ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
บทคัดย่อ
ปวิตรา ธนาวุฒิคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
สุรเดช สำราญจิตต์
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเจตคติต่อโรคไข้เลือดออก ความพอเพียงของทรัพยากรและการมีทักษะการใช้ทรัพยากร การได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กับพฤติกรรมการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูบ้าน (อสม.) เทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง 154 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ เจตคติต่อโรคไข้เลือดออก ความพอเพียงของทรัพยากรและการมีทักษะการใช้ทรัพยากร การได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และพฤติกรรมการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.874, 0.882, 0.929 และ 0.952 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่าความสัมพันธ์ โดยใช้ค่าสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 61-70 ปี ระดับการศึกษาต่ำกว่ามัธยมต้น รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท ปฏิบัติงานเป็น อสม. 20 ปีขึ้นไป เคยได้รับอบรมเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก 143 คน ส่วนใหญ่ได้รับอบรมเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก 1-2 ครั้ง เจตคติต่อไข้เลือดออก ความพอเพียงของทรัพยากรและการมีทักษะการใช้ทรัพยากรอยู่ระดับสูง การได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และพฤติกรรมการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับสูง เจตคติต่อโรคไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับสูง (r=0.533, p<0.05) ความพอเพียงของทรัพยากรและการมีทักษะการใช้ทรัพยากรมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับสูง (r=0.612, p<0.05) และการได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับสูง (r=0.652, p<0.05)
คำสำคัญ: โรคไข้เลือดออก; ปัจจัยส่วนบุคคล; ปัจจัยนำ; ปัจจัยเอื้อ; ปัจจัยเสริม; พฤติกรรมการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก; อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข. ไข้เลือดออก. นนทบุรี: คุรุสภา; 2556.
กรมควบคุมโรค. สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [สืบค้นเมื่อ 11 ก.พ. 2567]. แหล่งข้อมูล: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news.php?news=35376&deptcode=brc
Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement 1970;30(3):607–10.
Green L, Kreuter M. Health program planning: an educational and ecological approach. 4th ed. New York: McGraw-Hill; 2005.
Green LW. Toward cost–benefit evaluations of health education: some concepts, methods, and xamples. Health Education Monographs 1974;2(Suppl 2):34–64.
Bes JW. Research in education. 3rd ed. Englewod Cliffs, NJ: Prentice-Hall; 1977.
ปรีชา สุวรรณทอง, วนิชา อินทรสร, วาริศา บุญเกิด. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครประจำหมู่บ้านในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ 2563;16(3):169-82.
ปฐวี ปวกพรหมา, อลิสา นิติธรรม, ณัฐกฤตา ศิริโสภณ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชนในเขตตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร. วารสารพยาบาลทหารบก 2565;23(2):68-77.
ธนันญา เส้งคุ่ย. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชนในตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา [วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต]. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ; 2562. 113 หน้า.
สุรพล สิริปิยานนท์. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร. วารสารวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม 2563;4(8):85-102.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
