พัฒนารูปแบบการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแวง
บทคัดย่อ
นิรันดร หิรัญคำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแวง จังหวัดชัยภูมิ
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action research; PAR) โดยประยุกต์ใช้วงจร PAOR (Plan-Act-Observe-Reflect) ตามแนวคิดของ Kemmis & McTaggart มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแวง จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยประชาชนกลุ่มเสี่ยง จำนวน 240 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่ายตามสูตรของ Yamane และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 50 คน ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถาม 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และพฤติกรรมการป้องกันโรค โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น (Q=0.72 และ 0.70 ตามลำดับ) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ paired t-test และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาและการตรวจสอบแบบสามเส้า (triangulation) ผลการศึกษา พบว่าระดับความรู้ก่อนการอบรมระดับปานกลาง หลังการอบรมระดับมาก เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนและหลังการอบรม พบว่า หลังการอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติตัว พบว่า ก่อนการอบรมระดับปานกลาง หลังการอบรมระดับดี เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนและหลังการอบรม พบว่า หลังการอบรมมีคะแนนด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ทั้งนี้การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในทุกระดับมีบทบาทสำคัญ ต่อการสร้างความตระหนัก การขับเคลื่อนกิจกรรมเชิงรุก และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนในชุมชน
คำสำคัญ: การป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่; การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย; ส่งเสริมสุขภาพ
เอกสารอ้างอิง
ปริญญา ทวีชัยการ. แนวเวชปฏิบัติสำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และเรคตัม. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชซิ่ง; 2562.
ขวัญหทัย ช้างใหญ่. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก: การพัฒนาระบบการดูแลและบูรณาการความร่วมมือของสหสาขาวิชาชีพ. วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2557;6(1):232-46.
Bowen DJ, Hyams T, Laurino M, Woolley T, Cohen S, Leppig KA, et al. Development of family talk: an intervention to support communication and educate families about colorectal cancer risk. Journal of Cancer Education 2020;35:470-8.
Kemmi S, McTaggart R. The action research planner. 3rd ed. Geelong: Deakin University Press; 1992.
Yamane T. Statistics, an introductory analysis. 2nd ed. New York: Harper and Row; 1967.
มนตรี นาทประยุทธ์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โรงพยาบาลบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 2564;36(1):219-26.
ภัสพร จุมพลักษณ์, สุทธีพร มูลศาสตร์, กฤษณาพร ทิพย์กาญจนเรขา. การพัฒนารูปแบบการจัดการโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในชุมชน อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล 2564;37(3):64-75.
ยุวลี ฉายวงศ์. ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็งของพยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี. วารสารกรมการแพทย์ 2563:45(1);130-36.
ประสิทธิ์ สงกันหา. การพัฒนารูปแบบการจัดการปัญหาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาพสินธุ์. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ 2564;14(3):310-20.
วลัยพร ใจอารีย์, อรวรรณ สมบูรณ์จันทร์, วันเพ็ญ โสภณคณาสาร, แก้วตา โกศลอินทรีย์, ณิศชาญา วงศ์ภาธร. การพัฒนารูปแบบบริการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะหลังผ่าตัดที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด. วารสารพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2567:11(2):33-49.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
