วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS <p><strong>วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์</strong> เพื่อส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยด้านครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชุมชน ในการสนับสนุนบุคคลที่ทำคุณงามความดีกับสังคม ส่งเสริมงานด้านวิชาการของนักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไปในการนำเสนองานวิชาการและผลงานวิจัยเผยแพร่สู่สังคมและเพื่อให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการเสนอทางออกในการแก้ปัญหาสังคม</p> <p>ISSN: 3088-1463 (Online)<br />กำหนดการเผยแพร่ :ปีละ 4 ฉบับ </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม </p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน–มิถุนายน </p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน </p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</p> <p> บทความที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) 3 ท่าน ในรูปแบบพิชยพิจารณ์ (Peer-Reviewed) ก่อนลงตีพิมพ์ และเป็นการประเมินแบบการปกปิดสองทาง (Double blinded) พิจารณาตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะของกองบรรณาธิการ วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ไม่สงวนลิขสิทธิ์การคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> Association of Area-based Academics and Researchers of Local Development th-TH วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ 3088-1463 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร การจัดการศึกษาภายใต้สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย: โอกาส ความท้าทายและแนวทางพัฒนา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/3455 <p>บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาจากการทบทวนเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทบาท ความสำคัญ โอกาส ความท้าทาย และแนวทางพัฒนาการจัดการศึกษาภายใต้สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย โดยศึกษาเอกสารวิชาการ งานวิจัย กฎหมาย นโยบาย และรายงานที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดการศึกษาท้องถิ่น ผลการสังเคราะห์พบประเด็นสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ประการแรก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับประชาชน จึงสามารถบริหารสถานศึกษา จัดสรรทรัพยากร และพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบท อัตลักษณ์ และความต้องการของชุมชนได้ ประการที่สอง การกระจายอำนาจเอื้อต่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการและเปิดโอกาสให้ชุมชน ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ประการที่สาม ความแตกต่างด้านฐานะทางการคลัง ศักยภาพการบริหาร และความพร้อมของบุคลากรในแต่ละพื้นที่ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและคุณภาพการศึกษา และประการที่สี่ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและเท่าทันบริบทใหม่ จากผลการสังเคราะห์ บทความเสนอให้ภาครัฐกำหนดมาตรการสนับสนุนงบประมาณตามความจำเป็นของพื้นที่ พัฒนาศักยภาพผู้บริหาร ครู และบุคลากร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และพัฒนาระบบติดตามประเมินผลที่เชื่อมโยงมาตรฐานการศึกษาระดับชาติกับเป้าหมายการพัฒนาท้องถิ่น แนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความเป็นอิสระควบคู่กับความรับผิดชอบ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับการจัดการศึกษาท้องถิ่นให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน</p> ณัฐนลิน อุปนิสากร วรรณสว่าง ยานกาย ณรงค์ ภูเยี่ยมจิตร วิภาพรรณ อุปนิสากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2026-09-30 2026-09-30 3 3 1 10 การจัดการเรียนรู้พลศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นภายใต้แนวคิด Universal Design for Learning https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/3393 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดหลักการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (Universal Design for Learning: UDL) และนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้พลศึกษาสำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเห็น ในบริบทมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ บทความนี้ใช้วิธีการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งงานวิจัยต่างประเทศและในประเทศ ครอบคลุมประเด็นด้าน UDL พลศึกษาสำหรับบุคคลพิเศษ (Adapted Physical Education: APE) และการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer-assisted Learning) ร่วมกับข้อมูลสถานการณ์บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นและแนวโน้มการศึกษาเรียนรวมในประเทศไทย</p> <p>ผลการสังเคราะห์วรรณกรรมพบว่า แม้ UDL จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะกรอบแนวคิดที่ช่วยลดอุปสรรคทางการเรียนรู้ แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในบริบทการศึกษาทั่วไปของต่างประเทศ ขณะที่งานวิจัยไทยที่เกี่ยวข้องกับ UDL ยังจำกัดอยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และยังไม่พบงานวิชาการที่บูรณาการ UDL เข้ากับ APE และ Peer-assisted Learning ในบริบทสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านกีฬา บทความจึงสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับความหมาย ประเภท และผลกระทบของความบกพร่องทางการเห็นต่อการเรียนรู้และการเคลื่อนไหว หลักการของ APE และหลักการสำคัญสามประการของ UDL แล้วบูรณาการเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ 5 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรที่บูรณาการ UDL และ APE 2) การเสริมสมรรถนะผู้สอนด้านการปรับการสอนและกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อน 3) การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมทางกายภาพตามหลักการออกแบบที่เป็นสากล 4) การจัดระบบช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และดูแลด้านจิตสังคม และ 5) การส่งเสริมกีฬาเพื่อบุคคลที่มีความบกพร่องโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตควบคู่กับความเป็นเลิศทางกีฬา</p> ระวิวรรณ แซ่หลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2026-09-30 2026-09-30 3 3 11 24 การจัดการตนเองของท้องถิ่น: แนวคิด หลักการ และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/3454 <p>การจัดการตนเองของท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างประชาธิปไตยฐานรากและกระจายอำนาจสู่ประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา บริหารทรัพยากร และแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด วิเคราะห์หลักการสำคัญ และสังเคราะห์แนวทางปฏิบัติและเงื่อนไขความสำเร็จของการจัดการตนเองของท้องถิ่น ใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์เชิงเอกสาร โดยรวบรวมและวิเคราะห์เนื้อหาจากตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย กฎหมาย และเอกสารนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน การพึ่งตนเองของชุมชน และธรรมาภิบาล ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การจัดการตนเองของท้องถิ่นมิได้หมายถึงการแยกตัวจากรัฐส่วนกลาง แต่เป็นการปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อเพิ่มอำนาจการตัดสินใจและศักยภาพการบริหารจัดการของพื้นที่ภายใต้กรอบกฎหมาย แนวทางดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ การจัดทำแผนและงบประมาณแบบมีส่วนร่วม การพัฒนาระบบข้อมูลชุมชน การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และการติดตามตรวจสอบโดยประชาชน บทความเสนอกรอบการจัดการตนเองบนฐานการปกครองแบบหุ้นส่วน ซึ่งเชื่อมโยงการกระจายอำนาจ ศักยภาพของท้องถิ่น การมีส่วนร่วม และความรับผิดรับชอบเข้าด้วยกัน ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับการถ่ายโอนอำนาจและทรัพยากรอย่างเหมาะสม ศักยภาพขององค์กรท้องถิ่น และกลไกการมีส่วนร่วมที่ทั่วถึง ซึ่งสามารถสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน</p> วรรณสว่าง ยานกาย ณัฐนลิน อุปนิสากร ณรงค์ ภูเยี่ยมจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2026-09-30 2026-09-30 3 3 25 39 Applying the Principles of Sāraṇīya-Dhamma to Educational Administration: A Conceptual Review https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/3335 <p>Educational administration increasingly demands ethical frameworks that go beyond procedural compliance to address relational, cultural, and moral dimensions of leadership. While Western theories such as ethical leadership and transformational leadership have dominated this discourse, non-Western philosophical traditions remain largely absent from mainstream administrative scholarship. This article presents a conceptual review that systematically integrates Sāraṇīya-Dhamma six Buddhist principles of harmonious coexistence drawn from the Aṅguttara Nikāya with contemporary ethical and transformational leadership theories to construct a cross-cultural normative framework for educational administration.</p> <p>The review employs a narrative-conceptual synthesis methodology, drawing on Buddhist canonical texts, peer-reviewed leadership literature, and organizational ethics scholarship. Each of the six principles loving-kindness in action, speech, and thought; fair sharing of resources; shared moral discipline; and shared right view is analytically mapped onto established dimensions of ethical leadership, identifying both areas of convergence and points of philosophical tension. The analysis reveals that Sāraṇīya-Dhamma offers a distinctive contribution through its emphasis on <em>moral intentionality</em> the ethical quality of inner motivation which fills a gap in Western leadership theories that tend to privilege observable behavior and measurable outcomes over the inner ethical orientation of the leader.</p> <p>This study contributes a theoretically grounded, cross-cultural model that repositions relational harmony and moral intentionality as central not peripheral to effective educational administration. The framework provides a basis for future empirical research and informs leadership development programs operating in culturally diverse educational environments.</p> Suvimala Ponyiam Theeraphat Thinsandee ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2026-09-30 2026-09-30 3 3 40 67 บทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาตำบลค้อเหนือ จังหวัดยโสธร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2787 <p>วัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้คือ 1) เพื่อศึกษาระดับบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนในเขตพื้นที่ตำบลค้อเหนือ จังหวัดยโสธร 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาตำบลค้อเหนือ จังหวัดยโสธร และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาตำบลค้อเหนือ จังหวัดยโสธร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พระสงฆ์ที่อยู่ในเขตตำบลค้อเหนือ จังหวัดยโสธร จำนวน 200 รูป ผลการวิจัยพบว่า 1) พระสงฆ์ในเขตตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร มีระดับบทบาทในการพัฒนาชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาตำบลค้อเหนือ จังหวัดยโสธรที่มีอายุ ระดับการศึกษา อายุพรรษา ตำแหนงทางสงฆ์ และระยะเวลาที่จำพรรษาภายในวัดปัจจุบันต่างกัน พบว่า มีทัศนะต่อบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนไม่แตกต่างกันในทางสถิติ 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาตำบลค้อเหนือ จังหวัดยโสธร ได้แก่ คณะสงฆ์ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดควรจัดให้มีการอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการวัดและชุมชนให้กับพระสงฆ์ในเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้มีความรู้ความชำนาญอย่างน้อยทุก 3 เดือนและควรมีการทบทวนนโยบายของคณะสงฆ์ใหม่ ในฐานะที่พระสงฆ์ที่อยู่ในท้องถิ่นจะมีมาตรการใดในการพัฒนาชุมชนได้มากที่สุด เพื่อช่วยเหลือชุมชนให้มีความผาสุกตลอดไป</p> พระอธิการสุเทพ สีลโสภิโต(พราหมนัส) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2026-09-30 2026-09-30 3 3 68 81