สถานการณ์ฟันผุที่ยังไม่ได้รักษา และบริบทของการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพื้นที่ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
บทคัดย่อ
วิสเพ็ญ กิจธเนศศูนย์ทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ กรมอนามัย จังหวัดเชียงใหม่
ทัศนา ฤทธิกุล
ศูนย์ทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ กรมอนามัย จังหวัดเชียงใหม่
เนตรนภา สุขปา
ศูนย์ทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ กรมอนามัย จังหวัดเชียงใหม่
สิรารมณ์ สมวรรณ์ดี
ศูนย์ทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ กรมอนามัย จังหวัดเชียงใหม่
บทคัดย่อ
โรคฟันผุในเด็กเล็กเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของไทย ซึ่งเด็กเล็กอายุ 3 ปี และ 5 ปี มีฟันผุที่ยังไม่ได้รับการรักษา สูงถึงร้อยละ 46.1 และ 70.4 ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากการดูแลช่องปากไม่เหมาะสม และการบริโภคน้ำตาลสูง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมการแปรงฟัน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ฟันผุที่ยังไม่ได้รับการรักษา และบริบทของการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพื้นที่ห่างไกล ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่โดยมีการเก็บข้อมูลจำนวนซี่ฟันยุที่ยังไม่ได้รับการรักษาและปริมาณคราบจุลินทรีย์ในเด็กจำนวน 287 คน รวมทั้งเก็บข้อมูลบริบทและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการฝึกทักษะการแปรงฟันจากการสัมภาษณ์ครูผู้ดูแลเด็กจำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพื้นที่ตำบลเมืองนะ มีฟันผุที่ยังไม่ได้รับการรักษาคิดเป็นร้อยละ 66.8 โดยจำนวนซี่ฟันผุเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.8 ถึง 8 ซี่ต่อคน และ มีปริมาณคราบจุลินทรีย์ในระดับมากถึงร้อยละ 86.2 ในเด็กทุกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยด้านบริบทและสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการฝึกทักษะการแปรงฟัน ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาคือ ควรมีนโยบายส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กเล็กอย่างบูรณาการ พร้อมพัฒนาศักยภาพครูจัดสรรงบประมาณ อุปกรณ์ และติดตามกิจกรรมปฏิบัติได้จริง เช่น การแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำควรแก้ไขปัญหาการเข้าถึงน้ำสะอาดในพื้นที่ขาดแคลน เพื่อสนับสนุนสุขอนามัยเด็กอย่างยั่งยืน
คำสำคัญ: ฟันผุ; พื้นที่ห่างไกล; เด็กปฐมวัย
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Global oral health status report: towards universal health coverage for oral health by 2030. Geneva: World Health Organization; 2022.
Duangthip D, Gao SS, Lo ECM, Chu CH. Early childhood caries among 5- to 6-year-old children in Southeast Asia. Int Dent J 2017;67(2):98-106.
สำนักทันตสาธารณสุข. รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ประเทศไทย พ.ศ. 2566. นนทบุรี: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซด์; 2567.
ภาราณี สกุลคู. สภาวะฟันผุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคฟันผุในผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมีย อายุ 3-5 ปี ในคลินิกธาลัสซีเมียในโรงพยาบาลนครพนม. วารสารโรงพยาบาลนครพนม 2567;11(1):1-19.
จันทนา อิ้งชูศักดิ์, ปิยะดา ประเสริฐสม. โรคฟันผุในฟันน้ำนม. วิทยาสารทันตสาธารณสุข 2549;11(1-2):9-14.
กันยา บุญธรรม, ศรีสุดา ลีละศิธร. ความสัมพันธ์ของฟันผุกับภาวะโภชนาการในเด็กไทยอายุ 5 ปี. วิทยาสารทันตสาธารณสุข 2559;21(2):47-53.
เมธินี คุปพิทยานันท์, สุพรรณี ศรีวิริยกุล. การสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก ประตูสู่สุขภาพที่ดีในทุกช่วงวัยของชีวิต. กรุงเทพมหานคร: องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์; 2555.
ประไพ ชุณหคล้าย, สิริมา โกวิทวณิชชา. ภาวะทันตสุขภาพในชุดฟันน้ำนมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคฟันผุรุนแรงในเด็กที่เข้ารับบริการในสถานเลี้ยงเด็กกลางวันหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก. วารสารกรมการแพทย์ 2560;42(4):46-54.
วรรธนะ พิธพรชัยกุล. กิจกรรมการแปรงฟันและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย. JDent Assoo Thai 2009;59(3):190-9.
กันทิมา เหมพรหมราช. สถานการณ์โรคฟันผุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเด็ก 18-72 เดือน ที่มารับบริการในคลินิกทันตกรรม ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา. เวชสารโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 2558;37(1):31-40.
สร้อย ศิริทวีบูรณ์, ศิริรักษ์ นครชัย. การควบคุมแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ (control of cariogenic bacteria). วิทยาสารทันตสาธารณสุข 2549;11(1-2):25-30.
Rungnirunwat T, Trairatvorakul C. Relationship between amount of dental plaque and dental caries in children aged 12-18 months. The 12" Graduate Research Conference; 2013 Mar 11; Khon Kaen, Thailand. Khon Kaen: Khon Kaen University; 2013.
Chanpum P, Trairatvorakul C, Sukhumnakuk B. Visible plaque accumulation: a risk factor for dental caries in breastfed children. The Graduate Research Conference; 2013 Mar 7-8; Khon Kaen, Thailand. Khon Kaen: Khon Kaen University; 2013.
Alaluusua S, Malmivirta R. Early plaque accumulation - a sign for caries risk in young children. Community Dent Oral Epidemiol 1994;22(5 Pt 1):273-6.
ธิดา ธำรงวงศ์สวัสดิ์. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กของผู้ปกครองและสภาวะสุขภาพช่องปากของเด็กวัยก่อนเรียนในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9: วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 2563;14(33):71-87.
กรมอนามัย. ระบบสารสนเทศสนับสนุนด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [สืบค้นเมื่อ 24 พ.ค. 2567]. แหล่งข้อมูล: https://hhdclampang.anamai.moph.go.th:8080/hhdcdashboard/ethnics/default/mooban?tb=500402
World Health Organization. Oral health surveys: basic methods. 5th ed. Geneva: World Health Organization; 2013.
D'Elia G, Floris W, Marini L, Corridore D, Rojas MA, Ottolenghi L, et al. Methods for evaluating the effectiveness of home oral hygiene measures - a narrative review of dental biofilm indices. Dent J 2023;11(7):172.
Gussy MG, Waters EG, Walsh O, Kilpatrick NM. Early childhood caries: current evidence for aetiology and prevention. J Paediatr Child Health 2006;42(1-2):37-43.
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย. ตามแนวทางการส่งเสริมคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านสุขภาพ (4D). กรุงเทพมหานคร: องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2564.
ข้อมูลสารสนเทศ ทรัพยากรสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โรงพยาบาลเชียงดาว [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [สืบค้นเมื่อ 25 เม.ย. 2567]. แหล่งข้อมูล: http://gishealth.moph.go.th/healthmap/infopersonal.php?maincode=11121
อรุณศรี พลวงษา. ปัจจัยบริหารที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานของครูด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กวัยเรียนในเครือข่ายโรงเรียนเด็กไทยฟันดี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11 2566;37(4):14-25.
สุดาดวง กฤษฎาพงษ์. แปรงฟันแห้ง. วารสารวิชาการสาธารณสุุข 2017;26(2):348-59.
Rakhman R, Hananto H, Budhy TI. The effectiveness of dry and wet teeth-brushing technique using 1.5% enzyme toothpaste as plaque prevention. Malays J Med Health Sci 2021;17:1-6.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
