วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS <p><strong>วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์</strong> เพื่อส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยด้านครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชุมชน ในการสนับสนุนบุคคลที่ทำคุณงามความดีกับสังคม ส่งเสริมงานด้านวิชาการของนักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไปในการนำเสนองานวิชาการและผลงานวิจัยเผยแพร่สู่สังคมและเพื่อให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการเสนอทางออกในการแก้ปัญหาสังคม</p> <p>ISSN: 3088-1463 (Online)<br />กำหนดการเผยแพร่ :ปีละ 4 ฉบับ </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม </p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน–มิถุนายน </p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน </p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</p> <p> บทความที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) 3 ท่าน ในรูปแบบพิชยพิจารณ์ (Peer-Reviewed) ก่อนลงตีพิมพ์ และเป็นการประเมินแบบการปกปิดสองทาง (Double blinded) พิจารณาตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะของกองบรรณาธิการ วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ไม่สงวนลิขสิทธิ์การคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร krupattana.paritatjournal@gmail.com (ผศ.ดร.สนุก สิงห์มาตร) krupattana.paritatjournal@gmail.com (อาจารย์พลอยชนกวรรณ์ หวังผล) Tue, 31 Mar 2026 22:09:51 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กุญแจสู่ความสำเร็จของการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2149 <p>การศึกษาในยุคที่เทคโนโลยีมีเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการจัดการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน จึงได้เกิดแนวคิดเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบันจึงคิดแนวคิดการเขียนบทความเรื่อง “กุญแจสู่ความสำเร็จของการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการ และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือเพื่อสำรวจและสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี รวมถึงแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ ในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการศึกษา วิธีการศึกษาใช้การวิเคราะห์เอกสาร</p> <p> จากงานวิจัยบทความวิชาการ และรายงานเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่ากุญแจสำคัญประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู และนักเรียนเพื่อสร้างความพร้อมในการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ 2) การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา 3) การส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมและการแก้ปัญหา และ 4) การประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อสร้างสรรค์รูปแบบการสอนใหม่ๆ ที่น่าสนใจและตอบโจทย์ผู้เรียนยุคใหม่ ข้อสรุปได้ว่าการศึกษาในยุคดิจิทัลต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการศึกษาควบคู่ไปกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อให้การศึกษาไทยสามารถก้าวทันโลกและสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพสำหรับอนาคต</p> <p> </p> ทรงพล ทองคำ, ธีรภัทร์ ถิ่นแสนดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2149 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การนำหลักพรหมวิหาร 4 มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นำของครูและบุคลากรทางกาศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2790 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์แนวทางการนำหลักพรหมวิหาร 4 ในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาในบริบทสังคมไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำทางการศึกษา หลักพรหมวิหาร 4 ผ่านการสังเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสารทางวิชาการ และทฤษฎีด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่</p> <p> จากการวิเคราะห์แล้วพบว่า หลักพรหมวิหาร 4 ซึ่งประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา สามารถนำมาเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาพฤติกรรมภาวะผู้นำที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวส่งเสริมการพัฒนาภาวะผู้นำใน 3 มิติที่สำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างบรรยากาศการทำงานที่เกื้อกูลและปลอดภัยทางจิตใจ 2) การสนับสนุนและให้คำแนะนำในฐานะโค้ชและพี่เลี้ยง และ 3) การสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกและความไว้วางใจในองค์กร ในบทความนี้ยกประเด็นกรณีศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้ยืนยันเชิงประจักษ์ว่า การนำแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักพรหมวิหาร 4 มาใช้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านวัฒนธรรมกัลยาณมิตรและกระบวนการศึกษาชั้นเรียนสามารถสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เข้มแข็ง ส่งผลให้ครูมีความสุขในการทำงานและนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพของผู้เรียน องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้นำเสนอกรอบแนวคิดภาวะผู้นำฐานพรหมวิหาร ซึ่งบูรณาการระหว่างสมรรถนะทางวิชาชีพและวุฒิภาวะทางคุณธรรมเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำของบุคลากรทางการศึกษาให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืน</p> พงษ์พันธ์ จิมานัง, นาวิน มะโนขันธ์, สุรินทร์ นำนาผล, สำเร็จ อาจธะขันธ์, ภานุพงษ์ โต่นวุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2790 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารความแตกต่างระหว่างวัย ของบุคลากรในโรงเรียนประถมศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2795 <p>ในปัจจุบัน โรงเรียนประถมศึกษามีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มาจากหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน วัยกลางคน จนถึงวัยใกล้เกษียณ ซึ่งแต่ละช่วงวัยมีประสบการณ์ แนวคิด ค่านิยม ทัศนคติ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลต่อการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การบริหารจัดการ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโรงเรียน ความแตกต่างระหว่างวัย หากขาดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการทำงานและคุณภาพการจัดการศึกษา</p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารความแตกต่างระหว่างวัยของบุคลากรในโรงเรียนประถมศึกษา และเพื่อนำเสนอแนวทางการสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข ท่ามกลางโครงสร้างบุคลากรที่ประกอบด้วยคนหลากหลายรุ่น (Generation) ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y ไปจนถึง Gen Z ซึ่งแต่ละรุ่นมีทัศนคติ ค่านิยม รูปแบบการสื่อสาร และความถนัดในการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดช่องว่างและความท้าทายในการทำงานร่วมกัน การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดการบริหารความหลากหลายทฤษฎีภาวะผู้นำเหนือผู้นำและจิตวิทยาองค์กรด้านการสร้างแรงจูงใจ ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) บทบาทผู้เชื่อมโยง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) บทบาทผู้อำนวยความสะดวก ในการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับความสามารถของแต่ละบุคคล 3) บทบาทนักสร้างแรงบันดาลใจ ที่เข้าใจและตอบสนองต่อแรงจูงใจที่แตกต่างกันของคนแต่ละวัย และ 4) บทบาทผู้บริหารความขัดแย้ง เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงลบให้เป็นความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ บทความยังได้เสนอแนะกลยุทธ์เชิงปฏิบัติ เช่น การเรียนรู้ข้ามรุ่นระบบครูคู่หูต่างวัย และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่น เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทุกรุ่นสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างกลมเกลียวและนำจุดแข็งของตนมาพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเต็มศักยภาพ</p> <p>ความแตกต่างระหว่างวัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการและคุณภาพการศึกษา หากผู้บริหารสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการความแตกต่างเหล่านี้อย่างเหมาะสม โดยใช้แนวคิดการทำงานเป็นทีม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก จะช่วยลดความขัดแย้ง เพิ่มความเข้าใจ และนำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม</p> เจษฎา บุญธรรม, วรางคนางค์ บุญธรรม, กชภัทร สงวนเครือ, จรีรัตน์ ชาติสง่า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2795 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการแบบยุคใหม่ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2102 <p>การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับพลวัตของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีผลต่อการจัดการศึกษาอย่างรอบด้าน ผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการปรับทิศทางการบริหารงานวิชาการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ศักยภาพของครู และมาตรฐานการศึกษาระดับชาติและนานาชาติ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิด บทบาท และแนวทางปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนการบริหารงานวิชาการแบบยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ การตัดสินใจเชิงข้อมูล (data-driven decision making) การพัฒนาครูด้วยกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเชิงภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ (strategic leadership) ความสามารถในการบริหารแบบมีส่วนร่วม (participatory management) และทักษะการจัดการนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบสนองต่อผู้เรียนรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังต้องสามารถพัฒนาและส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วม (professional learning community) เพื่อยกระดับคุณภาพครูและผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง</p> <p>แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบยุคใหม่ที่ประกอบด้วย 4 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) การกำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์เชิงรุก (2) การบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (3) การเสริมสร้างสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา และ (4) การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยกรอบแนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21</p> ชุติญา ติยะจามร, ธีรภัทร์ ถิ่นแสนดี, เดชา จันดาพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2102 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2786 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว พบว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควรเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ไม่ทุจริตคดโกง มีความรู้ความเข้าใจในระเบียบ กฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานท้องถิ่น ตลอดจนมีความกล้าหาญในการตัดสินใจ สามารถแก้ไขปัญหาและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พิกุล มีมานะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุพัฒนาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JEDRS/article/view/2786 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700