วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (Thai Health Promotion Foundation) th-TH วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย 2774-0285 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร สารบัญ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2880 <p>-</p> วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2881 <p>-</p> วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 คณะกรรมการวารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2882 <p>-</p> วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 บทบรรณาธิการ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3204 <p>-</p> นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 ปัจจัยส่วนบุคคล ประสบการณ์ และความรู้ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยของเยาวชนอายุ 18–24 ปี ตำบลควนธานี อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3153 <p><strong>ซัมซูวัล สะอิ</strong><br />สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง</p> <p><strong>จักรินทร์ ปริมานนท์</strong><br />คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง</p> <p><strong>สุขุมาภรณ์ ศรีวิศิษฐ</strong><br />คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง</p> <p><strong>พีรญา สุขชนนันท์</strong><br />คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง</p> <p><strong>ศุภณัฐ ชาวเขาเวียง</strong><br />คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง</p> <p><strong>นภัสร อร่ามเดช</strong><br />คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคล ประสบการณ์ และความรู้กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัยในเยาวชนอายุ 18-24 ปี ที่อาศัยในพื้นที่ตำบลควนธานีอำเภอกันตั้ง จังหวัดตรัง โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 327 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลในระหว่างวันที่ 25 เมษายน - 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วนได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานยนต์ และพฤติกรรมการยับขี่อย่างปลอดภัย โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้เท่ากับ 0.73 และทดสอบความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.85 สำหรับพฤติกรรม และใช้สูตร KR-20 ได้ค่า 0.82 สำหรับความรู้ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ chi-square test และ Pearson's product-moment correlation coefficient ผลการศึกษา พบว่าเพศ อายุ การมีใบอนุญาตขับขี่ ประสบการณ์ของตนเองในการเกิดและเกือบจะเกิดอุบัติเหตุไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนประสบการณ์ของคนในครอบครัวที่เคยเกิดอุบัติเหตุ และเกือบจะเกิดอุบัติเหตุ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานยนต์มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในระดับต่ำมาก (p&gt;0.05) ข้อเสนอแนะคือ ควรส่งเสริมบทบาทของครอบครัวและพัฒนาแรงจูงใจภายในควบคู่กับการเรียนรู้จากประสบการณ์ รวมถึงศึกษาปัจจัยทางจิตวิทยาและสังคมเพิ่มเติมในการวิจัยอนาคต<br /><br /></p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ปัจจัยส่วนบุคคล; ประสบการณ์; ความรู้; พฤติกรรม; การขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัย</p> ซัมซูวัล สะอิ จักรินทร์ ปริมานนท์ สุขุมาภรณ์ ศรีวิศิษฐ พีรญา สุขชนนันท์ ศุภณัฐ ชาวเขาเวียง นภัสร อร่ามเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3154 <p><strong>นุกลกิจ รุสิตานนท์</strong><br />กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ กรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />ภาวะซึมเศร้า เป็นปัจจัยทางจิตวิทยา ที่อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ อาศัยการศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่คลินิกเบาหวาน แบบผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชกรมแพทย์ทหารอากาศตั้งแต่เดือนมีนาคม - กรกฎาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 350 รายโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์และแบบสอบถาม 20 และ PHQ-9 สำหรับคัดกรองและประเมินระดับภาวะซึมเศร้า ผลการศึกษาความชุกภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ของกลุ่มตัวอย่าง แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช พบว่า เป็นโรคซึมเศร้า ร้อยละ 34.0 โดยมีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง ร้อยละ 24.0 และมีภาวะซึมเศร้าระดับน้อย ร้อยละ 10.0 โดยพบปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะ-ซึมเศร้า ได้แก่ เพศหญิง รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ระยะการเป็นเบาหวาน 11 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยที่ไม่ออกกำลังกายเลย ผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) ≥130 mg/dl ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbAIc) ≥7% มีการ รักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนแบบเรื้อรังจากโรคเบาหวาน ความสัมพันธ์ของสมาชิกและการรับรู้ภาวะสุขภาพ ผลการศึกษานี้สนับสนุนการศึกษาที่ผ่านมาที่พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช มีความชุกต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในระดับสูง ดังนั้นควรให้ความสำคัญในการคัดกรองและรักษาภาวะซึมเศร้า และควรสอนวิธีการป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อป้องกันภาวะรุนแรงของโรคซึมเศร้า</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> เบาหวานชนิดที่ 2; ภาวะซึมเศร้า; เวชศาสตร์ครอบครัว; เวชศาสตร์วิถีชีวิต; เวชศาสตร์ป้องกัน</p> นุกลกิจ รุสิตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพลังอำนาจ และการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชน ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคของกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง บ้านตำแย ตำบลพระเหลา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2969 <p><strong>อัครวินท์ อินทร</strong><br />มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>จุฑารัตน์ ศรีเลิศ</strong><br />มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>รามาวดี ทรงศิริ</strong><br />มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>อรรถพงษ์ ฤทธิทิศ</strong><br />มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>ประเสริฐ ประสมรักษ์</strong><br />มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>ดิเรก คณะรัตน์</strong><br />โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาสะแบง อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>รุจาภา ลุผล</strong><br />โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาสะแบง อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>ลักขณา บุตรศรี</strong><br />โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาสะแบง อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><br /><strong>บทคัดย่อ</strong><br />โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ประชาชนยังขาดความรู้และความเข้าใจในการป้องกันโรค แม้จะมีแนวทางการดูแลที่มีประสิทธิภาพ แต่การนำไปปฏิบัติในระดับชุมชน ยังเป็นความท้าทายที่สำคัญ งานวิจัยเชิงปฏิบัติการตาม PAOR 4 ขั้นตอน เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพลังอำนาจและการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มเสี่ยง และครอบครัวกลุ่มเสี่ยง กลุ่มละ 30 คน และผู้เข้าร่วมรูปแบบรวม 14 คนใช้แบบสอบถามวัดความรู้ ความรอบรู้ การมีส่วนร่วมของครอบครัว และการสนับสนุนของครอบครัวและชุมชน ที่มีค่า CVI เท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน paired sample t-test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสร้างเสริมพลังอำนาจฯ ประกอบด้วย (1) การเสริมความรู้และทักษะของครอบครัวและชุมชน ผ่านการอบรม ฝึกปฏิบัติ ลดปัจจัยเสี่ยง (2) ร่วมรับรู้และวางแผนลดความเสี่ยง (3) สร้างเครือข่ายการออกกำลังกาย และ (4) การแชร์คุณค่าของครอบครัวและชุมชน ภายหลังการวิจัยพบว่า กลุ่มเสี่ยงมีความรู้และความรอบรู้ทางสุขภาพเพิ่มขึ้นครอบครัวของกลุ่มเสี่ยงมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมากขึ้นครอบครัว และชุมชนให้การสนับสนุนเพิ่มขึ้นโดยคะแนนเฉลี่ยทุกด้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) สรุปได้ว่า รูปแบบการสร้างเสริมพลังอำนาจสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน</p> <p><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> การสร้างเสริมพลังอำนาจ; การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน; พฤติกรรมสุขภาพ; กลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือด-สมอง หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล</p> อัครวินท์ อินทร จุฑารัตน์ ศรีเลิศ รามาวดี ทรงศิริ อรรถพงษ์ ฤทธิทิศ ประเสริฐ ประสมรักษ์ ดิเรก คณะรัตน์ รุจาภา ลุผล ลักขณา บุตรศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 การพัฒนาโปรแกรมการกำกับตนเองร่วมกับคู่หูดูแลกันต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน บ้านหัวนา อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2971 <p><strong>จิรศักดิ์ เพชรฤทธิ์</strong><br />หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>ณัฐนรี ภาพิรมย์</strong><br />หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>สุภาวิตา บัวเพชร์</strong><br />หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>ศิริพร ศิริกัญญาภรณ์<br /></strong>หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>พัทธจารี กระแสเสน</strong><br />หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>ทิพวรรณ ทิพวงค์</strong><br />โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านภักดีเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ<br /><br /></p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />โรคเบาหวาน เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข งานวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมการกำกับตนเองร่วมกับคู่หูดูแลกันต่อความรู้การป้องกันโรคเบาหวาน พฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานโดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 คน ในพื้นที่บ้านหัวนา ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยแบบสอบถามประเมินความรู้การป้องกันโรคเบาหวาน พฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.88และวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ด้วย paired-samples t-test โปรแกรมการกำกับตนเองร่วมกับคู่หูดูแลกันต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย (1) การให้ความรู้การบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย สำหรับป้องกันโรคเบาหวาน (2) การจัดกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกัน (3) การกระตุ้นเตือนพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน ด้วยคู่หูดูแลกัน และการบันทึกแฟ้มสุขภาพ หลังการใช้โปรแกรมฯ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) สรุปได้ว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานรายใหม่</p> <p><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> โรคเบาหวาน; คู่หูดูแลกัน; พฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน; ระดับน้ำตาลในเลือด</p> จิรศักดิ์ เพชรฤทธิ์ ณัฐนรี ภาพิรมย์ สุภาวิตา บัวเพชร์ ศิริพร ศิริกัญญาภรณ์ พัทธจารี กระแสเสน ทิพวรรณ ทิพวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 พัฒนารูปแบบส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันอันตรายและควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกรแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขามป้อม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2972 <p><strong>สาวิตรี เพ็ญพิมพ์</strong><br />โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขามป้อม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อศึกษาพัฒนารูปแบบส่งเสริมสุขภาพการป้องกันอันตรายและควบคุมการใช้สารกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรของภาคีเครือข่ายในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขามป้อม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิโดยใช้รูปแบบวงจรวิจัยของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ วางแผน (Plan) ปฏิบัติการ (Act) การสังเกต (Observe) และสะท้อนผล (Reflect) โดยกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงมีผลการตรวจเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสสูง อาศัยในเขตพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาล-ส่งเสริมสุขภาพตำบลขามป้อม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 103 คน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มตัวอย่างภาษีเครือข่าย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง รวมทั้งสิ้นจำนวน 40 คน และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วนได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล การทดสอบความรู้ในการป้องกันและควบคุมอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการปฏิบัติตัวในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบค่าคะแนนด้านความรู้การปฏิบัติตัวในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบ ใช้สถิติ paired t-test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการป้องกันอันตรายและควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกรในชุมชนของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายและควบคุมการใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) มีการปฏิบัติตัวและการมีส่วนร่วมในการป้องกันอันตรายและควบคุมการใช้สารกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับมากกว่าก่อนการพัฒนา ในภาพรวมหลังการได้รับรูปแบบกลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้และการปฏิบัติตัวในการป้องกันอันตรายและควบคุมการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การป้องกันอันตราย; ควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช; ภาคีเครือข่าย; ส่งเสริมสุขภาพ</p> สาวิตรี เพ็ญพิมพ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 การพัฒนาวัดองค์กรต้นแบบให้เป็นศูนย์สนับสนุนสุขภาวะของชุมชนในเขตเมืองตามแนวทางวัดบันดาลใจ: กรณีศึกษาวัดดีดวด https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/3155 <p><strong>ดวงพร นะคาพันธุ์ชัย</strong><br />วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา วิทยาเขตสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม</p> <p><strong>ปริยาภรณ์ สุขกุล</strong><br />โครงการสถาบันอาศรมศิลป์ กรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>สุดประนอม สมันตเวคิน</strong><br />วิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา วิทยาเขตสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม</p> <p><strong>บทคัดย่อ<br /></strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการพัฒนาวัดดีดวดให้เป็นศูนย์สนับสนุนสุขภาวะของชุมชนในเขตเมือง ตามแนวทางวัดบันดาลใจ (2) วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จและจุดที่ควรพัฒนาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ พัฒนา และ (3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาวัดให้สามารถยับเคลื่อนบทบาทใหม่ด้านการส่งเสริมสุขภาวะในเขตเมืองอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึก กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าอาวาส คณะสงฆ์ ครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อาสาสมัคร และประชาชนโดยรอบวัดดีดวดรวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวัดในฐานะองค์กรสุขภาวะ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการพัฒนาวัดดีดวดดำเนินการผ่านการเสริมสร้างศักยภาพใน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาด้านกายภาพ เช่น การจัดพื้นที่สุขภาพ มุมสมาธิพื้นที่เรียนรู้ของเด็กนักเรียน ลานกิจกรรม และพื้นที่อำนวยความสะดวก (2) การพัฒนาด้านองค์กร เช่น เจ้าอาวาสเป็นแกนนำ ร่วมกับพระสงฆ์ นำพาองค์กรสู่การส่งเสริมสุขภาวะแนวพุทธ ร่วมกับชุมชน และเครือข่ายประชาสังคม จัดตั้ง "ทีมจิตอาสาล้างวัดล้างใจ" (3) การพัฒนาด้านกิจกรรม เช่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต กิจกรรมเคลื่อนไหวกายกวาดลานวัดทุกวัน กิจกรรมเรียนรู้ของนักเรียน กิจกรรมจิตอาสาชุมชน และ (4) การพัฒนาด้านเครือข่าย ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำของเจ้าอาวาส มีองค์ความรู้เชิงลึกนำพระสงฆ์สร้างศรัทธาดึงดูดใจประชาชนร่วมคิดร่วมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน และเครือข่ายจากภายนอกรวมทั้งจัดตั้งกองทุนพัฒนาวัดจากเงินบริจาคของประชาชน จุดที่ควรพัฒนา ได้แก่ ทัศนคติแบบเดิมของประชาชนในพื้นที่ขาดความเป็นเจ้าของ และความไม่ต่อเนื่องของการมีส่วนร่วม ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ วัดควรมีแผนพัฒนากิจกรรม ที่ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย สร้างระบบสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านสุขภาวะ ทั้งในระดับพระสงฆ์และประชาชน เพื่อให้วัดสามารถเป็นศูนย์กลางการส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนในเขตเมืองได้อย่างยั่งยืน</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> วัดบันดาลใจ; ศูนย์สุขภาวะชุมชน; สุขภาพชุมชนเมือง; การพัฒนาวัด; วัดดีดวด</p> ดวงพร นะคาพันธุ์ชัย ปริยาภรณ์ สุขกุล สุดประนอม สมันตเวคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 ผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2975 <p><strong>ธัญวรัตม์ พันธ์คง</strong><br />มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จังหวัดพัทลุง</p> <p><strong>ชนิกานต์ สิทธิการ</strong><br />มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จังหวัดพัทลุง</p> <p><strong>เสาวนีย์ โปษกะบุตร</strong><br />มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จังหวัดพัทลุง</p> <p><strong>พิริยะลักษณ์ เพชรห้วยลึก</strong><br />มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จังหวัดพัทลุง</p> <p><strong>พิมลรัตน์ สุวรรณเวลา</strong><br />โรงพยาบาลนาโยง จังหวัดตรัง</p> <p><strong>ดุจดาว อ่อนจุติ</strong><br />โรงพยาบาลนาโยง จังหวัดตรัง</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ อายุ 60-75 ปี ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการหกล้มและมีประวัติการหกล้มภายใน 1 ปี จำนวน 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 29 คน โดยคัดเลือกจากการประเมินความสามารถในการทรงตัวเครื่องมือในการทดลองคือโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุระยะเวลา 9 สัปดาห์เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลองเครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการรับรู้เกี่ยวกับการพลัดตกหกล้มแบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม และแบบประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วยแบบทดสอบ timed up and go test (TUG) ระยะเวลาในการศึกษาระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ paired samples t-test, independent samples t-test, Wilcoxon (Matched paired) signed ranks test และ Mann-Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้เกี่ยวกับการพลัดตกหกลัม (กลุ่มทดลอง: Mean=146.45, SD= 6.10 กลุ่มควบคุม: Mean=128.86, SD=8.73) ค่ามัธยฐานคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม (กลุ่มทดลอง: Median=77, IOR=3.50) (กลุ่มควบคุม: Median=67, IQR=7.50) และค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการทรงตัว (กลุ่มทดลอง: Mean=8.70, SD=1.46; กลุ่มควบคุม: Mean=9.95, SD=1.49) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ-ทางสถิติ (p&lt;0.05) และการประเมินความสามารถในการทรงตัวกลุ่มทดลองใช้เวลาน้อยกว่ากลุ่มควบคุม เห็นได้ว่า โปรแกรม ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการรับรู้และพฤติกรรมในการป้องกันการหกล้มที่ดีขึ้น สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุอื่นเพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p> <p><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> ผู้สูงอายุ; การพลัดตกหกล้ม; แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ</p> ธัญวรัตม์ พันธ์คง ชนิกานต์ สิทธิการ เสาวนีย์ โปษกะบุตร พิริยะลักษณ์ เพชรห้วยลึก พิมลรัตน์ สุวรรณเวลา ดุจดาว อ่อนจุติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 ผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทอาหารแปรรูปขั้นสูงในประเทศไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2976 <p><strong>นงนุช จินดารัตนาภรณ์</strong><br />สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล</p> <p><strong>วีรภาคย์ ซำศิริพงษ์</strong><br />สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล</p> <p><strong>สลักจิต ชื่นชม</strong><br />สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />บริษัทอาหารแปรรูปขั้นสูงขยายตัวอย่างรวดเร็วและกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจ นโยบาย-สาธารณะ และสุขภาพของประชาชนในประเทศไทย การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทอาหารฯ ในประเทศไทย ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ ตั้งแต่วันที่ 1มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการศึกษาพบว่า บริษัทอาหารฯ ใช้วิธีทางกฎหมายหรือข่มขู่ด้วยกฎหมายเพื่อทำให้การวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมลดลง การให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยและกิจกรรม-วิชาการหรือทางวิทยาศาสตร์ในการวางกรอบหลักฐานทางวิชาการและการโต้แย้ง การทำการตลาดเพื่อส่งเสริมการซื้อและการบริโภคผลิตภัณฑ์ของตนเอง การควบคุมห่วงโซ่อุปทานที่มีผลกระทบต่อความไม่เป็นธรรมและความไม่เท่าเทียมระหว่างบริษัทอาหารฯ และผู้ผลิตภายใต้สัญญา ปัญหามลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ การละเมิด สิทธิแรงงาน และการจำกัดการแข่งขันในตลาดด้วยการลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการรายย่อยและการจดลิขสิทธิ์หรือลงทะเบียนสิทธิบัตรก่อนเจ้าของตัวจริง นอกจากนี้ บริษัทอาหารฯ ยังใช้ความสัมพันธ์กับองค์กรสื่อเพื่อหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลด้านลบของบริษัท ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการติดตามตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทอาหารฯ และการดำเนิน ธุรกิจอย่างโปร่งใสของบริษัทอาหารฯ เป็นปัจจัยสำคัญช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ผลกระทบ; การดำเนินธุรกิจ; บริษัทอาหารแปรรูปขั้นสูง</p> นงนุช จินดารัตนาภรณ์ วีรภาคย์ ซำศิริพงษ์ สลักจิต ชื่นชม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 การเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มและรูปแบบการจำหน่ายระหว่าง ร้านกาแฟและเครื่องดื่มในเครือข่ายและนอกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2977 <p><strong>มัณฑนา ฉวรรณกุล</strong><br />คณะทันตแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง</p> <p><strong>ปิยะดา ประเสริฐสม</strong><br />คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>ศันสณี รัชชกูล</strong><br />กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข</p> <p><strong>จันทนา อึ้งชูศักดิ์</strong><br />กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข</p> <p><strong>อรอรรณีย์ ธารประสิทธิ์</strong><br />ชมรมคนรักฟันจังหวัดราชบุรี จังหวัดราชบุรี</p> <p><strong>สุธี สุขสุเดช</strong><br />คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มโดยพิจารณาจากระดับความหวานที่เลือกสั่ง (หวานปกติ หวานมากกว่าปกติ หวานน้อย และไม่หวาน) ระหว่างร้านกาแฟและเครื่องดื่มในเครือข่ายและนอกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน โดยการศึกษาแบบภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ ดำเนินการเก็บข้อมูลจาก 4 ภูมิภาค โดยสุ่มเลือกจังหวัดภาคละ 2 จังหวัด ด้วยวิธี systematic sampling มีร้านกาแฟและเครื่องดื่มในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน 8 แห่ง และ ร้านนอกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน 8 แห่ง บันทึกรายการเครื่องดื่มรวมทั้งสิ้น 491 รายการ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,486 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ร้านกาแฟและเครื่องดื่มที่ทำการศึกษาทั้งหมด มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยในสูตรปกติอยู่ที่ 22.6 กรัมต่อแก้ว โดยร้านกาแฟและเครื่องดื่มในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มีค่าปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยในสูตรปกติมีค่าต่ำกว่าร้านกาแฟและเครื่องดื่มนอกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน (21.8 กรัมเทียบกับ 23.4 กรัม) และในการศึกษานี้พบว่าการสั่งหวานน้อยและไม่หวานสามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลลงได้เฉลี่ย 10.7 กรัมต่อแก้ว ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มในสูตรหวานน้อยยังคงมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยเกินเกณฑ์ที่แนะนำให้ไม่เกิน 2 ช้อนชา/แก้ว (8 กรัม) ตามเกณฑ์ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึงภัยร้ายจากความหวาน โดยเฉพาะในหมู่คนวัยทำงานที่นิยมบริโภคเครื่องดื่มชงเย็น แนะนำความหวานไม่เกิน 2 ช้อนชา/แก้ว จากการศึกษานี้จะเห็นได้ว่าการเชิญชวนเข้าร่วมโครงการของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะส่งผลกระทบในด้านสุขภาพที่ปลอดภัยได้อย่างแท้จริง ดังนั้นเพื่อให้เกิดการลดปริมาณ น้ำตาลในกาแฟและเครื่องดื่มจึงต้องมีการขับเคลื่อนให้มีมาตรการในการให้ร้านกาแฟและเครื่องดื่มจะต้องมีสูตรหวานน้อย ที่เป็นไปตามข้อกำหนดไม่เกินมาตรฐานในเครื่องดื่มเย็นทุกประเภทเป็นทางเลือกสำหรับคนที่รักสุขภาพในการให้บริการ ลูกค้า สรุปข้อค้นพบจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าร้านกาแฟและเครื่องดื่มในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานมีแนวโน้มการจำหน่ายเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลต่ำ (หวานน้อยและไม่หวาน) ในสัดส่วนที่สูงกว่าร้านนอกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานอย่างมีนัยสำคัญ ร้อยละ 54.2 เทียบกับร้อยละ 42.8 โดยเฉพาะในกลุ่มกาแฟและช็อกโกแลต ผลการวิเคราะห์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าร่วมเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการสั่งซื้อเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การลดปริมาณน้ำตาล; ร้านกาแฟ; การส่งเสริมสุขภาพ</p> มัณฑนา ฉวรรณกุล ปิยะดา ประเสริฐสม ศันสณี รัชชกูล จันทนา อึ้งชูศักดิ์ อรอรรณีย์ ธารประสิทธิ์ สุธี สุขสุเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการทำงานกับพฤติกรรมสุขภาพและโรคไม่ติดต่อในกรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2978 <p><strong>จิรนันท์ ทิพงษ์</strong><br />มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ จังหวัดนนทบุรี</p> <p><strong>จินตนา จันทร์โคตรแก้ว</strong><br />มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ จังหวัดนนทบุรี</p> <p><strong>อรทัย วลีวงศ์</strong><br />กองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข</p> <p><strong><br />บทคัดย่อ</strong><br />การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการทำงานกับพฤติกรรมสุขภาพและความซุกของโรคไม่ติดต่อ (non-communicable diseases; NCDs) ในกลุ่มวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร วิธีการศึกษาใช้ข้อมูล ทุติยภูมิจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชากรปี พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ multiple logistic regression โดยกลุ่มตัวอย่างคือประชากรวัยทำงานอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร (n=6,271) ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มอาชีพช่างเทคนิคในโรงงาน หรือช่างฝีมือ และผู้ใช้แรงงาน หรืองาน ก่อสร้าง หรือเกษตรกรรมมีพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพมากที่สุด โดยมีความชุกการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่สูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ กลุ่มอาชีพช่างเทคนิคในโรงงานหรือช่างฝีมือ มีโอกาสจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1.39 เท่า เมื่อเปรียบเทียบ กับกลุ่มข้าราชการ หรือเสมียน หรือพนักงานออฟฟิศ (AOR: 1.39; 95%CI: 1.11-1.75) และผู้ใช้แรงงาน หรืองานก่อสร้างหรือเกษตรกรรม มีโอกาสที่จะสูบบุหรี่ 1.40 เท่า (AOR: 1.40; 95%CI: 1.01-1.93) เมื่อเทียบกับกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้พบว่า กลุ่มผู้ว่างงานที่ส่วนใหญ่เป็นวัยเกษียณอายุมีแนวโน้มของการมีโรคไม่ติดต่อมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆสรุปลักษณะการทำงานมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพและโรคไม่ติดต่อ กลุ่มที่ใช้แรงงานหนักมีแนวโน้มมีพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพสูง โดยเฉพาะการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ การศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ว่างงานมีความเสี่ยง ด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนามาตรการส่งเสริมสุขภาพ ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มอาชีพและลักษณะการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ลักษณะงาน; พฤติกรรมสุขภาพ; โรคไม่ติดต่อ; กรุงเทพมหานคร</p> จิรนันท์ ทิพงษ์ จินตนา จันทร์โคตรแก้ว อรทัย วลีวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 อากาศสะอาด สุขภาพดี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2979 <p><strong>สิริกร นามลาบุตร</strong><br />สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>นุชลีพร จิตแกล้ว</strong><br />สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>พีรวิชญ์ นามลาบุตร</strong><br />สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กรุงเทพมหานคร</p> สิริกร นามลาบุตร นุชลีพร จิตแกล้ว พีรวิชญ์ นามลาบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 ครัวบำบัด: แนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพจิตผ่านการทำอาหาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/thpjournal/article/view/2980 <p><strong>อัคตัรมีซี อาหามะ</strong><br />สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ</p> อัคตัรมีซี อาหามะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30