามขนาดของโรงเรียน 3 ขนาด (ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก) ตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ชิ้น ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและตัวชี้วัดของภาวะผู้นำเหนือผู้นำ และแบบประเมินคุณลักษณะภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 24 ข้อ ครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือพบว่า แบบประเมินมีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในระดับเหมาะสม (IOC = 0.67–1.00) มีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง (Cronbach’s alpha = 0.93) และโครงสร้างองค์ประกอบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์จากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) อยู่ในเกณฑ์ดี</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) แนวคิดที่เป็นพื้นฐานในการกำหนดคุณลักษณะภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา จากการสังเคราะห์งานวิจัยได้ทั้งสิ้น 30 คุณลักษณะ 2) วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและด้วยวิธี Thematic Analysis ได้ตัวชี้วัด 24 ตัวชี้วัด และองค์ประกอบคุณลักษณะ 4 ด้านประกอบด้วย (1) ภาวะผู้นำที่มุ่งพัฒนาผู้อื่นให้สามารถนำตนเองได้ (8 ตัวชี้วัด) (2) ภาวะผู้นำด้านคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล (5 ตัวชี้วัด) (3) สมรรถนะความเป็นผู้นำมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา (6 ตัวชี้วัด) และ (4) มนุษยสัมพันธ์และวุฒิภาวะทางอารมณ์ (5) ตัวชี้วัด) 3) การพัฒนาคุณภาพเครื่องมือด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ยืนยันตัวชี้วัด 24 ตัวชี้วัด และองค์ประกอบ 4 องค์ประกอบ (Chi-square/df = 1.383, SRMR = 0.043, RMSEA = 0.039, CFI = 0.967, TLI = 0.963) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในเกณฑ์ดี และยืนยันองค์ประกอบทั้งหมด และข้อ 4 การสำรวจความคิดเห็นของครูหัวหน้ากลุ่มสาระ โดยจำแนกตามขนาดของโรงเรียน ตามคุณวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงานที่ต่างกันไม่มีผลต่อคุณลักษณะภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้าน</p> วิโรจน์ เจษฎาดิลก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 103 116 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2577 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี 2) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี และ 3) อิทธิพลภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย แบบวิธีจับฉลาก จำนวน 254 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ความซื่อสัตย์และความโปร่งใส การเป็นแบบอย่างที่ดี ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยุติธรรม 2) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ นโยบายและการบริหารงาน การบังคับบัญชา ความสัมพันธ์ภายในหน่วยงาน และเงินเดือนและค่าตอบแทน และ 3) ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยรวมอยู่ในระดับสูงเมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณอิทธิพลภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 83.00 (R<sup>2</sup>=.830) และผลการทดสอบสมมติฐานภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร พบว่า มีผลเชิงบวกต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> เสรี เรืองเดช ธีรพล กาญจนากาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 117 129 การบริหารหลักสูตรนักธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพพระนวกภูมิตามหลักพลังบวรของคณะสงฆ์อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2636 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรนักธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพพระนวกภูมิของคณะสงฆ์ 2. ศึกษาแนวทางการบริหารหลักสูตรนักธรรม และ 3.นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหาร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 รูป</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาสภาพการบริหาร พบว่า 1.1 ด้านหลักสูตรกลางแม่กองธรรม ดำเนินการ เปิดสอนครบทั้งนักธรรมชั้นตรี โท และเอก ตามนโยบายมหาเถรสมาคม มีการแต่งตั้งครูเปิดห้องเรียน และส่งพระภิกษุสามเณรเข้าเรียนเป็นส่วนใหญ่ ผลดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ประสบปัญหาขาดแคลนครู งบประมาณ บุคลากรเฉพาะทาง และความเข้าใจจากบางวัด โดยเสนอให้เพิ่มการสนับสนุนงบประมาณ พัฒนาครู และสร้างความเข้าใจกับผู้บริหารวัด 1.2 ด้านการจัดการเรียนรู้วิชานักธรรมมีจุดแข็งด้านระบบการสอนเป็นระเบียบ ใช้พุทธวิธีและวิธีสอนหลากหลาย ช่วยให้เข้าใจง่าย แต่พบปัญหาคุณภาพและความพร้อมผู้เรียนลดลง ขาดครู เวลา และทรัพยากร เนื้อหาบางส่วนซับซ้อนเกินไปควรปรับพื้นฐานผู้เรียน เพิ่มครู กระจายการสอน ปรับหลักสูตรให้เหมาะสม และเพิ่มกิจกรรมภาคปฏิบัติอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง 1.3 ด้านการวัดและประเมินผล ใช้การสอบข้อเขียนทั้งระดับสำนักเรียน และสนามหลวงตามเกณฑ์ แต่ยังเน้นท่องจำมากกว่าคิดวิเคราะห์ และบางส่วนไม่เหมาะกับวัยผู้เรียนควรปรับวิธีสอนและข้อสอบให้เน้นการคิดวิเคราะห์ จัดปฐมนิเทศสร้างแรงจูงใจ และยกระดับความเข้าใจระบบหลักสูตรในระดับบริหาร 2.แนวทางการบริหารหลักสูตรนักธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพพระนวกภูมิ ตามหลักพลังบวรของคณะสงฆ์อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า 2.1 ด้านการจัดการหลักสูตรกลาง แม่กองธรรมดำเนินงานตามวงจร 4 ขั้น โดยบูรณาการพลังบวรทำให้การบริหารหลักสูตรมีระบบพระภิกษุสามเณรมีความรู้และคุณธรรมสูงขึ้น 2.2 ด้านการจัดการเรียนรู้วิชานักธรรม มุ่งพัฒนาความรู้ การปฏิบัติ และการประยุกต์ใช้จริง ใช้เครื่องมือประเมินหลากหลาย และตั้งคณะกรรมการประสานงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างรอบด้าน 2.3 ด้านการวัดผลและประเมินผล วางแผนครอบคลุมความรู้และพฤติกรรม ดำเนินการสอบและเก็บข้อมูลจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง 3. การนำเสนอและประเมิน พบว่า 3.1 ชื่อเรื่อง 3.2 หลักการและเหตุผล 3.3 วัตถุประสงค์ของแนวทาง 3.4 แนวทางการดำเนินงาน และ การติดตามและประเมินผล</p> พระปลัดตะวัน โอภาโส (บุญเชิญ) พระครูเขมธรรมโฆษิต บุญเลิศ วีระพรกานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 130 142 ผลกระทบจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่คลองน้ำใสที่มีต่อคนในชุมชนแหลมสอม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2584 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่คลองน้ำใส 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่ดำเนินการวิจัย คือ ชุมชนแหลมสอม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้แก่ ประธานป่าชุมชน ชาวบ้านในหมู่บ้านแหลมสอม และผู้ประกอบการเรือคายัค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา พร้อมนำเสนอผลการวิจัยในลักษณะบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบจากการท่องเที่ยว ได้แก่ 1) ด้านสังคม มีผลกระทบเชิงบวก คือ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 แหล่งท่องเที่ยวคลองน้ำใสได้รับความนิยมมากขึ้น ส่งผลให้คนในชุมชนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ มีการสร้างหัตถกรรมงานฝีมือเพื่อส่งเสริมอาชีพ และเกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประธานป่าชุมชนกับผู้ประกอบการ ผลกระทบเชิงลบ คือ ความขัดแย้งในการกระจายรายได้และปัญหาเส้นทางคมนาคมเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว 2) ด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบเชิงบวก คือ เกิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ ลดการย้ายถิ่นของคนในชุมชน ผลกระทบเชิงลบ คือ เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการเรือคายัคจากการกระจายรายได้เฉพาะกลุ่ม 3) ด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบเชิงบวก คือ ระบบนิเวศมีความอุดมสมบูรณ์ น้ำมีความใสสะอาดจนสามารถนำมาผลิตเป็นน้ำประปา ผลกระทบเชิงลบ คือ มีขยะและสิ่งปฏิกูลเพิ่มขึ้น ต้นไม้ถูกทำลายจากการพายเรือ และสัตว์น้ำไม่สามารถหากินได้ตามธรรมชาติ แนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แก่ 1) ด้านสังคม ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน กำหนดความเร็วของยานพาหนะในพื้นที่ และจัดทำป้ายเตือนเพื่อความปลอดภัย 2) ด้านเศรษฐกิจ ควรมีนโยบายควบคุมผู้ประกอบการให้มีความยุติธรรมและลดความขัดแย้ง 3) ด้านสิ่งแวดล้อม ควรบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ให้ความรู้แก่คนในชุมชนและผู้ประกอบการเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด</p> วิไลวรรณ วิไลรัตน์ ศศิประภา ปฏิมินต์ อารีนา นิยมเดชา อัสรีมา มัทหมูหมาท วิทิต บัวปรอท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 143 156 คุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2573 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร และ 2)อิทธิพลของคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพมหานครเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรที่กำลังปฏิบัติงานในสำนักงานเขตยานนาวา การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย แบบวิธีจับฉลาก จำนวน 248 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากร สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การพัฒนาขีดความสามารถของบุคคล ความเป็นประโยชน์ต่อสังคม ค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม ความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว และความก้าวหน้าและความมั่นคงในการงาน 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ความต้องการอย่างแรงกล้าในการคงไว้ซึ่งการเป็นสมาชิกภาพในองค์กร ความเต็มใจทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ขององค์กร และความเชื่อมั่นอย่างสูงในการยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์กร และ 3) ความสัมพันธ์ของคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก เมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณอิทธิพลของคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 81.40 (R<sup>2</sup>=.814) และผลการทดสอบสมมติฐานคุณภาพชีวิตในการทำงาน พบว่า มีผลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร สำนักงานเขตยานนาวา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สุชัญญา แสงสว่าง คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 157 169 การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2617 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 และ 2. เปรียบเทียบ การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงานกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคายเขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 285 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan และการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.733 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) พร้อมการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านหลักความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ในขณะที่ด้านหลักการมีส่วนร่วมมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> เสาวณี คำหงษา อำนวย มีราคา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 170 178 การจัดการทุนทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนของระบบวนเกษตรป่าเมี่ยง ชุมชนบ้านป๊อก อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2650 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการทุนทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในระบบวนเกษตรป่าเมี่ยงของชุมชนบ้านป๊อก (2) วิเคราะห์กลไก บทบาท และความเชื่อมโยงของทุนทางสังคม ทุนวัฒนธรรม และทุนสิ่งแวดล้อมต่อการดำรงอยู่และความยั่งยืนของระบบวนเกษตรป่าเมี่ยงในพื้นที่ต้นน้ำ และ (3) เสนอแนวทางการบริหารจัดการทุนชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนบ้านป๊อก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ และนำไปสู่ความยั่งยืนแบบบูรณาการในมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 24 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ระบบวนเกษตรป่าเมี่ยงของชุมชนบ้านป๊อกมีรูปแบบการจัดการทรัพยากรแบบบูรณาการ โดยทุนทางสังคมทำหน้าที่เป็นกลไกการร่วมมือและการกำกับดูแลผ่านกติกาชุมชนและเครือข่ายความสัมพันธ์หลายระดับ ทุนวัฒนธรรมทำหน้าที่เป็นกรอบคุณค่าและภูมิปัญญาในการจัดการร่มเงา ดิน น้ำ และการหมักเมี่ยง ขณะที่ทุนสิ่งแวดล้อมเป็นฐานทรัพยากรที่สนับสนุนการผลิตและการดำรงชีวิต (2) กลไกการทำงานร่วมกันของทุนทั้งสามมิติมีลักษณะเป็นวงจรเกื้อหนุน โดยทุนวัฒนธรรม กำกับทิศทางการใช้ทรัพยากร ทุนทางสังคมแปลงคุณค่าเป็นการปฏิบัติผ่านการจัดการร่วม และทุนสิ่งแวดล้อม สะท้อนผลลัพธ์ของการกำกับดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (3) แนวทางการบริหารจัดการทุนชุมชนที่เหมาะสมควรดำเนินการแบบหลายระดับ ได้แก่ ระดับครัวเรือนที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงจูงใจคนรุ่นใหม่ ระดับกลุ่มและชุมชนที่เสริมสร้างกติกาและกลไกจัดการทรัพยากรร่วม และระดับเครือข่ายที่เชื่อมโยงภายนอกอย่างมีกลยุทธ์บนฐานการเคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่น งานวิจัยได้ค้นพบรูปแบบการจัดการทุนชุมชนเชิงระบบในระบบวนเกษตรป่าเมี่ยง และนำเสนอ SCE Model (Social–Cultural–Environmental Capital Model) เป็นกรอบการวิเคราะห์ใหม่ที่อธิบายกลไกการทำงานร่วมกันของทุนทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ สำหรับการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำอย่างยั่งยืน</p> ศักดิ์สายันต์ ใยสามเสน ยศสรัล ศรีสุข วิภาดา ญาณสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 179 194 ความสุขในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2575 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความสุขในการทำงานและระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร และ 2) อิทธิพลของความสุขในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรที่กำลังปฏิบัติงานในสำนักงานเขตหนองแขม การสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายแบบวิธีจับฉลาก จำนวน 261 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความสุขในการทำงานของบุคลากร สำนักงานเขตหนองแขม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านความสำเร็จในงาน ด้านการติดต่อสัมพันธ์ ด้านการเป็นที่ยอมรับ และด้านความรักในงาน 2) ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตหนองแขม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้านนวัตกรรม ด้านความยืดหยุ่น ด้านความยืดหยุ่น และด้านคุณภาพการบริการ และ 3) ความสัมพันธ์ความสุขในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร พบว่า อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณอิทธิพลของความสุขในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 94.50 (R<sup>2</sup>=.945) และผลการทดสอบสมมติฐานความสุขในการทำงาน พบว่า มีผลเชิงบวกต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ปทิตตา กาญจมาภรณ์ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 195 207 ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2633 <p>การวิจัยในนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 291 คนกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ตอนซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.841 สถิติที่ใช้ คือ จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวม ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีเพศต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน</p> วิรุฬห์ บงแก้ว อำนวย มีราคา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 208 215 การสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทการเปลี่ยนผ่านทางการศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2588 <p><strong> </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทการเปลี่ยนผ่านทางการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทการเปลี่ยนผ่านทางการศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก และ 25 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ (1) ความยุติธรรม ประกอบด้วยการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผล ความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อบุคลากร การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การจัดการข้อร้องเรียนอย่างโปร่งใส และการคำนึงถึงความแตกต่างของบุคคล (2) ความไว้วางใจ ประกอบด้วยการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัย การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การเสริมพลังบุคลากร และการรักษาคำมั่นสัญญา (3) ความซื่อสัตย์ ประกอบด้วยการยึดมั่นในจรรยาบรรณ การเป็นแบบอย่างทางคุณธรรม ความโปร่งใส และการยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง (4) ความน่าเคารพ ประกอบด้วยการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การยอมรับความหลากหลาย และการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก และ (5) ความรับผิดชอบ ประกอบด้วยการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ การมุ่งเน้นคุณภาพผู้เรียน การบริหารงานอย่างโปร่งใส การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกันในองค์กร</p> พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ศุภวรรณ หลำผาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 216 225 บทบาทของผู้นำชุมชนที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ตามมาตรการป้องกันปัญหายาเสพติด เทศบาลเมืองพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2578 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บทบาทของผู้นำชุมชนและผลสัมฤทธิ์ตามมาตรการการป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่เทศบาลเมืองพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) อิทธิพลของผู้นำชุมชนที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ตามมาตรการการป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่เทศบาลเมืองพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่เทศบาลเมืองพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ด้วยวิธีบังเอิญ จำนวน 376 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้นำชุมชนในการดำเนินงานตามนโยบายด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การบำบัดรักษายาเสพติด การปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย การบริหารจัดการอย่างบูรณาการ และการป้องกันยาเสพติด 2) ผลสัมฤทธิ์ตามมาตรการการป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่เทศบาลเมืองพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมของประชาชน การป้องกันยาเสพติดอย่างเหมาะสมเป็นรูปธรรม และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้านและชุมชน และ3) ความสัมพันธ์อิทธิพลของผู้นำชุมชนที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ตามมาตรการการป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่เทศบาลเมืองพระประแดง อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณอิทธิพลของผู้นำชุมชนมีต่อผลสัมฤทธิ์ตามมาตรการการป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่เทศบาลเมืองพระประแดง มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 88.00 (R<sup>2</sup>=.880) และผลการทดสอบสมมติฐานอิทธิพลของผู้นำชุมชน พบว่า มีผลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ตามมาตรการการป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่เทศบาลเมืองพระประแดง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> อารีย์วรรณ จีระประกอบชัย ธีรพล กาญจนากาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 226 238 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2615 <p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และเพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 โดยพิจารณาจำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 285 คน ผู้วิจัยประเมินขนาดตัวอย่างโดยอ้างอิงเกณฑ์ของ Krejcie และ Morgan จากนั้นจึงดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มเชิงชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วยแบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคอร์ท แบบสอบถามมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นที่ 0.720 สำหรับข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และกรณีที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยจึงดำเนินการทดสอบความแตกต่างรายคู่เพิ่มเติมผ่านเกณฑ์ของ Scheffé</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา และด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและมาตรฐานการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาเป็นด้านการวัดและประเมินผล และด้านการจัดการเรียนการสอน ขณะที่ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด นอกจากนี้ ผลเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงาน พบว่าโดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน</p> ชมนภัส ผ่องปัญญา อำนวย มีราคา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 239 249 แนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 4 เขานางนอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2667 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาแนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview Guide) และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน มีผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 5 คน โดยการใช้สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 4 เขานางนอน พบว่า แม้สถานศึกษาจะดำเนินงานครบทั้ง 5 ด้านตามกรอบระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แต่การดำเนินงานยังขาดความเป็นระบบ เนื่องจากการจัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบเอกสาร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยังไม่เป็นระบบและไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การที่ครูมีภาระงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้การติดตามนักเรียนขาดความต่อเนื่อง อีกทั้งการประสานงานกับผู้ปกครองและหน่วยงานภายนอกยังขาดความเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนยังไม่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการรายบุคคลอย่างเต็มศักยภาพ 2) ผลการศึกษาแนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลและการคัดกรองนักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบคลาวด์คอมพิวติงในการรวบรวม วิเคราะห์ และจัดเก็บข้อมูลเพื่อจำแนก ความเสี่ยงและวางแผนช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน จัดกิจกรรมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง การป้องกันและแก้ไขปัญหา ใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารและให้คำปรึกษา และการส่งต่อนักเรียน มีการประสานงานผ่านระบบออนไลน์พร้อมทั้งจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลกลาง ทั้งนี้ได้บูรณาการกับหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ การใช้วาจาที่สุภาพ การช่วยเหลืออย่างจริงจัง และการปฏิบัติอย่างเสมอภาค ส่งผลให้การดำเนินงานมีความเป็นระบบ โปร่งใส และสอดคล้อง กับบริบทในยุคดิจิทัล 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในยุคดิจิทัล ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 4 เขานางนอน สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีความเป็นประโยชน์</p> อมรรัตน์ สังข์ทอง มะลิวัลย์ โยธารักษ์ พระครูพิจิตรศุภการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 250 263 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำตนเองของครู https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2592 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำตนเองของครู โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยกำหนดกรอบแนวคิดจาก Manz และ Sims (2001) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถเสริมสร้างภาวะผู้นำตนเองของครู 7 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการทำให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง ผู้บริหารควรส่งเสริม การมีส่วนร่วมของครูในการกำหนดเป้าหมาย วางแผน และประเมินงานของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการกำกับและพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ 2. ด้านการแสดงเป็นแบบอย่างในการเป็นผู้นำตนเอง ผู้บริหารควรปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างด้านวินัย ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความเชื่อมั่นให้ครูพัฒนาตนเอง 3. ด้านการกระตุ้นให้ตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง ผู้บริหารควรใช้กระบวนการโค้ชและการให้คำปรึกษาเพื่อส่งเสริมให้ครูกำหนดเป้าหมายการทำงานด้วยตนเอง อันจะช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจภายใน 4. ด้านการสร้างรูปแบบความคิดทางบวก ผู้บริหารควรสร้างบรรยากาศ การทำงานเชิงบวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของครู 5. ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดภาวะผู้นำตนเอง ผู้บริหารควรออกแบบโครงสร้างและกระบวนการทำงานที่เอื้อต่อการมอบอำนาจและการกำกับตนเอง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความเป็นเจ้าของงานของครู 6. ด้านการสนับสนุนให้เกิดผู้นำตนเองโดยการสร้างทีมงาน ผู้บริหารควร ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำตนเองควบคู่กับภาวะผู้นำร่วมในองค์กรและ7. ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดวัฒนธรรมของผู้นำผู้บริหารควรมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้คุณค่ากับความเป็นผู้นำในทุกระดับ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> ศุภวรรณ หลำผาสุข พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 264 272 การพัฒนารูปแบบการบริหารและกระบวนการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทั้งโรงเรียนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนบ้านสว่างโนนสวาง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2621 <p> การพัฒนารูปแบบการบริหารและกระบวนการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทั้งโรงเรียนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนบ้านสว่างโนนสวาง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนารูปแบบ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารและกระบวนการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (SLC) 3) ทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น และ 4) ประเมินผลรูปแบบเพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนบ้านสว่างโนนสวาง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ดำเนินการใน 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 189 คน ประกอบด้วย ครูและบุคลากรทางการศึกษา 11 คน นักเรียน 124 คน ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษา 47 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยผู้ทรงคุณวุฒิของรูปแบบการบริหาร SLC แบบสังเกตการสอน แบบสังเกตการประชุม แบบสังเกตบรรยากาศในโรงเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview Guide) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง t-test (Paired Sample t-test) และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ พบว่า สภาพการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในปัจจุบันยังขาดความต่อเนื่องและขาดระบบการสนับสนุนที่ชัดเจน ครูมีความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการทำงานร่วมกันเป็นทีมในระดับมาก เพื่อแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 2) ผลการพัฒนารูปแบบ พบว่า รูปแบบการบริหารและกระบวนการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (SLC) ที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมและเป็นระบบ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Product) ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริงในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่าภายหลังการใช้รูปแบบ ครูมีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โดยพบว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรม SLC มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับสมรรถนะครู (r = .889) และสมรรถนะครูส่งผลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน (r = .758) 4) ผลกรประเมินรูปแบบ พบว่า ผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากถึงมากที่สุด โดยครูมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (X= 4.66) ผู้ทรงคุณวุฒิมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (X= 4.71) และผู้ปกครองรวมถึงคณะกรรมการสถานศึกษามีความพึงพอใจ ในระดับมาก (X= 4.45) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พลวรรธน์ ภัทรวัชชรวีร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 273 283 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2618 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้โรงเรียน ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 โดยจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารและครูผู้สอน รวมทั้งสิ้น 285 ท่าน ซึ่งผ่านการคำนวณขนาดตัวอย่างตามเกณฑ์ของ Krejcie &amp; Morgan และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม ซึ่งรวมทั้งรูปแบบ Checklist และมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.720 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงสถิติอ้างอิงอย่าง t-test (Independent Samples), F-test (One-way ANOVA) และการทดสอบรายคู่ด้วยเทคนิคของ Scheffe</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 มีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์อยู่ในเกณฑ์ มาก รายด้านองค์ประกอบที่มีระดับคะแนนสูงสุด คือ ด้านความเข้าใจและความคิดในระดับสูง ตามมาด้วยด้านการสร้างวิสัยทัศน์ และด้านการประยุกต์ปัจจัยต่างๆ สู่การกำหนดกลยุทธ์ ส่วนด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยลำดับสุดท้าย คือ ด้านการคิดเชิงปฏิวัติ ผลการเปรียบเทียบ เมื่อจำแนกตามเพศ พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลับพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในภาพรวม</p> อัมรา มั่งมี อำนวย มีราคา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 284 296 การรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้สูงอายุในจังหวัดมหาสารคาม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2779 <p> วิจัยเรื่องการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะผู้สูงอายุใน จังหวัดมหาสารคาม มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะผู้สูงอายุ2) เพื่อพัฒนาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้สูงอายุในจังหวัดมหาสารคามโดยใช้หลักธรรม และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะผู้สูงอายุในจังหวัดมหาสารคาม การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ นักวิชาการด้านสาธารณสุข นักประชาสัมพันธ์ จังหวัดมหาสารคาม นักวิชาการด้านคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ นักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดมหาสารคาม และประธานสมาคมผู้สูงอายุจังหวัดมหาสารคาม รวมทั้งสิ้น 5 คน โดยมีเครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะผู้สูงอายุในจังหวัดมหาสารคามในภาพรวมทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก (X = 3.65, S.D. 0.40) เมื่อพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย อันดับแรก คือ ทักษะในการเข้าถึงสื่อ (X = 3.79, S.D. 0.76) ทักษะการวิเคราะห์ (X = 3.67, S.D. 0.53) ทักษะการสร้างสรรค์ (X = 3.57, S.D. 0.46) และทักษะการประเมินสื่อ (X = 3.55, S.D. 0.47) ตามลำดับ และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ทุกคนเห็นตรงกันว่า การรู้เท่าทันสื่อเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจึงควรมีความสามารถในการตรวจสอบข้อมูล แยกแยะข่าวจริง-ข่าวปลอม เข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อ และตระหนักถึงผลกระทบของการส่งต่อข้อมูลที่ไม่เหมาะสม 2. พัฒนาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้สูงอายุในจังหวัดมหาสารคามโดยใช้หลักไตรสิกขา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.64, S.D. 0.41) เมื่อพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย อันดับแรก คือ สุขภาวะกาย (X = 3.68, S.D. 0.45) รองลงมา ได้แก่ สุขภาวะใจ (X = 3.61, S.D. 0.39) สุขภาวะทางสังคม (X = 3.61, S.D. 0.39) และส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ สุขภาวะทางปัญญา (X = 2.79, S.D. 0.42) ตามลำดับ และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ มีความเห็นว่าการพัฒนาการใช้สื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุโดยใช้หลักธรรม ได้แก่ สติ ปัญญา เมตตา กรุณา ส่งผลให้ผู้สูงอายุใช้สื่ออย่างระมัดระวัง แบ่งปันเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ปรับตัวกับเทคโนโลยีได้ดีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและสุขภาวะที่ดีทั้งต่อตนเองและชุมชน 3.นำเสนอแนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะผู้สูงอายุในจังหวัด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.66, S.D. 0.43) และมีข้อเสนอแนะ ควรมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้ด้านการใช้สื่อออนไลน์แก่ผู้สูงอายุ รองลงมาจัดอบรมการใช้สื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชน และให้ลูกหลานที่ใกล้ชิดคอยสอนและแนะนำ และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ คือ สร้างชุมชนการเรียนรู้ผ่านกลุ่มออนไลน์ใช้แพลตฟอร์มที่ผู้สูงอายุใช้งานอยู่แล้ว เช่น LINE หรือ Facebook Group ตั้งทีมผู้ดูแล (อสม. จนท. สาธารณสุข นักวิชาการ) เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ และแก้ปัญหา</p> พัชรี ศิลารัตน์ พระครูอนุกูลปริยัติการ ศิลป์ ชื่นนิรันดร์ ณรงค์ ภูเยี่ยมจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 297 310 รูปแบบองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูงที่มีผลต่อการพัฒนาประสิทธิผลขององค์การคลังสินค้า https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2815 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการบริหารผลการปฏิบัติงาน องค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง และประสิทธิผลองค์การองค์การคลังสินค้า (2) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างการบริหารผลการปฏิบัติงาน องค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง และประสิทธิผลองค์การขององค์การคลังสินค้า (3) ศึกษาความสามารถในการอธิบายและทำนายของการบริหารผลการปฏิบัติงาน และองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูงต่อประสิทธิผลขององค์การคลังสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรขององค์การคลังสินค้าจำนวน 250 คน และใช้แบบ สอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบขององค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง ได้แก่ การมุ่งเน้นผู้รับบริการ การมุ่งเน้นผลลัพธ์ ความรับผิดชอบ ความยืดหยุ่นและนวัตกรรม ภาวะผู้นำ และการพัฒนาบุคลากรล้วนมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อประสิทธิผลขององค์การคลังสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ประสิทธิผลขององค์การยังสะท้อนจากความสามารถในการบรรลุเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการสร้างความสมดุลระหว่างผู้มีส่วนได้เสีย ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า ควรส่งเสริมการพัฒนาภาวะผู้นำ การจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ การสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการ เพื่อยกระดับขีดสมรรถนะขององค์การและเพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง</p> ธีรพล กาาญจนากาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 311 323 การบริหารจัดการองค์กรตามแนวพุทธเพื่อส่งเสริมปัญญาและคุณธรรมในสังคมไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2583 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการบริหารจัดการองค์กรตามแนวพุทธเพื่อส่งเสริมปัญญาและคุณธรรมของสังคมไทย สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อันเกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการแข่งขันที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมถอยทางคุณธรรม จริยธรรม และการใช้ปัญญาอย่างไม่สมดุล หลักการบริหารจัดการตามแนวพุทธ และแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธศาสนาในการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมในสังคมไทย โดยอาศัยหลักพุทธธรรมสำคัญ คือ พรหมวิหาร 4 เป็นกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการ ชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการเชิงพุทธเป็นกระบวนการที่มุ่งพัฒนามนุษย์ทั้งด้านความรู้ ความคิด จิตใจ และพฤติกรรมอย่างบูรณาการ ซึ่งสามารถนำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่มีปัญญาและคุณธรรม</p> พระครูภาวนาวชิรคุณ พระอธิการชาญฤทธิ์ ธมฺมานนฺโท (ศรีจันทร์) ปรธภร ปุระกัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 324 334 การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2456 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมุ่งเน้นให้ครูสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ซึ่งครูมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนในยุคดิจิทัล ดังนั้น การพัฒนาและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของครูจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งมีองค์ประกอบในการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของครู ประกอบด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อออกแบบการเรียนการสอน การเข้าถึง และการจัดการข้อมูล การวัดและประเมินผล และการสร้างเครือข่ายชุมชนออนไลน์ โดยการพัฒนาครูจากปัจจัยเชิงสาเหตุ ที่ส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของครู ประกอบด้วย ปัจจัยภายในสถานศึกษา ได้แก่ การจัดการโรงเรียน (School Management) ความพร้อมของนักเรียน ความพร้อมด้านอุปกรณ์เทคโนโลยี และการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีของผู้บริหาร ปัจจัยภายนอกสถานศึกษา ได้แก่ ความพร้อมของครอบครัวนักเรียน ระบบสนับสนุนการเรียนการสอน และการสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัด และปัจจัยด้านครู ได้แก่ ความพร้อมของครู ทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งครูระดับประถมศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเป็นต้องปรับตัวและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้จะช่วยให้ครูมีทักษะและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> ปราณี นิลเหม ศักดิ์ชัย นิรัญทวี อัจฉรา วัฒนาณรงค์ โกศล มีคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 335 347 การจัดการศึกษาเชิงพุทธเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักพระพุทธศาสนา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2582 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการศึกษาเชิงพุทธเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักพระพุทธศาสนา โดยวิเคราะห์แนวทางการบูรณาการหลักธรรมเข้ากับกระบวนการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการบริหารจัดการศึกษา ในยุคปัจจุบันสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ส่งผลต่อค่านิยมและพฤติกรรมของผู้เรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านความรู้ สติปัญญา และคุณธรรมจริยธรรม การจัดการศึกษาเชิงพุทธจึงเป็นแนวทางสำคัญที่นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ และความคิดของผู้เรียน เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม มีสติและคุณธรรมเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต การจัดการศึกษาเชิงพุทธยึดหลักการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม โดยใช้หลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ควบคู่กับหลักภาวนา 4 คือ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา เพื่อพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านกาย จิตใจ และสติปัญญา พร้อมทั้งส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผลตามหลักโยนิโสมนสิการ และการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เช่น ค่ายคุณธรรม การฝึกสมาธิ และกิจกรรมจิตอาสา การจัดการศึกษาเชิงพุทธช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีวินัย ความรับผิดชอบ เมตตา และสามารถคิดอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข สามารถดำรงชีวิตและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างยั่งยืน</p> ปรธภร ปุระกัน พระอธิการชาญฤทธิ์ ธมฺมานนฺโท (ศรีจันทร์) พระครูภาวนาวชิรคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 348 357 หลักอริยสัจ 4: การยุติความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศอิหร่าน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2682 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบทความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศอิหร่านและนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 ในฐานะกรอบยุทธศาสตร์เพื่อคลี่คลายปัญหาที่หยั่งรากจากกิเลส 3 ประการ คือ โลภะ โทสะ และโมหะ เพื่อเป้าหมายในการสถาปนาสันติภาพยั่งยืนผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่าสภาวะ ทุกข์ (Dukkha) หรือวิกฤตการณ์ที่ปรากฏเป็นความตึงเครียดเชิงโครงสร้างภายใต้ระบอบสาธารณรัฐอิสลามหลังปี 1979 นั้น สะท้อนผ่านการผูกขาดอำนาจแบบศาสนาธิปไตย การจำกัดพื้นที่ทางความคิดเสรี การปราบปรามภาคประชาชน ตลอดจนความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจจากภาวะเงินเฟ้อและมาตรการคว่ำบาตรสากล ซึ่งมี สมุทัย (Samudaya) หรือมูลเหตุแห่งปัญหาอยู่ที่การขับเคลื่อนของอกุศลมูล ได้แก่ โลภะ (การผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์กลุ่มทุน) โทสะ (ความหวาดระแวงและวาทกรรมแบ่งขั้วที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง) และโมหะ (การยึดติดในชุดอุดมการณ์ที่แข็งตัวจนขาดการรับรู้ความจริงเชิงประจักษ์) การบรรลุถึงนิโรธ (Nirodha) หรืออุดมคติแห่งความดับทุกข์ทางการเมือง จึงต้องมุ่งไปที่การสลายต้นเหตุเชิงโครงสร้างผ่านการกระจายอำนาจ การสร้างสถาบันตรวจสอบที่โปร่งใส และการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมี มรรค (Magga) เป็นแนวทางปฏิบัติอันเป็นระบบผ่านมรรคมีองค์ 8 ในเชิงนโยบาย ได้แก่ การยอมรับข้อเท็จจริงทางสังคมและลดอคติด้วยข้อมูลอิสระ (สัมมาทิฏฐิ) การสร้างเจตจำนงปฏิรูปผ่านกระบวนการสันติ (สัมมาสังกัปปะ) การยุติวาทกรรมสร้างความเกลียดชังเพื่อเปิดพื้นที่สนทนาที่เคารพกัน (สัมมาวาจา) การยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและยุติการปราบปราม (สัมมากัมมันตะ) การปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นธรรมและปราศจากการคอร์รัปชัน (สัมมาอาชีวะ) การพัฒนากลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างต่อเนื่อง (สัมมาวายามะ) การรับรู้และเยียวยาบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของประชาชน (สัมมาสติ) และการกำหนดนโยบายความมั่นคงระยะยาวที่มุ่งเน้นสันติภาพเชิงบวก (สัมมาสมาธิ) ซึ่งการบูรณาการกลไกทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้กำลังอำนาจไปสู่กระบวนการธรรมาภิบาลที่สอดคล้องกับพลวัตของโลกสมัยใหม่</p> พระมหาสถิตย์ สุทฺธิมโน (ราชวงศ์) พระไกรสร สุมโน (กันมา) พระครูปริยัติจันทบัณฑิต (สินนา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 4 1 358 368