https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/issue/feed วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ 2025-12-31T20:45:59+07:00 ผศ.ดร.สนุก สิงห์มาตร krupattana.paritatjournal@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์</strong> เพื่อส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยด้านครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชุมชน ในการสนับสนุนบุคคลที่ทำคุณงามความดีกับสังคม ส่งเสริมงานด้านวิชาการของนักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไปในการนำเสนองานวิชาการและผลงานวิจัยเผยแพร่สู่สังคมและเพื่อให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการเสนอทางออกในการแก้ปัญหาสังคม</p> <p>ISSN: 3088-1463 (Online)<br />กำหนดการเผยแพร่ :ปีละ 4 ฉบับ </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม </p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน–มิถุนายน </p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน </p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</p> <p> บทความที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) 3 ท่าน ในรูปแบบพิชยพิจารณ์ (Peer-Reviewed) ก่อนลงตีพิมพ์ และเป็นการประเมินแบบการปกปิดสองทาง (Double blinded) พิจารณาตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะของกองบรรณาธิการ วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ไม่สงวนลิขสิทธิ์การคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2056 ภาวะผู้นำของผู้บริหารที่มีต่องานวิชาการ 2025-09-16T16:48:57+07:00 ฉวีวรรณ ขันทีท้าว chaweewan.kha@student.mbu.ac.th ธีรภัทร์ ถิ่นแสนดี chaweewan.kha@student.mbu.ac.th <p>การพัฒนางานวิชาการในระบบการศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพและความสำเร็จของสถานศึกษาในระยะยาว ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและวิสัยทัศน์ทางวิชาการ รวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนการสอนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกมิติ โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านการพัฒนาหลักสูตรและการพัฒนาวิชาชีพครูที่สอดคล้องกับความต้องการในยุคปัจจุบัน การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องคำนึงถึง เพื่อให้การเรียนการสอนสามารถนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่สูงขึ้นและเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ บทความนี้นำเสนอเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารที่มีต่องานวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางานวิชาการและคุณภาพการจัดการศึกษา องค์ประกอบดังกล่าวครอบคลุมถึงการกำหนดวิสัยทัศน์ทางวิชาการที่ชัดเจนและเปิดโอกาสให้บุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง พร้อมทั้งการประเมินความต้องการของครู การนิเทศภายในที่มุ่งเน้นการติดตาม เยี่ยมชั้นเรียน ให้คำแนะนำ และสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ การส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการและวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทและการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการสอนและมาตรฐานวิชาชีพ อีกทั้งยังรวมถึงการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอนที่เน้นความร่วมมือระหว่างผู้บริหารและครูผู้สอนในการกำหนดแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อให้การจัดการศึกษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการที่ยั่งยืน</p> <p>จากการศึกษาและพิจารณาองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนางานวิชาการ พบว่า การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและการให้โอกาสแก่บุคลากรในโรงเรียนในการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา นอกจากนี้ การนิเทศภายในที่มีการติดตามและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมบรรยากาศและวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยยกระดับการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและการส่งเสริมวิชาชีพครูเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้การพัฒนางานวิชาการในโรงเรียนสามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางการศึกษาในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประสานงานและความร่วมมือระหว่างผู้บริหารและครูผู้สอนในการกำหนดแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ ยังเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพสูงสุดและสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการที่ยั่งยืนได้ในอนาคต</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2106 สภาพและปัญหาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดกลาง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ 2025-09-28T15:55:25+07:00 พระมหาฉัตรเพชร สมาจาโร chatpatphuensantai@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดกลาง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหา โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยาย ผลการศึกษา พบว่า</p> <p>สภาพปัจจุบันโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดกลาง เป็นสถาบันการศึกษาที่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร และมีการจัดหลักสูตรที่ผสมผสานระหว่างวิชาสามัญกับวิชาพระปริยัติธรรม นักเรียนประกอบด้วยทั้งฆราวาส และสามเณร ส่วนสภาพปัญหา คือ 1) ปัญหาด้านการบริหารจัดการ: โครงสร้างการบริหาร การขาดแคลนงบประมาณ และการขาดระบบติดตามประเมินผลที่เป็นมาตรฐาน 2) ปัญหาด้านหลักสูตรและการเรียน การสอน: การขาดการบูรณาการระหว่างวิชาสามัญกับวิชาพระปริยัติธรรม และการขาดแคลนสื่อการเรียน การสอนที่ทันสมัย 3) ปัญหาด้านบุคลากร: การขาดแคลนครูที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ การย้ายและลาออก 4) ปัญหาด้านทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวก: การบำรุงรักษาห้องเรียน ห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ที่ไม่เพียงพอ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร</p> <p>แนวทางการแก้ไขและพัฒนา ประกอบด้วย 1) การปรับปรุงระบบบริหารจัดการ โดยการปรับปรุงโครงสร้างให้มีความชัดเจน การจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโรงเรียน และการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อ การบริหาร 2) การพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ด้วยการปรับปรุงหลักสูตรให้มีการบูรณาการ ที่แท้จริง การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้ และการจัดทำสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย 3) การพัฒนาบุคลากร โดยการจัดโครงการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ การสร้างแรงจูงใจ และ การจัดระบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 4) การจัดหาและพัฒนาทรัพยากร ด้วยการจัดทำแผนการระดมทุนจากหลายแหล่ง การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2113 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศ 2025-10-25T12:12:46+07:00 สุพรรณี ผกาพันธ์ kk0930541829@gmail.com ธีรภัทร์ ถิ่นแสนดี Supunnee.pak@student.mbu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศ โดยเน้นการจัดการเชิงระบบ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังเคราะห์จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศต้องมุ่งเน้น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การบริหารจัดการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และมาตรฐานคุณภาพ (2) การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างมืออาชีพ 3) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล และ 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานภายนอก แนวทางเหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสถานศึกษา</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2109 การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการจากวัฒนธรรมและประเพณี ในกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชา เศรษฐศาสตร์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ CLIL+CBL ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองเรือ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 2 2025-09-28T22:03:08+07:00 ทศพร สุ่มมาตย์ nainaiza4@gmail.com กิตติพงษ์ พงทิพย์ nainaiza4@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากระบวนการเรียนรู้เรื่องการผลิตสินค้าและบริการจากวัฒนธรรมและประเพณีในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบ CLIL+CBL (2) ส่งเสริมให้นักเรียนได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าต่อชุมชน และ (3) ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองเรือ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 25 คน โดยใช้การออกแบบแผนการเรียนรู้แบบบูรณาการภาษาและเนื้อหา (CLIL) ร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (CBL) ผลการวิจัยพบว่า (1) กระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ควบคู่กับภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ (2) นักเรียนสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อชุมชน และ (3) ความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดทั้งด้านเนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ การใช้ภาษา การจัดการเรียนการสอนของครู และผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยเฉพาะด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้กับชุมชนจริง งานวิจัยนี้สะท้อนว่าการจัดการเรียนรู้ด้วย CLIL+CBL เป็นแนวทางที่สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2094 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2025-09-23T12:40:29+07:00 ณัฏฐ์ พละชัย natt.pha@student.mbu.ac.th ธีรภัทร์ ถิ่นแสนดี natt.pha@student.mbu.ac.th <p>สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตาม ตำแหน่ง การศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 335 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test) และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเซฟเฟ่ (Scheffe' Method)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า: 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านใฝ่บริการ ด้านจิตวิญญาณ ด้านสมรรถนะ และด้านจริยธรรม 2) การเปรียบเที่ยบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตาม ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) ข้อเสนอแนะการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ การพัฒนาภาวะผู้นำในพื้นที่นี้ต้องผสมผสาน การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน เข้ากับ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อสร้างแรงจูงใจและความไว้วางใจในทีมงาน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของบริบทชนบทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2107 สภาพปัจจุบัน สภาพคาดหวัง และความต้องการจำเป็นด้านการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 2025-09-28T21:44:54+07:00 จุฑามาศ จอมทอง Jple035@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน 2) สภาพที่คาดหวัง และ 3) ความต้องการจำเป็นด้านการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีหลายระยะ (Multi-Phase Mixed Method) ประชากร คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 139 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายตามตารางของ Krejcie และ Morgan (1970) จำนวน 103 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 2 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ รวมทั้งสิ้น 206 คน สำหรับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เพื่อคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันด้านการจัดการเรียนรู้ โดยในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) สภาพที่คาดหวังด้านการจัดการเรียนรู้ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นด้านการจัดการเรียนรู้ในภาพรวม พบว่า PNI มีค่าสูงสุด คือ ด้านหลักสูตร (0.942) รองลงมา คือ ด้านการใช้สื่อการสอน (0.887) ส่วนด้านการจัดการเรียนการสอน (0.854) มีค่า PNI ต่ำสุด</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์