พัฒนารูปแบบโรงเรียนเบาหวานวิทยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดเลาะ
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยใช้วงจร PAOR ร่วมกับการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการประเภทประสานเป้าหมายและความร่วมมือระหว่างผู้วิจัย และประชาชนในชุมชน ตามรูปแบบวงจรวิจัยของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ วางแผน (plan) ปฏิบัติการ (act) การสังเกต (observe) และสะท้อนผล (reflect) กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวนทั้งสิ้น 289 คน อาศัยในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กุดเลาะ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีจำนวน 289 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และ (2) ภาคีเครือข่ายผู้ดูแล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และผู้ให้บริการด้านสุขภาพ จำนวน 21 คน การเก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล การแบบทดสอบเกี่ยวกับความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง ใช้สถิติการเปรียบเทียบคะแนนความรู้คะแนนพฤติกรรมก่อนและหลังการอบรม ก่อนและหลังอบรมใช้สถิติ paired t-test ผลการศึกษา การเปรียบเทียบระดับความรู้ก่อนและหลังการอบรม พบว่า ก่อนการอบรมส่วนใหญ่มีความรู้ระดับมาก ร้อยละ 45.7 รองลงมา คือระดับปานกลาง ร้อยละ 34.6 และระดับน้อย ร้อยละ 19.7 หลังการอบรมส่วนใหญ่มีความรู้ระดับมาก ร้อยละ 94.1 รองลงมา คือ ระดับปานกลาง ร้อยละ 5.2 และระดับน้อย ร้อยละ 0.7 และผลการเปรียบเทียบระดับความรู้ พบว่า ก่อนการอบรมระดับปานกลาง หลังการอบรมระดับมาก เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องโรคเบาหวาน ก่อนและหลังการอบรมด้วยสถิติ paired t-test พบว่า หลังการอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) การเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ก่อนและหลังการอบรมพบว่า ก่อนการอบรม ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมระดับปานกลาง ร้อยละ 53.6 รองลงมา คือ ระดับน้อย ร้อยละ 32.0 และระดับดีร้อยละ 14.5 หลังการอบรมส่วนใหญ่มีระดับพฤติกรรมดีร้อยละ 93.0 และระดับปานกลาง ร้อยละ 7.0 และผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมการดูแลตนเองจากโรคเบาหวาน พบว่า ก่อนการอบรมระดับน้อย หลังการอบรม มีพฤติกรรมระดับดี เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองจากโรคเบาหวาน ก่อนและหลังการอบรม ด้วยสถิติ paired t-test พบว่า หลังการอบรมมีคะแนนด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
เอกสารอ้างอิง
อนุชา วรหาญ. การพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลเลาขวัญ. วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 2561:12:30-49.
โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์. รายงานข้อมูลการคัดกรองภาวะสุขภาพประจำปีงบประมาณ 2567. ชัยภูมิ: โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์; 2567.
Kemmis S, McTaggart R. The Action research planner. 3rd ed. Geelong; Deakin University Press; 1988.
Bloom, Benjamin S. Hand book on formative and summative evaluation of student learning. New York: Mc Graw-Hill Book Company; 1971.
Best JW. Research in education. 2nd ed. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall; 1977.
ศุภาวดี พันธ์หนองโพน, วรพจน์ พรหมสัตยพรต, ผดุงศิษฏ์ ชำนาญบริรักษ์. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภายใต้รูปแบบการจัดการโรคเรื้อรัง. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน 2562;6:47-85.
สุนันทา ทุมวงค์. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โรงพยาบาลนาวังเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารโรงพยาบาลหนองคาย 2567;4:25-59.
ทินกร ศีรษภูมิ. การพัฒนาระบบบริการโรคเบาหวานแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 2550;2:106-14.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
