วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (Thai Health Promotion Foundation) th-TH วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย 2774-0285 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร สารบัญ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3834 <p>-</p> นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3835 <p>-</p> นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 คณะกรรมการวารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3836 <p>-</p> นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 บทบรรณาธิการ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3837 <p>-</p> นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของนิสิต ระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3838 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ ความเครียดและภาวะซึมเศร้าของนิสิตระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัด- สกลนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นิสิตชั้นปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2567 คณะสาธารณสุขศาสตร์ จํานวน 230 คน โดยการสุ่มแบบมีระบบ การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดความเครียดของกรมสุขภาพจิต (SPST-20) สาเหตุของความเครียด และแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น (CES-D) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จํานวน ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยสถิติ Chi-Square ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนิสิตเพศหญิง ร้อยละ 71.3 มีอายุ 19 ปี ร้อยละ 62.6 และมีรายได้จากผู้ปกครอง ระหว่าง 2,000-4,000 บาท/เดือน ร้อยละ 42.2 กําลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 ร้อยละ 36.1 และอาศัยอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย ร้อยละ 34.8 นิสิตมีระดับความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 39.6 สาเหตุของความเครียดในนิสิตส่วนใหญ่ มาจากสาเหตุด้านการศึกษามากที่สุด ร้อยละ 48.7 นิสิตส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 65.2 และมีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 34.8 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั่วไป ระดับความเครียด สาเหตุของความเครียดกับภาวะซึมเศร้า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะซึมเศร้า ประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยระหว่างการศึกษาและระดับความเครียด มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของนิสิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ (p&lt;0.05) ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา พบว่า นิสิตส่วนใหญ่มีความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง และพบกลุ่มนิสิตที่มีภาวะซึมเศร้าจากแบบคัดกรอง ดังนั้นมหาวิทยาลัยควรมีระบบส่งเสริมสุขภาพจิต การคัดกรอง และการให้คําปรึกษาที่เหมาะสม</p> สลิลดา มิระสิงห์ ศรีวิภา ช่วงไชยยะ นิรวรรณ แสนโพธิ์ นริฏา ฟักแก้ว อนันต์ อิฟติคาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3839 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br>การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความ รอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ และเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทั้งสองตัวแปรดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจํานวน 30 คน ที่อาศัยอยู่ใน เขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น จังหวัดนครปฐม คัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 ดําเนินการ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน ได้แก่ paired sample t-test และ Wilcoxon signed rank test ผลการศึกษาพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุ มีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) โดยเฉพาะองค์ประกอบด้าน การเข้าถึงข้อมูล การเข้าใจข้อมูล และการประเมินข้อมูลสุขภาพ ส่วนองค์ประกอบด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลและบริการสุขภาพ แม้มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ด้านพฤติกรรมสุขภาพพบว่า คะแนนเฉลี่ยโดยรวมสูงขึ้น อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) โดยเฉพาะการออกกําลังกาย การจัดการความเครียด การป้องกันการพลัดตกหกล้ม การดูแลสุขภาพช่องปาก และการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด 19 ขณะที่การบริโภคอาหารและการป้องกันภาวะสมองเสื่อม แม้มีคะแนนเพิ่มขึ้น แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีแนวโน้มช่วยพัฒนาทั้งความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นหลังเข้าร่วมกิจกรรม</p> สุดารัตน์ เกียรติพัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายและการให้ความรู้ ตามหลักการยศาสตร์ต่อระดับอาการปวดและความสามารถ ในการทำากิจวัตรประจำาวันในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่าง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3840 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br>อาการปวดหลังส่วนล่างเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งมักเกิดซ้ําๆ การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกกําลังกายและการให้ความรู้ตามหลักการยศาสตร์ต่อระดับอาการปวดและความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวันในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่าง เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาในเดือนสิงหาคม - กันยายน พ.ศ. 2568 กําหนดขนาดตัวอย่างจากการคํานวณ โดยเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปวดหลังส่วนล่างจํานวน 20 คน อายุเฉลี่ย 51.1±7.9 ปี ใช้เวลา 4 สัปดาห์ ให้อาสาสมัครออกกําลังกายอย่างน้อย 4 วันต่อสัปดาห์ ร่วมกับให้ความรู้ ตามหลักการยศาสตร์เกี่ยวกับท่าทางในการทํางาน โปรแกรมการออกกําลังกายประกอบด้วย 5 ท่า ได้แก่ ท่าแอ่นหลัง ท่ากอดเข่า ดอก ท่าบิดตัว ท่ายืดลําตัว และท่ายกแขนขาสลับกัน ประเมินผลต่อระดับอาการปวด ด้วยแบบประเมิน Numerical Rating Scale และความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวัน ด้วยแบบประเมิน Oswestry Low Back Pain Disability Index (ฉบับภาษาไทย) วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยสถิติพรรณนาและ paired t-test ผลการวิจัย ก่อนเข้าร่วมการวิจัยอาสาสมัครมีระดับอาการปวด 6.30+1.13 คะแนน ภายหลังจากเข้าร่วมการวิจัยมีระดับอาการปวด 2.85+1.09 คะแนน ลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ค่าคะแนนผลกระทบต่อความสามารถในการทํากิจวัตร ประจําวัน ก่อนเข้าร่วมการวิจัย ร้อยละ 33.70±13.69 หลังการเข้าร่วมการวิจัย ร้อยละ 10.80+9.59 ลดลงอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) การออกกําลังกายและการให้ความรู้ตามหลักการยศาสตร์มีแนวโน้มในการช่วยลดระดับอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวันในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างได้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการ ส่งเสริมและรักษาในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างได้ อย่างไรก็ตาม ควรทําการศึกษาเพิ่มเติมโดยการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มหรือ การประเมินผลต่อคุณภาพชีวิต เพื่อให้เห็นประโยชน์ของการออกกําลังกายได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น</p> เบญจมาภรณ์ หาญชาญเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรม การดูแลตนเองและระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยง โรคเบาหวานในพื้นที่สำนักงานสาธารณสุข อำาเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3841 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ําตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในพื้นที่สํานักงานสาธารณสุขอําเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัด ชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในพื้นที่รับผิดชอบของสํานักงานสาธารณสุขอําเภอเกษตรสมบูรณ์ ใช้การสุ่มแบบเจาะจง จํานวน 88 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ทําการวัดก่อนและหลัง การทดลอง คํานวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากขนาดอิทธิพลของการวิจัยแบบสองกลุ่มที่วัดผลก่อนและหลังการทดลอง แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 44 คน และกลุ่มควบคุม 44 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มเสี่ยง โรคเบาหวาน เป็นแบบวัดการปฏิบัติติตนเกี่ยวกับการดูแลตนเองด้านการควบคุมอาหาร และการออกกําลังกาย โดยข้อคําถามมีทั้งข้อคําถามทางบวกและข้อคําถามทางลบจํานวน 25 ข้อ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมจํานวน 5 ครั้ง ประกอบด้วยครั้งที่ 1 เพื่อพัฒนาความรู้แก่กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ครั้งที่ 2 การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลตนเอง ด้านการควบคุมอาหารและการออกกําลังกาย ครั้งที่ 3 การเก็บรวบรวมข้อมูลภายหลังการดําเนินกิจกรรมครบ 4 สัปดาห์ โดยผู้วิจัยเจาะเลือดและน่าส่งห้องปฏิบัติการเพื่อวัดระดับนํ้าตาลในเลือดภายหลังงดอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงครั้งที่ 4 การสนับสนุนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเองด้วยการติดตามเยี่ยมบ้าน และครั้งที่ 5 เก็บรวบรวมข้อมูล ภายหลังสิ้นสุดโครงการ ใช้สถิติการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองค่าเฉลี่ยระดับฮีโมโกลบินเอวันที่ระหว่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังเข้าร่วมโครงการโดยใช้สถิติที (independent t-test) เปรียบเทียบระดับน้ําตาลในเลือด ก่อนอาหารเช้าของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนเข้าร่วมโครงการและหลังเข้าร่วมโครงการ 4 และ12 สัปดาห์ ผลการศึกษา พบว่าหลังเข้าร่วมโครงการ 12 สัปดาห์กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ระดับน้ําตาลในเลือดประเมินจากค่าเฉลี่ยระดับฮีโมโกลบินเอวันชีพบว่าไม่แตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโครงการ และไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม แต่มีค่าเฉลี่ย ระดับฮีโมโกลบินเอวันที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย ระดับนํ้าตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า 4 และ 12 สัปดาห์สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ</p> อวนา ขวัญศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 ประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพการตรวจเต้านมด้วยตนเองต่อทักษะการตรวจเต้านม และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3843 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง วัดก่อนและหลังการทดลอง ศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ การตรวจเต้านมด้วยตนเองต่อทักษะการตรวจเต้านมและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลบ้านเดื่อ อําเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาสตรีกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 30 – 70 ปี ที่มีญาติสายตรงลําดับที่ 1 เป็นมะเร็งเต้านม (มารดา พี่สาวน้องสาว) ใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง จํานวน 60 คน กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน และเก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านม และแบบประเมินทักษะ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง วิเคราะข้อมูล เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ระหว่างกลุ่มทดลองกับควบคุม โดยใช้สถิติ Independent t-test และเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยทักษะ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรมฯ โดยใช้สถิติ Repeated Measures ANOVA ผลการศึกษา พบว่า เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจ เต้านมด้วยตนเองของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มีค่าคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองสูงกว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ เต้านมของกลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมสูงกว่าก่อนเข้าร่วม โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเอง หลังทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มีค่าคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.001)</p> สมปอง ยงดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 การสร้างความเป็นปกติในการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กไทย : กรณีศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3844 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br>การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย<br>ประเทศไทยมีกฎหมาย ห้ามจําหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่บุหรี่ไฟฟ้ายังคงพบเห็นได้ง่ายและเข้าถึงได้สะดวกในกรุงเทพมหานคร การศึกษานี้มี<br>วัตถุประสงค์เพื่อทําความเข้าใจประสบการณ์ของเด็กต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่ทําให้ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องปกติ ดําเนินการวิจัยเชิงคุณภาพกับนักเรียนประถมศึกษาอายุ 10-12 ปี จํานวน 12 คน ของ โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้วิธีการวิเคราะห์แก่น สาระตามกรอบการสร้างความเป็นปกติ (normalization) ของ Parker และคณะ ผลการศึกษาพบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นเรื่องปกติของเด็กประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) เด็กพบเห็นบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นตัวการ์ตูนหรือแท่งคล้ายลิปสติก จากที่บ้านของตนเอง บ้านเพื่อนรุ่นพี่ และการขายบุหรี่ไฟฟ้าจากร้านค้าในชุมชน ร้านค้าใกล้โรงเรียน และอินเทอร์เน็ต เช่น Facebook, LINE และ Shopee (2) เด็กพบเห็นคนในครอบครัว รุ่นพี่ เพื่อน และคนในชุมชนใช้บุหรี่ไฟฟ้า (3) เด็กเกิดความขัดแย้งในจิตใจระหว่างการยอมรับว่าบุหรี่ไฟฟ้าสูบแล้วแสดงความเป็นผู้ใหญ่และเท่ และไม่ยอมรับ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพราะครอบครัวห้าม (4) เด็กพบเห็นบุหรี่ไฟฟ้าผ่าน TikTok, Instagram และ Facebook ด้วยการ นําเสนอการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเชิงดีต่อสุขภาพและทุกคนสูบ และ (5) เด็กรับรู้ทั้งอันตราย (เช่น มีผลเสียต่อปอด ผิดกฎหมาย) และไม่อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า (เช่น มีกลิ่นหอม ใช้เลิกบุหรี่มวน) ทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ทําให้เด็กมองว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นเรื่องปกติ ดังนั้น การออกแบบมาตรการลดความเป็นปกติควรคํานึงถึงปัจจัยแวดล้อมทางสังคมเหล่านี้ของเด็ก<br>เพื่อทําให้การใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องผิดปกติของเด็กไทย</p> นงนุช จินดารัตนาภรณ์ สลักจิต ชื่นชม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 การสื่อสารการเมืองกับการสื่อสารสุขภาพ: บทวิเคราะห์ เชิงอำนาจและการกำาหนดวาระสุขภาพในสังคมไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3845 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์บทบาทของการสื่อสารการเมืองในการกําหนดวาระด้านสุขภาพของสังคม (2) อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการสื่อสารสุขภาพกับโครงสร้างอํานาจของรัฐ และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนา นโยบายสื่อสารสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในบริบทประเทศไทย ได้แก่ แนวคิดการสื่อสารการเมือง ทฤษฎีการกําหนดวาระ และแนวคิดอํานาจชีวะการเมือง ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารสุขภาพมิได้เป็นเพียงการถ่ายทอดข้อมูลด้านสาธารณสุข แต่เป็นกระบวนการเชิงอํานาจที่รัฐใช้ในการกําหนดกรอบความคิด สร้างความหมายของสุขภาพ และชี้นําพฤติกรรมของ ประชาชนผ่านกลไกการสื่อสารในหลายระดับ ทั้งระดับนโยบาย ส่วนภูมิภาค และระดับชุมชน นอกจากนี้ กระบวนการสื่อสาร สุขภาพยังเป็นพื้นที่ของการต่อรองความหมายระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะในบริบทของการรณรงค์ด้านสุขภาพและ สถานการณ์วิกฤต เช่น การระบาดของโรคโควิด 19 บทความเสนอว่า การพัฒนาการสื่อสารสุขภาพในอนาคตควร เปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการสื่อสารแบบบนลงล่างไปสู่การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีบทบาทในการร่วมกําหนดวาระสุขภาพ อันจะนําไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะที่มีความเท่าเทียมและยั่งยืน</p> พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ วิทยาธร ท่อแก้ว หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 ความรอบรู้ด้านสุขภาพของวัยรุ่นในประเทศไทย: การทบทวนวรรณกรรมแบบบรรยายเกี่ยวกับ สมรรถนะ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการแทรกแซง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3851 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br>หลักฐานเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพของวัยรุ่นในประเทศไทยกระจัดกระจายตามประเด็นสุขภาพ กลุ่มประชากรและเครื่องมือวัด การทบทวนวรรณกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์รูปแบบสมรรถนะที่รายงาน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและเงื่อนไขตามบริบท ตลอดจนแนวทางและผลลัพธ์ของการแทรกแซงในวัยรุ่นไทย โดยสืบค้นข้อมูลแบบมุ่งเป้าจาก Tha.JO,PubMed, Google Scholar และคลังผลงานของสถาบัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 25668 และสังเคราะห์งานวิจัยภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่เผยแพร่ระหว่าง พ.ศ. 2559-2568 เกี่ยวกับวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ครอบคลุมด้านสุขภาพทั่วไป สุขภาพช่องปาก และสุยภาวะทางเพศ งานวิจัยมักรายงานว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพทั่วไปอยู่ในระดับปานกลาง แต่คะแนนจากเครื่องมือวัดที่แตกต่างกันไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงได้ ความสามารถในการเข้าถึงและทำความเข้าใจข้อมูลปรากฏชัดเจนกว่าความสามารถในการประเมินข้อมูล การสื่อสาร การตัดสินใจ และการนำข้อมูลไปใช้อย่างต่อเนื่อง ลักษณะส่วนบุคคล ตลอดจนสภาพแวดล้อมด้านครอบครัวโรงเรียน ข้อมูลข่าวสาร และบริการสุธภาพมีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพหรือหรือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องในบริบทเฉพาะการแทรกแชงในโรงเรียน ทางออนไลน์และที่เน้นการฝึกทักษะรายงานผลดีต่อสมรรถนะ การรับรู้ความสามารถของตนเอง พฤติกรรม หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพบางประการ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของรูปแบบการศึกษา ผลลัพธ์ที่วัด และระยะเวลาติดตามผลจำกัดการเปรียบเทียบเทียบระหว่างการแทรกแซง การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพควรผสานทักษะที่ประยุกตใช้ได้ได้ในหลายประเด็นสุยภาพเข้ากับเนื้อหาและการสนับสนุนที่เหมาะสมกับแต่ละประเด็น หลักฐานปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ว่าแนวทางการจัดกิจกรรมรูปแบบใดเหนือกว่า มีประสิทธิผลในระยะยาว หรือทำให้ทักษะที่พัฒนาในประเด็นสุขภาพหนึ่งนำไปไปใช้กับอีกประเด็นหนึ่งได้จึงจำเป็นต้องมีการประเมินเชิงเปรียบเทียบและการศึกษาติดตามระยะยาวที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น</p> อาทิชา ไพจิตโรจนา ศุจิมน มังคลรังษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 เทคนิคทางจิตวิทยาในการจัดการกับภาวะหมดไฟ ในการทำางาน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3848 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br>ภาวะหมดไฟในการทํางาน (burnout) เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเรื้อรังจากบริบทการทํางาน ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด พฤติกรรม สุขภาวะ และประสิทธิภาพในการทํางานของบุคคล บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะหมดไฟในการทํางาน ครอบคลุมสาเหตุ ลักษณะ และผลกระทบ ตลอดจน จากการทบทวน เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า แนวทางในการจัดการภาวะหมดไฟในการทํางานครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ การดูแลสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม การแทรกแซงทางจิตวิทยา เช่น การบําบัดความคิด และพฤติกรรมและการเจริญสติ การจัดการงานและเวลา ตลอดจนการจัดการปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับบริบทการทํางานและแนวทางและเทคนิคทางจิตวิทยาที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการจัดการและลดภาวะหมดไฟในการทํางานองค์กร การจัดการภาวะหมดไฟในการทํางานจึงควรพิจารณาทั้งปัจจัยระดับบุคคลและปัจจัยจากบริบทการทํางานร่วมกัน<br>เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและประสิทธิภาพในการทํางานอย่างเหมาะสม</p> ประจักษ์จินต์ โสภณพนิชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 ปัจจัยเสี่ยงจากการสูบบุหรี่การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติดต่อความเสี่ยงโรคมะเร็ง และแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3849 <p><strong>บทนํา</strong><br />โรคมะเร็งเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความสําคัญ และ พฤติกรรมการดาเนินชีวิตบางประการเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ การบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติด ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุถึงความเกี่ยวข้องระหว่างบุหรี่ กับการเกิดมะเร็ง ขณะที่องค์การอนามัยโลกประจําภูมิภาคแอฟริการะบุว่า ปัจจัยด้านพฤติกรรมการต่าเนินชีวิตโดยเฉพาะการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความสําคัญต่อการเกิดโรคมะเร็งประเด็นดังกล่าวจึงมิได้จํากัดอยู่เพียงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคล หากแต่เกี่ยวข้องกับการสร้างสภาพแวดล้อมและกลไกทางสังคมที่สนับสนุนการลดปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสื่อสาร การมีส่วนร่วมของประชาชนการสร้างเครือข่าย และการดําเนินมาตรการในระดับชุมชน<br />การสูบบุหรี่และผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ บุหรี่เป็นแหล่งของสารเคมีที่เป็นพิษจํานวนมาก ซึ่งเมื่อ เข้าสู่ร่างกายสามารถส่งผลกระทบต่อเซลล์และเนื้อเยื่อการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอด มะเร็งหลอดลม และโรคปอดเรื้อรัง นอกจากนี้ ควันบุหรี่มือสองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่โดยเฉพาะ เด็กและผู้สูงอายุ การได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจํา มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด โรคหอบหืด และปัญหา การเจริญเติบโตในเด็ก</p> <p>ดังนั้น การควบคุมการสูบบุหรี่จึงควรพิจารณาทั้งใน มิติของการลดพฤติกรรมการสูบของผู้สูบและการลด การสัมผัสควันบุหรี่มือสองของประชากรกลุ่มอื่น การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลกระทบต่อสุขภาพการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่ออวัยวะหลายระบบ มิได้จํากัดเฉพาะตับ การดื่มหนักเป็นประจํา เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง มะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร และภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังส่งผลต่อเซลล์สมองและระบบประสาทโดยอาจสัมพันธ์กับปัญหาความจํา สมาธิ และภาวะซึมเศร้า การบริโภคในระยะยาวจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต(4) การใช้สารเสพติดและผลกระทบต่อบุคคลและสังคม การใช้สารเสพติดมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ และมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็ง สารเคมีจากสารเสพติดสามารถส่งผลต่อเซลล์ ในร่างกายและเพิ่มโอกาสที่เซลล์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงนอกจากนี้ การใช้สารเสพติดยังสัมพันธ์กับอาการมึนเมา หลงผิด และก้าวร้าว ซึ่งอาจนําไปสู่การทะเลาะวิวาทและ การทําร้ายร่างกายทั้งต่อตนเองและผู้อื่นผลกระทบของปัญหาสารเสพติดจึงขยายจากระดับ บุคคลไปสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง โดยการ ศึกษาที่เกี่ยวข้องในจังหวัดหนองคายสะท้อนถึงความสําคัญของบทบาทภาคประชาชนและการใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาสารเสพติด</p> สิริกร นามลาบุตร นุชลีพร จิตแกล้ว พีรวิชญ์ นามลาบุตร จันทร์ธิมา ปิ่นหิรัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 Otago Exercise Program: โปรแกรมเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3850 <p><strong>บทนำ</strong><br>การหกล้มในผู้สูงอายุถือว่าเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญของหลายประเทศ เนื่องจากปัญหาดังกล่าว สัมพันธ์กับอัตราการเจ็บป่วย การเสียชีวิต คุณภาพชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลจากหลายแห่งชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายสามารถลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโปรแกรม Otago Exercise Program (OEP) เป็น 1 ในโปรแกรมการออกกำลังกายที่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และประสิทธิภาพของการเดินในผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการหกล้มและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อีกด้วย<br>Otago Exercise Program เป็นการออกกำลังกายที่ประกอบด้วยท่าบริหารที่ถูกออกแบบโปรแกรมสำหรับเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การฝึกการทรงตัว และเพิ่มประสิทธิภาพของการเดิน โดยมีการปรับระดับความเข้มข้นอย่างต่อเนื่องตามสมรรถภาพของผู้สูงอายุ และติดตามโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรม งานวิจัยโดย Campbell และคณะ แสดงให้เห็นหลักฐานชัดเจนจากการทดลองแบบสุ่มในสตรีอายุ 80 ปีขึ้นไป ว่า OEP สามารถลดอัตราการ<br>หกล้มได้ประมาณร้อยละ 35 ภายในระยะเวลา 2 ปี และต่อมา Thomas และคณะ(2) ได้ทำการทบทวนวรรณกรรมพบว่า OEP ไม่เพียงลดการหกล้ม แต่ยังมีส่วนช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ</p> รัฐภัทร์ สิทธิหล่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30