ภูพานสาส์น วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/ppsj <p><strong>วารสารภูพานสาส์น วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มุ่งเน้นเผยแพร่องค์ความรู้และวิทยาการที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าและวิจัย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นทางวิชาการที่มีคุณภาพและคุณค่าต่อวงวิชาการ โดยครอบคลุมเนื้อหาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>การประเมินบทความ</strong><strong> </strong>บทความที่จะเผยแพร่ในวารสารภูพานสาส์น ต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (<strong>Double-Blind Peer Review)</strong> ซึ่งผู้ประเมิน (Reviewers) ไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่ง (Authors) ไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน โดยมีผู้ประเมินบทความ จำนวน 3 คน (Three Reviewers) ต่อบทความ ทั้งผู้ประเมินภายในและภายนอกที่มาจากหลากหลายมหาวิทยาลัย เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานวารสารระดับชาติและระดับสากล</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p><strong>วารสารภูพานสาส์น เปิดรับบทความตลอดทั้งปี</strong><strong> เผยแพร่ออนไลน์ ปีละ </strong><strong>2 ฉบับ (ราย 6 เดือน) <br /></strong>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เดือนมิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ <br />ไม่มีค่าใช้จ่าย</strong><strong>ในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร th-TH ภูพานสาส์น วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2651-1495 ปัญหาและผลกระทบการบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมของช้างป่า ตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/ppsj/article/view/2481 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมของช้างป่า และ 2) ศึกษาผลกระทบที่ประชาชนได้รับจากการบุกรุกของช้างป่า เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 400 คน จาก 5 หมู่บ้านของตำบล กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน 0.05 (Yamane, 1967) และใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัญหาการบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมของช้างป่าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (𝑥̅ = 2.80) โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ช้างป่ามีการบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรม (𝑥̅ = 2.93) และการบุกรุกเกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่เดิม (𝑥̅ = 2.92) ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ การต้องเลื่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต (𝑥̅ = 2.59) <br />2) ระดับผลกระทบที่ประชาชนได้รับจากการบุกรุกของช้างป่า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (𝑥̅ = 2.64) โดยผลกระทบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย (𝑥̅ = 2.74) และพื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหาย (𝑥̅ = 2.72) ขณะที่การนอนหลับถูกรบกวนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (𝑥̅ = 2.56)</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่รับรู้ถึงทั้งปัญหาและผลกระทบจากการบุกรุกของช้างป่า จึงควรมีการบูรณาการนโยบายและมาตรการจัดการระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและท้องถิ่น โดยใช้ข้อมูลพื้นที่เสี่ยง เทคโนโลยีการติดตาม และการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนระหว่างคนกับช้างป่า</p> มาริสา บุญธรรม แสงระวี เพิ่มรุ่งเรือง จาตุรงค์ สุทาวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภูพานสาส์น วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 1 1 13 คดี Federal Baseball Club v. National League: กรณีศึกษาความท้าทายในการบริหารปกครองกีฬาเบสบอลและข้อยกเว้นของธุรกิจกีฬาเบสบอลอาชีพจากกฎหมายผูกขาดทางการค้าสหรัฐอเมริกา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/ppsj/article/view/2608 <p>แม้ว่ากฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกามุ่งเน้นไปที่การใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อควบคุมพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันทางการค้าและป้องกันความเสียหายต่อสังคมในตลาดธุรกิจกีฬาสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีความคุ้มครองหรือความคุ้มกันจากกฎหมายบางประการที่มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมเฉพาะจากธุรกิจการแข่งขันกีฬาเบสบอลจากกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกา คดี <em>Federal Baseball Club v. National League</em> เป็นคดีสำคัญที่ศาลฏีกาสหรัฐอเมริกาได้ตัดสิน วางหลักการทั่วไปในลักษณะที่มุ่งเน้นไปที่การขยายขอบเขตข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจการแข่งขันกีฬาเบสบอลจากกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกา ในคดีนี้ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาตัดสินไปในทำนองที่ว่าการดำเนินอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมกีฬาเบสบอลได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกา บทความนี้นำเสนอความสำคัญและบทบาทของกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกาในธุรกิจอุตสาหกรรมกีฬาของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน บทความนี้ยังทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักเกณฑ์ทางกฎหมายในกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งข้อยกเว้นของธุรกิจกีฬาเบสบอลจากกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกา บทความนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาธรรมชาติของธุรกิจอุตสาหกรรมกีฬาเบสบอลในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน และการนำข้อยกเว้นดังที่กล่าวมานี้ไปใช้ในสหรัฐอเมริกา</p> ปีดิเทพ อยู่ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภูพานสาส์น วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 1 14 30 การใช้ภาษาถิ่นและการถ่ายทอดอัตลักษณ์อีสานในบทเพลงของก้อง ห้วยไร่ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/ppsj/article/view/2760 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้ภาษาถิ่นอีสาน และ 2) วิเคราะห์การถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นในบทเพลงของก้อง ห้วยไร่ จำนวน 24 เพลง (พ.ศ. 2558–2568) วิเคราะห์เนื้อหาผ่านกรอบแนวคิดกลวิธีการใช้ภาษาและทฤษฎี อัตลักษณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1.<span style="font-size: 0.875rem;">กลวิธีการใช้ภาษาถิ่นอีสานพบ 3 ลักษณะหลัก ได้แก่ การใช้คำศัพท์เฉพาะถิ่น (20 บทเพลง) การผสมภาษากลาง (12 บทเพลง) และการใช้โวหารภาพพจน์ โดยเฉพาะอุปมาเพื่อสร้างจินตภาพ ทั้งนี้ ไม่พบการใช้สำนวนในบทเพลงทั้งหมด สะท้อนถึงเอกลักษณ์การสื่อสารที่เน้นความเรียบง่ายและจริงใจ 2.</span><span style="font-size: 0.875rem;">การถ่ายทอดอัตลักษณ์อีสานพบ 4 ด้าน ได้แก่ ความเชื่อและค่านิยม (13 บทเพลง แบ่งเป็นความเชื่อ 10 บทเพลง และค่านิยม 3 บทเพลง) ซึ่งสะท้อนเรื่องกฎแห่งกรรมและความกตัญญู วิถีชีวิตชนบทนำเสนอความเรียบง่าย (7 บทเพลง)</span>ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น (5 บทเพลง) และความสัมพันธ์กับคนในชุมชน (5บทเพลง) ตามลำดับ สรุปได้ว่า บทเพลงของก้อง ห้วยไร่ ใช้ภาษาถิ่นเป็นเครื่องมือหลักในการธำรงรักษาและผลิตซ้ำอัตลักษณ์อีสาน โดยเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับบริบทสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีศิลปะ</p> รัตนาพร กุลหงษ์ มิ่งมนัสชน จังหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภูพานสาส์น วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 1 31 46 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนผ่านจักรวาลนฤมิตของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/ppsj/article/view/3428 <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบนิเวศจักรวาลนฤมิตในระดับอุดมศึกษา โดยประยุกต์กรอบแนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) เพื่อสังเคราะห์ตัวแปรสำคัญที่กำหนดการยอมรับเทคโนโลยี และพัฒนาแนวคิดเชิงองค์รวมสำหรับการออกแบบโมเดลการเรียนรู้ใน จักรวาลนฤมิต การวิจัยใช้ระเบียบวิธีทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Literature Review) และการวิเคราะห์บรรณานุกรม (Bibliometric Analysis) ตามมาตรฐาน PRISMA โดยสืบค้นฐานข้อมูล Scopus ระหว่างปี 2020–2025 ด้วยคำสำคัญด้าน Metaverse, TAM, Learning และ Higher Education จากผลงานเริ่มต้น 11,296 รายการ คัดกรองเหลือ 18 บทความเพื่อวิเคราะห์เนื้อหาเชิงลึก และใช้โปรแกรม VOSviewer ตรวจสอบเครือข่ายความสัมพันธ์ของคำสำคัญ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของงานวิจัยด้าน Metaverse ในการศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้งาน ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความเพลิดเพลิน อิทธิพลทางสังคม และความสามารถในตนเอง ขณะที่ความเสี่ยงทางไซเบอร์และต้นทุนเป็นปัจจัยยับยั้ง จากข้อค้นพบได้สังเคราะห์กรอบแนวคิดบูรณาการ 3 ส่วน คือ (1) พื้นฐาน: ระบบนิเวศ Metaverse 7 ชั้น (2) ตัวขับเคลื่อน: การยอมรับเทคโนโลยี TAM และ (3) เป้าหมาย: ความสำเร็จทางการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์เสมือนจริง การสร้างสรรค์ และทักษะขั้นสูง ผลการวิจัยสะท้อนว่า ความสำเร็จของการเรียนรู้ในจักรวาลนฤมิต ไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการรับรู้ของผู้เรียน สถาบันอุดมศึกษาจึงควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่กับการเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล เพื่อลดข้อจำกัดเชิงเทคนิคและส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้เรียนจากผู้รับสารสู่ผู้สร้างสรรค์ร่วม (Co-creator) และนำไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ยั่งยืน</p> กันยมาศ สงวนศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภูพานสาส์น วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 1 47 60 การวิเคราะห์คำเรียกญาติของชาวผู้ไท อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร: อรรถวิเคราะห์และลักษณะทางวัฒนธรรม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/ppsj/article/view/3442 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคำเรียกญาติพื้นฐานและไม่พื้นฐานของชาวผู้ไท อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ด้านความหมายและลักษณะทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านคำเรียกญาติพื้นฐานและไม่พื้นฐาน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้พูดภาษาผู้ไท บ้านคำบ่อ ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบ (componential analysis) ผลการวิจัยพบว่า คำเรียกญาติพื้นฐานของผู้พูดภาษาผู้ไทมี 20 คำ ส่วนคำเรียกญาติไม่พื้นฐานมี 26 คำ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางความหมายพบมิติความแตกต่าง ที่มีร่วมกัน 5 มิติ ได้แก่ 1) รุ่นอายุ/รุ่น 2) อายุ 3) สายเลือด 4) เพศ 5) ฝ่ายพ่อ/แม่ สะท้อนให้เห็นว่าในวัฒนธรรมของชาวผู้ไทวาริชภูมิ ให้ความสำคัญกับความอาวุโส สายเลือด เพศ ฝ่ายพ่อ/แม่</p> กันยารัตน์ มะแสงสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภูพานสาส์น วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 1 61 77