วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR <p><strong>ISSN:</strong> 2985-2838 (Print) </p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม– สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญาศาสนา ภาษาบาลีสันสฤต การศึกษาเชิงประยุกต์ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม รวมถึงสหวิทยาการอื่นๆ ของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>คำชี้แจงในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p>1. บทความที่ส่งมารับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งวิชาการอื่นๆ</p> <p>2. ทุกบทความจะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ <strong>จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน และมิได้อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้ตีพิมพ์บทความ</strong> ในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blinded)</p> <p>3. ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันด้วยประการใดๆ ทั้งปวง</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่: </strong></p> <p>วารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความละ 3,500 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมิน ในกรณีที่บรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หรือกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกบทความเองจะคืนค่าตีพิมพ์ แต่หากมีการส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ววารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียม</p> สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย th-TH วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ 2985-2838 การพัฒนาคู่มือระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนบ้านทุ่งเกราะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2700 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานตามระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านทุ่งเกราะ 2) พัฒนาคู่มือระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 3) ประเมินคู่มือระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนบ้านทุ่งเกราะ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 15 คน เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ผู้เชี่ยวชาญการสร้างคู่มือ จำนวน 5 รูป/คน และประเมินคู่มือ จำนวน 17 คน เครื่องมือประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินคู่มือ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานตามระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านทุ่งเกราะ ยึดนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นแนวทางหลัก นำมาปรับใช้กับบริบทของโรงเรียน มีนโยบายในทางปฏิบัติยังพบอุปสรรคสำคัญ คือ ขาดการมีส่วนร่วมจากนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่ายภายนอก ครู และนักเรียนยังขาดความรู้ ความเข้าใจหรือตระหนักในการดูแลความปลอดภัย และทักษะในการป้องกันภัยในสถานศึกษา สถานศึกษายังไม่มีระบบการประชาสัมพันธ์ข้อมูล แจ้งข่าว เตือนภัย และรับแจ้งเหตุหรือร้องเรียนที่ทันสมัย และงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดซื้ออุปกรณ์ดูแลสุขภาวะของนักเรียน มีการดำเนินงานระบบความปลอดภัยในสถานศึกษา มีการวางมาตรการป้องกันภัยทั้ง 4 ด้าน คือ 1. ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ 2. ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ 3. ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ 4. ภัยที่เกิดจากผลกระทบทางสุขภาวะทางกาย และจิตใจ 2) คู่มือระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. บทนำ 2. วัตถุประสงค์ 3. คำจำกัดความ 4. โครงสร้างหน้าที่ความรับผิดชอบ 5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน 6. เอกสารอ้างอิง โดยนำหลักธรรมอิทธิบาท 4 บูรณาการในคู่มือระบบความปลอดภัย ประกอบด้วย 1. ฉันทะ 2. วิริยะ 3. จิตตะ 4. วิมังสา 3) ผลการประเมินคู่มือระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนบ้านทุ่งเกราะ โดยผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 17 คน พบว่า คู่มือมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สามารถนำไปใช้ได้ โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 4.84 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> กิตตินันท์ ธรฤทธิ์ พระครูพิจิตรศุภการ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ อภิจิตร์ ณ นคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 1 12 การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2673 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE 2. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE กับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยา ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจงจำนวน 1 ห้องเรียน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE จำนวน 21 คน และได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 39 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองจำนวน 11 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 50 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาที่มีค่าความเชื่อมั่นที่คำนวณจาก α เท่ากับ .89 สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทีใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือทีใช้ในการวิจัยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE ใช้สำหรับพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยา ที่แบ่งการจัดการเรียนรู้เป็น 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (S) 2) ขั้นการสร้างแรงจูงใจ (M) 3) ขั้นการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน (I) 4) ขั้นเรียนรู้ร่วมกัน (L) และ 5) ขั้นประเมินผล (E) จากการประเมินพบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมรวม 4.69 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.31 2. ได้ศึกษาผลการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMILE หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE ทำให้เด็กมีพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งรายด้าน ทุกด้าน คือ ด้านความฉลาดทางอารมณ์ภายในตนเอง และด้านความฉลาดทางอารมณ์ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และโดยรวม ทั้งรายด้าน ทุกด้าน คือ ก่อน (t =-.24) และหลังได้รับการจัดการเรียนรู้กลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ SMILE มีพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งรายด้านทุกด้านและโดยรวม (t=17.60) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SMILE มีความเหมาะสมและนำไปใช้พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาคำวิทยาได้อย่างมั่นใจ</p> รุ่งลาวรรณ์ สมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 13 23 การบริหารงานบุคคลตามหลักบารมี 6 ของสถานศึกษาในเครือข่ายสถานศึกษาจุฬาภรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2677 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาในเครือข่าย สถานศึกษาจุฬาภรณ์ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักบารมี 6 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักบารมี 6 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนการศึกษาสภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ขั้นตอนการศึกษา แนวทาง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน และขั้นตอนการนำเสนอและประเมินแนวทาง ใช้การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาในเครือข่ายสถานศึกษาจุฬาภรณ์ การดำเนินงานยังมีข้อจำกัดในกระบวนการบริหาร โดยมีสาเหตุหลักจากจำนวนครูที่ไม่เพียงพอ ภาระงานของครูที่สูง การโยกย้ายครูระหว่างปีการศึกษา ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเทคโนโลยี ทั้งนี้ สถานศึกษาขนาดเล็กยังต้องรับภาระงานในระดับใกล้เคียงกับสถานศึกษาขนาดใหญ่ แต่มีทรัพยากรจำกัดกว่า อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลโดยรวม 2) การศึกษาแนวทาง พบว่า การบูรณาการหลักบารมี 6 ในการบริหารงานบุคคลครอบคลุมทุกขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การจัดบุคลากร การพัฒนา การธำรงรักษา และการประเมินผล โดยใช้หลักทานในการสนับสนุนบุคลากรศีลในการยึดความเป็นธรรม ขันติในการยอมรับความแตกต่าง วิริยะในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สมาธิในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ และปัญญาในการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ส่งผลให้การบริหารงานบุคคลมีความเป็นระบบ โปร่งใส คำนึงถึงศักยภาพมนุษย์ และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน 3) การนำเสนอและประเมินแนวทาง พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนมีความเห็นว่า มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา</p> อภิรักษ์ พิณทอง พระครูเขมธรรมโฆษิต บุญเลิศ วีระพรกานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 24 35 ความผูกพันต่อองค์กรของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาสหวิทยาเขตวังบูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2820 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความผูกพันต่อองค์กรของครู และ 2) แนวทาง การพัฒนาความผูกพันต่อองค์กรของครูที่มีต่อโรงเรียนมัธยมศึกษาสหวิทยาเขตวังบูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคลและขนาดสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสหวิทยาเขตวังบูรพา จำนวน 217 คนซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบ เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.6-1 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.906 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ศึกษาความผูกพันต่อองค์กรของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาสหวิทยาเขตวังบูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนา ความผูกพันต่อองค์กรของครู จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคลและขนาดสถานศึกษา พบว่า 1) ด้านความ เชื่อมั่นอย่างสูงในการยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์กร 2) ด้านการเข้ามามีส่วนร่วมในองค์กร3) ด้านความภักดีต่อองค์กร 4) ด้านความภาคภูมิใจในองค์กรและยอมรับของเป้าหมายขององค์กร และ 5) ด้านความต้องการเป็นสมาชิกขององค์กร ทั้งยินดีปฏิบัติงานเกินหน้าที่เพื่อประโยชน์ของโรงเรียนโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาความผูกพันต่อองค์กรของครูให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> ฐายิกา สอนราษฎ์ พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 36 48 วิเคราะห์อัปปมาทธรรมเพื่อสนับสนุนการประพฤติพรหมจรรย์ของภิกษุในคัมภีร์พุทธศาสนา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2715 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาหลักอัปปมาทธรรมในพระพุทธศาสนา 2) ศึกษาหลักการประพฤติพรหมจรรย์ของภิกษุ และ 3) วิเคราะห์อัปปมาทธรรม เพื่อสนับสนุนการประพฤติพรหมจรรย์ของภิกษุในพระพุทธศาสนา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) จากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา หนังสือวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงพุทธศาสนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อัปปมาทธรรมจัดเป็นหลักธรรมว่าด้วยความไม่ประมาท ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ สติ สัมปชัญญะ ความเพียร และปัญญา หลักธรรมดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการกำกับ ควบคุมกาย วาจา และใจ ให้ดำเนินไปตามพระธรรมวินัย อันเป็นพื้นฐานของการดำรงพรหมจรรย์ของภิกษุ ในขณะที่การประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาเป็นวิถีชีวิตที่มุ่งสู่ความบริสุทธิ์และความหลุดพ้น โดยมีศีล สมาธิ และปัญญาเป็นองค์ประกอบสำคัญ การวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์พบว่า อัปปมาทธรรมมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการประพฤติพรหมจรรย์ของภิกษุใน 4 มิติ ได้แก่ (1) เป็นรากฐานของการเจริญสติและปัญญา (2) เป็นเครื่องป้องกันกิเลสที่เป็นอุปสรรคต่อการประพฤติพรหมจรรย์ (3) เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดความเพียรในการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง และ (4) เป็นหลักประกันความมั่นคงของการรักษาพระธรรมวินัย ด้วยเหตุนี้ อัปปมาทธรรมจึงถือเป็นแก่นธรรมที่ช่วยให้การประพฤติพรหมจรรย์ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ และนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ มรรค ผล และนิพพาน</p> พระประดิษฐ ปญฺญาวโร (ฟ้าธรณีแสง) พระศรีสัจญาณมุนี พูนศักดิ์ กมล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 49 57 การบริหารงานวิชาการกับการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของครูสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2718 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการ 2) ศึกษาระดับกิจกรรม พัฒนาผู้เรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู วิทยฐานะชำนาญการ พิเศษ (คศ.3) จำนวน 152 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวม อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือ การนิเทศการศึกษา รองลงมา คือ การพัฒนาหลักสูตร การวัดและประเมินผล และอันดับสุดท้าย คือ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตามลำดับ 2) การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก เมื่อจำแนกเป็นรายกิจกรรม พบว่า อันดับที่ 1 คือ กิจกรรม เพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ รองลงมา คือ กิจกรรมนักเรียน และอันดับสุดท้าย คือ กิจกรรมแนะแนว ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของครูสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 พบว่า การพัฒนาหลักสูตร การนิเทศการศึกษา การวัดและประเมินผลการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.871 และสามารถอธิบายความผันแปรของการบริหารงานวิชาการกับการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของครูสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01ได้ร้อยละ 75.90 (R2=0.759) และผลการทดสอบสมมติฐาน การบริหารงานวิชาการกับการจัด กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พบว่า ทุกสมมติฐานมีความสอดคล้อง และพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ศุภโชค สีทา โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 58 68 แนวทางการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของโรงเรียนวัดหน้าเขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2758 <p> งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาของโรงเรียนวัดหน้าเขา 2) ศึกษาแนวทางการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนการศึกษาสภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ขั้นตอนการศึกษาแนวทาง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน และขั้นตอนการนำเสนอแนวทางใช้การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า การดำเนินงานยังขาดความต่อเนื่องและระบบที่เป็นเอกภาพ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและสื่ออุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอ ภาระงานของบุคลากรมีจำนวนมากส่งผลต่อการจัดสรรเวลาในการจัดกิจกรรมบูรณาการ รวมถึงการประสานงานกับภาคีเครือข่ายชุมชนยังไม่สม่ำเสมอทำให้การขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นในบางส่วนไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของผู้เรียน 2) การศึกษาแนวทาง พบว่า ขั้นตอนการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยการวางแผนและการจัดการ การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายและการประสานงาน และการประเมินผล และการปรับปรุง โดยบูรณาการองค์ประกอบ 3 หลักการ 2 เงื่อนไข ผ่านหลักสัปปุริสธรรม 7 ในทุกขั้นตอน คือ การรู้จักเหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน และบุคคล เข้ากับงานทั้ง 4 ฝ่ายของโรงเรียน ส่งผลให้กระบวนการบริหารมีความรอบคอบ มีเหตุผลกำกับ และสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าภายใต้บริบทของสถานศึกษา 3) การนำเสนอและประเมินแนวทาง พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นพ้องสอดคล้องกันว่า แนวทางการบริหารศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับสถานศึกษาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบที่ยั่งยืน</p> พัธรา หนูน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 69 78 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2746 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคลในโรงเรียน 4) ศึกษาตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคลในโรงเรียน โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันในทางบวกอยู่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 4) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 ตัวพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่ใช้ในการพยากรณ์ คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านความยืดหยุ่น และด้านการทำงานเป็นทีม สามารถร่วมกันทำนายการบริหารงานบุคคลในโรงเรียน ได้ร้อยละ 84.4 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Y ̂ = 0.313 + 0.343(X<sub>4</sub>) + 0.307(X<sub>2</sub>) + 0.285(X<sub>5</sub>) และสมการพยากรณ์ใน รูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z ̂ <sub>Y</sub>= 0.349Z<sub>x4</sub> + 0.303Z<sub>x2</sub> + 0.296Z<sub>x5</sub></p> ชนุวดี แอเด็น บุญส่ง ทองเอียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 79 91 ความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2747 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และลำดับความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในกรุงเทพมหานครสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 44 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูระดับประถมศึกษา รวม 88 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ลำดับความต้องการจำเป็นด้วยดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาลำดับความต้องการจำเป็น พบว่า องค์ประกอบที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์ รองลงมา ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วม ด้านวิสัยทัศน์ต่อการเปลี่ยนแปลง ด้านการบริหารความเสี่ยง และด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้บริหารจะมีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง แต่ยังคงมีช่องว่างในการพัฒนาในบางองค์ประกอบ โดยเฉพาะด้านการคิดสร้างสรรค์ ด้านการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วม และด้านวิสัยทัศน์ต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารในมิติดังกล่าว ผ่านการฝึกอบรม การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และการสนับสนุนทรัพยากรที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการวางแผนพัฒนาและยกระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในปัจจุบันและอนาคต อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> ณชนก หล่อสมบูรณ์ สาลินี มีเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 92 101 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2734 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนขยายโอกาส 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ เชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนขยายโอกาส และ 4) ตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนขยายโอกาส เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายแบบจับฉลาก จำนวน 205 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .989 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนขยายโอกาส โดยรวมอยู่ในระดับมาก3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนขยายโอกาส โดยรวมมีความสัมพันธ์ในทางบวกอยู่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .001 4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์เชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนขยายโอกาส ได้แก่ ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ และด้านการควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์ โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 72.7 (R<sup>2</sup>=.727) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ = Y ̂1.291 + 0.257X<strong><sub>3</sub></strong>+ 0.240X<strong><sub>1</sub></strong> + 0.145X<strong><sub>4</sub></strong> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z ̂<sub>Y</sub>= 0.365Zx<sub>3 </sub>+ 0.335Zx<sub>1</sub>+ 0.202Zx<sub>4</sub></p> นาวี บุญเทียม สันติ อุนจะนำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 102 113 การบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2763 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศ ตามหลักพรหมวิหาร 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศตามหลักพรหมวิหาร 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview Guide) และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน มีผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 5 รูป/คน โดยการใช้สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศ ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่ พบว่า มีการบูรณาการ เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ แต่มีข้อจำกัดด้านเสถียรภาพอินเทอร์เน็ต ความซ้ำซ้อนของระบบที่เพิ่มภาระงาน และทักษะดิจิทัลของบุคลากรที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการนำสารสนเทศไปใช้ในการตัดสินใจยังทำได้ไม่เต็มที่ทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง 2) ผลการศึกษาแนวทางการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศตามหลักพรหมวิหาร 4 พบว่า สถานศึกษาดำเนินการผ่านกระบวนการระบบสารสนเทศ 6 ขั้นตอน คือ การเก็บรวบรวม การตรวจสอบ การประมวลผล การจัดเก็บ การวิเคราะห์ และการนำข้อมูลไปใช้ โดยบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 คือ เมตตาและกรุณาในการเข้าถึงปัญหา อุเบกขาในการประมวลผลข้อมูลอย่างเที่ยงตรงเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็ก และมุทิตาในการยินดีกับความสำเร็จของนักเรียน ส่งผลให้กระบวนการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนทั้ง 5 ด้าน คือ การรู้จักนักเรียนรายบุคคล การคัดกรอง การส่งเสริมและพัฒนา การป้องกันและแก้ไขปัญหา และการส่งต่อ มีความแม่นยำ ทันสมัย พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียนได้อย่างยั่งยืนตามบริบทของสถานศึกษา 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศ ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นว่ามีความเป็นไปได้ มีความเหมาะสม และมีความเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ยั่งยืน</p> กรองกาญจน์ แก้วเชิด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 114 126 พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2764 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และ 3) ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน กลุ่มตัวอย่าง คือ หัวหน้าครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไม้งาม จำนวน 320 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะทั้งในระดับนโยบาย การปฏิบัติ จำนวน 15 คน ได้แก่ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 5 คน ผู้นำชุมชน จำนวน 4 คน ผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดการขยะ จำนวน 3 คน และตัวแทนประชาชนในพื้นที่ จำนวน 3 คน ผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\chi&amp;space;&amp;space;&amp;space;&amp;space;" alt="equation" />= 3.67) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการหลีกเลี่ยงวัสดุที่ทำลายยาก โดยทำตนเป็น แบบอย่างและสร้างพฤติกรรมสุขภาพในชุมชน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\chi&amp;space;&amp;space;&amp;space;&amp;space;" alt="equation" />= 3.81) รองลงมา คือ ด้านการลดการเกิดขยะมูลฝอย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\chi&amp;space;&amp;space;&amp;space;&amp;space;" alt="equation" />= 3.64) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการนำกลับมาใช้ใหม่ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\chi&amp;space;&amp;space;&amp;space;&amp;space;" alt="equation" />= 3.61) 2. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยภาพรวม พบว่า หัวหน้าครัวเรือนที่มีเพศต่างกัน มีพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนหัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีพฤติกรรม การจัดการขยะมูลฝอยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภูไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ป่าไม้งาม เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลดและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การส่งเสริมความรู้เรื่องการจัดการขยะตามหลัก 3Rs (Reduce Reuse Recycle) การจัดตั้งธนาคารขยะและการนำขยะอินทรีย์ มาทำปุ๋ยหมัก รวมทั้งการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดถังขยะ ระบบเก็บขนขยะ และกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ เพื่อให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในชุมชน</p> นัสพงษ์ กลิ่นจำปา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 127 139 การพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2766 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยผสานวิธี เก็บรวบรวมข้อมูลจากลุ่มตัวอย่างจำนวน 204 คน โดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่างแนวทาง 5 คน และการประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 20 รูป/คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพภาวะผู้นำดิจิทัล พบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านพัฒนาทักษะมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัล ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ มี 7 องค์ประกอบ คือ 1) คิดค้นแนวทางใหม่ๆ 2) เปิดโอกาสให้แสดงความคิดสร้างสรรค์ 3) ส่งเสริมวัฒนธรรมการคิดนอกกรอบ 4) กล้าเปิดรับวิธีการใหม่ๆ 5) สามารถเปลี่ยน วิกฤตให้เป็นโอกาส 6) ใช้นวัตกรรมพัฒนาองค์กร และ 7) สนับสนุนด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยนำหลักพรหมวิหาร 4 มาประยุกต์ใช้ ประกอบด้วย 1) เมตตา โดยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและวิสัยทัศน์ร่วม (องค์ประกอบที่ 2, 3) 2) กรุณา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาทักษะทางดิจิทัล (องค์ประกอบที่ 1, 5) 3) มุทิตา โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแรงจูงใจ (องค์ประกอบที่ 4, 7) และ 4) อุเบกขา เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลและตัดสินใจ (องค์ประกอบที่ 6) 3) การประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า เหมาะสม เป็นไปได้ เป็นประโยชน์ในการพัฒนาโดยมีค่าเฉลี่ย 4.99 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> กฤษฎา คงเพชร บุญเลิศ วีระพรกานต์ พระครูเขมธรรมโฆษิต อภิจิตร์ ณ นคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 140 148 วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2807 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับวัฒนธรรมองค์การโรงเรียน 2) ระดับประสิทธิผลโรงเรียน และ 3) วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 322 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .944 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณแบบมีลำดับขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับวัฒนธรรมองค์การโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านการทำงานร่วมกัน และด้านการพัฒนาวิชาชีพ โดยทั้ง 3 ตัวแปร มีอำนาจพยากรณ์ประสิทธิผลโรงเรียนได้ร้อยละ 42 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> พงศธร เฉลยทรง พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 149 159 การบริหารสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนในเครือข่ายบ้านส้อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2775 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของโรงเรียนในเครือข่ายบ้านส้อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2) ศึกษาแนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนในเครือข่ายบ้านส้อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารสภาพ แวดล้อมการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ของโรงเรียนในเครือข่ายบ้านส้อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน ผู้เชี่ยวชาญในการให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 5 รูป/คน สนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยและแบบประเมินการสนทนากลุ่ม</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาโรงเรียนในเครือข่ายบ้านส้อง มีการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและเรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและการลงมือปฏิบัติจริง ครูทำหน้าที่สนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดบรรยากาศ สื่อ แหล่งเรียนรู้ และเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมทั้งบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดจากผู้เรียนที่ขาดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความแตกต่างระหว่างผู้เรียนที่สูง ภาระงานครู และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เวลา และงบประมาณ รวมถึงทักษะของครูและความต่อเนื่องในการทำงานร่วมกับชุมชน ส่งผลให้การพัฒนาผู้เรียนยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง 2) แนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนในเครือข่ายบ้านส้อง ได้แก่ โดยมี 5 ขั้นตอนในการบริหาร คือ (1) การวางแผน (2) การจัดองค์การ (3) การจัดบุคคลเข้าทำงาน (4) การดำเนินงาน (5) การติดตามและประเมินผล โดยมีการบูรณาการตามหลักไตรสิกขา มาใช้ในการบริหารสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ดังนี้ ศีล คือ การฝึกหรือควบคุมพฤติกรรมให้มีระเบียบวินัย ผ่านการทำงานอย่างมีวินัย โปร่งใส และปฏิบัติตามระเบียบวาระและหน้าที่ของคณะทำงานอย่างเคร่งครัด สมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น มีความคิดแน่วแน่ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของผู้เรียน บริบทชุมชน และทรัพยากรที่มีอย่างตั้งใจและรอบด้าน ช่วยให้การกำหนดเป้าหมายและแนวทางพัฒนามีความชัดเจน สอดคล้อง และปฏิบัติได้จริง และปัญญา คือ การสร้างองค์ความรู้ผ่านการสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อออกแบบแผนพัฒนาที่ครอบคลุม และตัดสินใจ วิเคราะห์ความเหมาะสม และสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ของโรงเรียนในเครือข่ายบ้านส้อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นว่ามีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีความเป็นประโยชน์</p> จิตรานุช อินมัง พระครูพิจิตรศุภการ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 160 174 การให้บริการผู้สูงอายุด้านการจ่ายเบี้ยยังชีพในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลโพนสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2791 <p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การให้บริการผู้สูงอายุด้านการจ่ายเบี้ยยังชีพ 2) เปรียบเทียบการให้บริการผู้สูงอายุด้านการจ่ายเบี้ยยังชีพ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนวทางพัฒนาการให้บริการผู้สูงอายุด้านการจ่ายเบี้ยยังชีพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ (ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป) ที่ได้รับเบี้ยยังชีพ จำนวน 287 คน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรทาโร ยามาเน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.858 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. การให้บริการผู้สูงอายุด้านการจ่ายเบี้ยยังชีพในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลโพนสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&amp;space;&amp;space;" alt="equation" />= 3.83) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&amp;space;&amp;space;" alt="equation" />= 4.05) รองลงมา คือ ด้านการตอบสนองต่อผู้มารับบริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&amp;space;&amp;space;" alt="equation" />= 3.83) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการให้ความเชื่อมั่นต่อผู้รับบริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&amp;space;&amp;space;" alt="equation" />= 3.69) 2. ผลการเปรียบเทียบ โดยภาพรวม พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ อาชีพ และจำนวนสมาชิกในครอบครัวต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการให้บริการด้านการจ่ายเบี้ยยังชีพในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลโพนสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคายไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนวทางพัฒนาการให้บริการผู้สูงอายุด้านการจ่ายเบี้ยยังชีพในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลโพนสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ได้แก่ จัดเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เก้าอี้นั่งพัก ไม้เท้า รถเข็น และน้ำดื่ม เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยขณะรับบริการ</p> อาจินต์ รัตนะปุตโต โกศล สอดส่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 175 184 การบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2771 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 2) ศึกษาสภาพการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผล ต่อการปฏิบัติงานของครู และ 4) ศึกษาแนวทางในการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยระยะที่ 1 ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 229 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสอบถาม ระยะที่ 2 ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการบริหารทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการบริหารวิชาการตามหลักพรหมวิหาร 4 และด้านการบริหารงานบุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 ส่วนด้านการบริหารงบประมาณตามหลักพรหมวิหาร 4 มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) การปฏิบัติงานของครู ในสถานศึกษาขนาดเล็ก พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ด้านส่งเสริมการเรียนรู้ เอาใจใส่ และยอมรับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม และมีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ส่วนการพัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้ ทันสมัย และทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) การบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารวิชาการตามหลักพรหมวิหาร 4 การบริหารงบประมาณตามหลักพรหมวิหาร 4 การบริหารงาน บุคคลตามหลักพรหมวิหาร 4 และการบริหารทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 และ 4) แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 มีความครอบคลุมภารกิจหลักของสถานศึกษาและเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาขนาดเล็ก โดยเน้นการบริหารวิชาการเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด ควบคู่กับการบริหารงบประมาณ บุคลากร และการบริหารทั่วไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเอื้ออาทร ส่งผลให้ครูมีแรงจูงใจ มีความร่วมมือในการทำงาน และสามารถยกระดับการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ธานินทร์ สมัครแก้ว ปรีชา สามัคคี พระครูสุเมธปริยัติคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 185 199 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคใต้ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2792 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคใต้ 3) ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคใต้ 4) ตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคใต้ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนในศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคใต้ ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 191 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.982 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคใต้ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู พบความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคใต้ ได้แก่ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล โดยมีความสัมพันธ์ในทางบวกสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคใต้ได้ โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 30.9 (R<sup>2</sup> = .309) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Y ̂= 2.766 + 0.372(X<strong><sub>4</sub></strong>) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ z ̂= 0.537(X<sub>4</sub>)</p> อภิญญา ปานชาลี สันติ อุนจะนำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 200 209 แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนนบพิตำวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2804 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานกิจการนักเรียน 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการศึกษาสภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ขั้นตอนการศึกษาแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน และขั้นตอนการนำเสนอและประเมินแนวทาง ใช้การประชุมสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา มีการดำเนินงาน อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน การดำเนินงาน เป็นไปตามแผนที่กำหนด มีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านการประสานงานระหว่างฝ่ายงาน และข้อจำกัดด้านนโยบายและทรัพยากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงาน อีกทั้งสถานศึกษามีการบูรณาการการส่งเสริมวินัย คุณธรรม จริยธรรม ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งนำผลการประเมินมาปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2) แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการวางแผนงานกิจการนักเรียน ด้านการบริหารงานกิจการนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนาวินัย คุณธรรม จริยธรรม ด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย และด้านการประเมินผลการดำเนินงานกิจการนักเรียน โดยบูรณาการกับหลักอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เพื่อใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมาย และวางแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ประกอบด้วยการศึกษาสภาพ การกำหนดเป้าหมาย การวางแผน การจัดทำ แผนปฏิบัติการ การนำแผนไปปฏิบัติ และการติดตาม กำกับ และประเมินผล 3) ผลการนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหาร งานกิจการนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทั้งด้านพฤติกรรม คุณธรรม จริยธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างยั่งยืน</p> รักษ์พล จันทพราหมณ์ บุญเลิศ วีระพรกานต์ พระครูเขมธรรมโฆษิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 210 222 การบริหารสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2810 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของโรงเรียน และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 322 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .880 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.19 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านกายภาพ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการสอน ด้านจิตวิทยา ด้านสังคม และด้านดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) แนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1 สรุปได้ ดังนี้ (1) ด้านกายภาพ ผู้บริหารสถานศึกษาควรยึดหลัก 5 ส ในการจัดการและพัฒนาสภาพแวดล้อม (2) ด้านการสอน ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (3) ด้านจิตวิทยา ผู้บริหารควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ยอมรับความแตกต่างและจัดกิจกรรมเสริมสร้างเชิงบวกเพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าในตนเอง (4) ด้านสังคม ผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมจัดการเรียนรู้ (5) ด้านดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน</p> สาวิตรี บุญปัญญา พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 223 237 การพัฒนาโปรแกรมต้นแบบครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงเชิงพุทธในจังหวัดนครราชสีมา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2630 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงของครอบครัวไทย ในจังหวัดนครราชสีมา 2. เพื่อพัฒนาโปรแกรมต้นแบบครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงเชิงพุทธในจังหวัด นครราชสีมา และ 3. เพื่อประเมินประสิทธิผลโปรแกรมต้นแบบครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงเชิงพุทธในจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประชากรประกอบด้วยครอบครัวในพื้นที่เสี่ยง กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำชุมชน พระสงฆ์ นักสังคมสงเคราะห์ และครอบครัวที่เคยประสบปัญหาความรุนแรง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ การสังเกต และกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการโดยตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยการตรวจสอบเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปฏิบัติการด้วยการเปรียบเทียบก่อน–หลังเข้าร่วมกิจกรรม</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงของครอบครัวไทยในจังหวัดนครราชสีมา มีความซับซ้อนหลายด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ เพศ และเศรษฐกิจ โดยปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ การดื่มสุรา และความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาวะและความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโปรแกรมต้นแบบครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงเชิงพุทธ อาศัยการบูรณาการข้อมูลภาคสนาม หลักพุทธธรรม และการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ออกแบบเป็นกระบวนการ 5 ระยะ ตั้งแต่คัดกรองปัญหา พัฒนาทักษะ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เสริมเครือข่ายชุมชน และประเมินผล ทำให้เกิดนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่สอดคล้องบริบทและสามารถนำไปใช้จริง ผลการประเมินพบว่า โปรแกรมมีประสิทธิผลสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\chi&amp;space;" alt="equation" />= 4.20–4.51) ช่วยพัฒนาทักษะควบคุมอารมณ์ การสื่อสารอย่างสันติ และการแก้ปัญหาร่วมกัน ลดปัญหาความรุนแรงซ้ำ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและเครือข่าย โดยเฉพาะบทบาทของผู้นำชุมชนและพระสงฆ์ นำไปสู่กลไกคุ้มครองครอบครัวเชิงพุทธที่สามารถขยายผลทั้งระดับชุมชนและระดับนโยบายได้อย่างยั่งยืน</p> พระอนันต์ อภินนฺโท (ผากา) เบญจมาศ สุวรรณวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 238 249 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2854 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร และ (2) เปรียบเทียบ ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและหัวหน้าฝ่ายในโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน จำนวน 118 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานการทดสอบค่า t-test และ F-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล การสื่อสารดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล ความเป็นมืออาชีพดิจิทัล การพัฒนา บุคลากรและการทำงานร่วมกัน และความรู้ความเข้าใจเชิงดิจิทัล อยู่ในระดับมากที่สุด (2) การเปรียบเทียบ ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร พบว่า ครูและหัวหน้าฝ่ายที่มีเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน แตกต่างกัน มีการรับรู้ต่อภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ศศิภา หล่อสมบูรณ์ สาลินี มีเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 250 261 ผ้าบาติก: ชุมชนนวัตวิถีเชิงพุทธเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของชุมชนเมืองปัก จังหวัดนครราชสีมา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2638 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหากระบวนการผลิตผ้าบาติกในชุมชนเมืองปัก จังหวัดนครราชสีมา 2. ศึกษากระบวนการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกด้วยชุมชนนวัตวิถีเชิงพุทธของชุมชนเมืองปัก จังหวัดนครราชสีมา และ 3. สร้างนวัตกรรมชุมชนเชิงพุทธผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของชุมชนเมืองปัก จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยเป็นแบบเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามวงจร 4 ขั้นตอน ใช้ประชากรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมผ้าบาติกในชุมชนเมืองปักโดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 50 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำชุมชน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ การสังเกต กิจกรรมอบรม และแบบประเมิน มีค่าความสอดคล้องของเครื่องมือ (IOC = 0.67–1.00) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การเปรียบเทียบ และการสังเคราะห์ เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัญหากระบวนการผลิตผ้าบาติกของชุมชนเมืองปัก จังหวัดนครราชสีมา มีข้อจำกัดด้านทักษะ มาตรฐาน ทรัพยากร และเทคโนโลยี ทำให้คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนสูง และแข่งขันได้จำกัด แม้มีทุนวัฒนธรรมเชิงพุทธ แต่ยังขาดกลไกจัดการเชิงระบบเพื่อความยั่งยืนการยกระดับผ้าบาติกชุมชนเมืองปักเป็นกระบวนการบูรณาการวัฒนธรรม ศาสนา และเศรษฐกิจบนฐานอัตลักษณ์เชิงพุทธ ทำให้ทุนวัฒนธรรมแปลงเป็นสมรรถนะเชิงกลยุทธ์ สร้างมูลค่าเพิ่มและความได้เปรียบในการแข่งขัน อย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบ BCC–SCA Model การสร้างนวัตกรรมผ้าบาติกชุมชนเมืองปักเกิดจากการบูรณาการ ทุนวัฒนธรรม หลักธรรม การตีความใหม่ และการจัดการสมัยใหม่ พัฒนาเป็นโมเดลวงซ้อน 3 ชั้น เชื่อมฐานคิด สู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และ Storytelling สร้างอัตลักษณ์ แบรนด์ และทุนทางสังคม นำสู่ความ ได้เปรียบและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ</p> เบญจมาศ สุวรรณวงศ์ พระมหาสุพร รกฺขิตธมฺโม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 262 275 บทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2961 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูจำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 จำนวน 331 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิอิงตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.967 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) บทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ตามความคิดเห็นของครูจำแนกตามระดับการศึกษา ไม่แตกต่าง ประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .001 ตามลำดับ 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาควรลงเยี่ยมบ้านนักเรียนเพื่อได้รู้จักนักเรียนมากขึ้น จัดกิจกรรมด้านการส่งเสริม และการส่งต่อนักเรียนอย่างเป็นระบบ</p> กมลชนก มหารักษิต อัทธ์ ฉัฐญาวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 276 287 แนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3221 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี จำนวน 327 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 7 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยแบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.8-1 ค่าความเชื่อมั่นสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.955 และค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.972 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ของความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี สามารถสรุปได้ 5 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงรุกและยกระดับครูสู่การเป็นนักสร้างนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาผลงานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (2) ด้านการมีแบบแผนความคิด ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้บุคลากรเกิดการสะท้อนคิดผ่านพื้นที่ปลอดภัยทางวิชาการและกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติในการปฏิบัติงาน (3) ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม ผู้บริหารสถานศึกษากระตุ้นให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายเพื่อแปลงวิสัยทัศน์องค์กรสู่จุดมุ่งหมายส่วนบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม (4) ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ผู้บริหารสถานศึกษาจัดกิจกรรมที่สร้างสภาวะรวมพลังและลดการทำงานแบบแยกส่วนเพื่อความสำเร็จร่วมกันขององค์กร (5) ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดของบุคลากรจากการมองปัญหาแบบแยกส่วนเป็นการมองภาพรวม ผ่านการเข้าใจใน “วงจรป้อนกลับ” และความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของทั้งระบบ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> ศิวัสว์ เงินถาวร พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 288 298 การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ผ่านระบบ MOOC: การใช้ Generative AI กับงานวิจัยทางพระพุทธศาสนา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2635 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์ความต้องการ มุมมอง และประสบการณ์ของนิสิต ระดับบัณฑิตศึกษาและผู้สอนต่อการเรียนรู้และการใช้ Generative AI ในงานวิจัยทางพระพุทธศาสนา 2. พัฒนาบทเรียนออนไลน์ผ่านระบบ MOOC เรื่อง “การใช้ Generative AI กับงานวิจัยทางพระพุทธศาสนา” สำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา และ 3.วิเคราะห์การรับรู้ ประสบการณ์การเรียนรู้ และความคิดเห็นของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาที่มีต่อบทเรียนดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพควบคู่การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามวงจร Plan–Action–Observe–Reflect ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ นิสิตระดับบัณฑิตศึกษาและผู้สอน มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา ประกอบด้วยนิสิต 40 คน ผู้สอน 10 คน ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และกลุ่มทดลอง 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างบทเรียน MOOC และแบบสะท้อนผล ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC 0.80–1.00) และได้รับการประเมินความ เหมาะสมในระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงสะท้อนและการสังเคราะห์เชิงตีความ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นิสิตและผู้สอนต้องการใช้ Generative AI เพื่อสนับสนุนการสืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา ภายใต้กรอบจริยธรรมและความรับผิดชอบทางวิชาการ 2) บทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยเนื้อหาเชิงประยุกต์ กิจกรรมแบบสืบสอบ การสะท้อนคิดเชิงวิพากษ์ และกรอบกำกับการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม โดยบูรณาการ ADDIE และสังเคราะห์เป็น RAISE Model เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เชิงวิจัย 3) ผลการทดลองใช้สะท้อนการพัฒนาเชิงคุณภาพ นิสิตมีความมั่นใจในการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ พัฒนาทักษะอภิปัญญาและการเรียนรู้แบบกำกับตนเอง และสามารถยกระดับคุณภาพงานวิจัยทางพระพุทธศาสนาในบริบทดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> พระมหาสุพร รกฺขิตธมฺโม เบญจมาศ สุวรรณวงศ์ พระอนันต์ อภินนฺโท (ผากา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 299 311 รูปแบบสังคมแห่งการแบ่งปันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3184 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อวิเคราะห์แนวคิดและหลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแนวคิดสังคมแห่งการแบ่งปันในเชิงปรัชญา และ (2) เพื่อสังเคราะห์รูปแบบของสังคมแห่งการแบ่งปันบนฐานแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปรัชญา ได้แก่ วิภาษวิธีแบบโสกราตีส การตีความเชิงอรรถปริวรรต และการไตร่ตรองสะท้อนกลับ ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดทั้งสองมีความสอดคล้องกันในมิติของการพัฒนาที่เน้นความสมดุลและความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูล และสามารถบูรณาการเป็นกรอบแนวคิดเชิงองค์รวมได้ รูปแบบที่สังเคราะห์มีลักษณะเป็น “กระบวนการเชิงพลวัต” ตั้งอยู่บนหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยมี “การแบ่งปัน” เป็นกลไกหลัก รูปแบบดังกล่าวประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่ (1) การพัฒนาจากภายใน (2) การเรียนรู้ร่วมกัน (3) การมีส่วนร่วม และ (4) ความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูล ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและนำไปสู่ความสมดุล ในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจ องค์ความรู้ใหม่ คือ การเสนอรูปแบบสังคมแห่งการแบ่งปันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะกรอบแนวคิดเพื่อการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน</p> ธิติชัย ปรีชา เมธา หริมเทพาธิป ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 312 320 การสร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยหลักการ 9D เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/2963 <p> การศึกษาวิจัยเรื่อง การสร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยหลักการ 9D เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยหลักการ 9D 2) เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยหลักการ 9D และ 3) เพื่อนำเสนอการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ 9D ในการสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ งานวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี(Mix-method) และวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. องค์ประกอบที่ 1 การเลี้ยงมีวิธีการ คือ ใช้หลักเหตุผลให้อิสระในการดำเนินชีวิตองค์ประกอบที่ 2 ความสัมพันธ์ในครอบครัว องค์ประกอบที่ 3 วิธีการบริหารจัดการครอบครัว วิธีการ องค์ประกอบที่ 4 เข้าใจบทบาทตนเองในครอบครัว องค์ประกอบที่ 5 การแสดงความรักในครอบครัว องค์ความรู้องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ 9D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ที่พบว่าเกิดจากการเลี้ยงดูด้วยหลักการ 9D มีวิจารณญาณในการใช้สื่อ วิธีการอบรมเลี้ยงดูตามหลัก 9D เป็นแบบอย่างที่ดี มีพรหมวิหาร 4 มีการเสริมแรง เป็นกัลยาณมิตร รู้จักสร้างแรงจูงใจที่ดี มีความยุติธรรม เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือความสามารถ ไม่กดดัน ให้รู้จักอยู่ในสังคม เข้าใจกติกา เงื่อนไขทางสังคม ผลที่ได้ คือ เป็นคนดีอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจในตนเองและครอบครัว 2. การร่วมหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ 9D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวม อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.39) 3. นำเสนอการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ 9D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ 9D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านกิจกรรม 10 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 ธรรมะสวัสดี กิจกรรมที่ 2 ฉันคือใครในครอบครัว กิจกรรมที่ 3 หลัก 9D กับความสุขในชีวิต กิจกรรมที่ 4 ภาระหน้าที่ของฉันตามหลัก 9D กิจกรรมที่ 5 ต้นแบบที่ดีที่ในครอบครัวโดยมาบุคคลต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต กิจกรรมที่ 6 วางแผนชีวิตวางแผนครอบครัวกิจกรรมที่ 7 จัดลำดับความสำคัญของชีวิต กิจกรรมที่ 8 ทำอย่างไรให้ครอบครัวถึงสุข กิจกรรมที่ 9 รู้รัก รู้ออม รู้ใจ กิจกรรมที่ 10 เราจะพาครอบครัวเราอบอุ่น</p> พระอธิการสมพร อนาลโย พระศรีปริยัติธาดา อิสสรพงษ์ ไกรสินธุ์ มัชฌิมา ลาดเสน กิตติธัช นาชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 321 333 แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ในศตวรรษที่ 21 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3222 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 322 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบ สอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.6-1 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.982 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทักษะการบริหารจัดการองค์กร อยู่ในระดับสูงที่สุด รองลงมา คือ ทักษะการสื่อสาร และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ อยู่ในระดับต่ำที่สุด 2) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ในศตวรรษที่ 21 สามารถสรุปได้ดังนี้ (1) ทักษะ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ผู้บริหารควรมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ จะสร้างความไว้วางใจ ขวัญกำลังใจ นำไปสู่การบริหาร จัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) ทักษะการบริหารจัดการองค์กร ผู้บริหารควรกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนใช้การประเมินเชิงคุณภาพและการมีส่วนร่วม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส (3) ทักษะการสื่อสาร ผู้บริหารควรสื่อสารอย่างชัดเจน โปร่งใส และเหมาะสมกับทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมและความไว้วางใจในองค์กร (4) ทักษะการแก้ปัญหา ผู้บริหารควรแก้ปัญหาอย่างมีสติ ใช้ข้อมูลและการคิดเชิงระบบ และเรียนรู้ปรับตัวจากประสบการณ์ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส (5) ทักษะด้านเทคโนโลยี ผู้บริหารควรเป็นผู้นำดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีอย่างมีกลยุทธ์ โปร่งใส และมีจริยธรรม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน</p> ศุภกิจตรา ทาทอง พิมลพรรณ เพชรสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 334 344 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3262 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของบุคลากรทางการศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคล และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 300 คน ใช้การสุ่มจากการซึ่งได้จากการเปิดตารางสำเร็จรูปของ เครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของบุคลากรทางการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ สมรรถนะด้านการวางแผนและการบริหารจัดการ รองลงมา คือ สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ สมรรถนะด้านการปฏิบัติเชิงกลยุทธ์ การบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การส่งเสริมวินัย คุณธรรม และจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รองลงมา คือ ด้านการวางแผนอัตรากำลัง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 พบว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์เชิงบวกในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเมื่อพิจารณารายด้าน ได้แก่ สมรรถนะด้านการวางแผนและการบริหารจัดการ สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม และสมรรถนะด้านการปฏิบัติเชิงกลยุทธ์ พบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.910 ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับการบริหารงานบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ทิพย์วรรณ มูลศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 345 355 การศึกษาการบริหารงานของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนวัดแม่ริมวิทยา สังกัดสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 5 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JSBR/article/view/3269 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) ศึกษาระดับการบริหารงานของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โรงเรียนวัดแม่ริมวิทยา และ (2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โรงเรียนวัดแม่ริมวิทยา โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นต่อการบริหารงานของโรงเรียน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคลากร ด้านการบริหารงานงบประมาณ และด้านการบริหารงานทั่วไป แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test One-way ANOVA การทดสอบ รายคู่ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุส่วนใหญ่อยู่ช่วง 34 ถึง 42 ปี ระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบปริญญาตรี และมีประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไปมากที่สุด ระดับการบริหารงาน ของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารงานวิชาการ ค่าเฉลี่ยรวม 3.83 ด้านการบริหารงานบุคลากร ค่าเฉลี่ยรวม 3.78 ด้านการบริหารงานงบประมาณ ค่าเฉลี่ยรวม 3.69 และด้านการบริหารงานทั่วไป ค่าเฉลี่ยรวม 3.78 จุดเด่นสำคัญ คือ การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ขณะที่ประเด็นที่ควรพัฒนา ได้แก่ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การเสริมสร้างขวัญกำลังใจและสวัสดิการบุคลากร การสื่อสารรายงานการใช้งบประมาณอย่างสม่ำเสมอ การระดมทรัพยากรจากภายนอก และการพัฒนาสวัสดิการพื้นฐานผู้เรียน</p> <p> ผลการทดสอบความแตกต่างพบว่า เพศและระดับการศึกษาไม่ส่งผลให้การประเมินการบริหารงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อายุและประสบการณ์ทำงานมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอย่างน้อยหนึ่งคู่ และประสบการณ์ทำงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับการบริหารงานในระดับปานกลาง แนวทางพัฒนาที่เสนอ คือ การพัฒนามาตรฐานงานทั้งองค์กร จัดระบบพี่เลี้ยงและถ่ายทอดความรู้ ลดช่องว่างระหว่างวัย เน้นพัฒนาสมรรถนะเชิงปฏิบัติ และยกระดับการบริหารทั้ง 4 ด้าน อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาและพัฒนาพระภิกษุสามเณรให้มีความรู้คู่คุณธรรม</p> พระครูศาสนกิจโกศล (ศรายุทธ วชิรปญฺโญ/ทวิชัย) พระครูปริยัติเจติยานุรักษ์ พระมหาโฆษิต โฆสิตธมฺโม (บำรุงแจ่ม) พระมหาวีรกุล อคฺควํโส (คำจันทราช) อดิศร สุวรรณตรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีสุวรรณภูมิปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 4 2 356 368