การบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
คำสำคัญ:
การบริหารสถานศึกษา, สภาพแวดล้อมการเรียนรู้, ความยั่งยืน, รูปแบบการบริหารบทคัดย่อ
บทความทางวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน พัฒนารูปแบบ และประเมินความเป็นไปได้ของการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปรับเปลี่ยนสถานศึกษาให้เป็นระบบที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 วิธีดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 320 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ
จากการวิเคราะห์พบว่าสภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับรูปแบบการบริหารจัดการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การนำองค์กรเชิงวิสัยทัศน์สีเขียว การพัฒนาพื้นที่เรียนรู้แบบบูรณาการกายภาพและดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ และการสร้างเครือข่ายร่วมกับชุมชน ซึ่งผลการประเมินรูปแบบในภาพรวมพบว่ามีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และมีประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะจากการวิจัยชี้ว่าสถานศึกษาควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (2563). รวมบทความทางวิชาการ: การวัดผลและประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). สภาวะการศึกษาไทย ปี 2564: สภาวการณ์การจัดการศึกษาตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
เสนาะ ติเยาว์. (2561). หลักการบริหาร (พิมพ์ครั้งที่ 5). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
Bani-Melhem, S., Zeffane, R., & Albaity, M. (2021). Determinants of employees’ innovative behavior. International Journal of Contemporary Hospitality Management, 33(1), 181–206. https://doi.org/10.1108/IJCHM-02-2020-0126
Barr, S., Cross, N., & Dunbar, B. (2014). The sustainable school: Architecture for learning and sustainability. Routledge. [โปรดตรวจสอบข้อมูลบรรณานุกรม]
Epstein, J. L. (2018). School, family, and community partnerships: Preparing educators and improving schools (3rd ed.). Routledge.
Fullan, M. (2023). The principal 2.0: Three keys to maximizing impact. Jossey-Bass.
Hargreaves, A., & Fink, D. (2006). Sustainable leadership. Jossey-Bass.
Hoy, W. K., & Miskel, C. G. (2013). Educational administration: Theory, research, and practice (9th ed.). McGraw-Hill.
Lunenburg, F. C., & Ornstein, A. C. (2021). Educational administration: Concepts and practices (8th ed.). Cengage Learning.
Mezirow, J. (2000). Learning as transformation: Critical perspectives on a theory in progress. Jossey-Bass.
Partnership for 21st Century Skills. (2009). P21 framework definitions. Partnership for 21st Century Skills.
Senge, P. M. (2006). The fifth discipline: The art and practice of the learning organization (Rev. ed.). Doubleday.
Sterling, S. (2021). Sustainable education: Re-visioning learning and change (2nd ed.). Green Books.
Tanner, C. K. (2009). Effects of school design on student outcomes. Journal of Educational Administration, 47(3), 381–399. https://doi.org/10.1108/09578230910955809
UNESCO. (2017). Education for sustainable development goals: Learning objectives. UNESCO.
Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.
Wals, A. E. J. (2014). Sustainability in higher education in the context of the UN DESD: A review of learning and institutionalization processes. Journal of Cleaner Production, 62, 8–15. https://doi.org/10.1016/j.jclepro.2013.06.007
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร

