มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat <p><strong>วารสาร มจร สุรนารีสาร</strong></p> <p><strong>ISSN: 2985-1106 (Print)</strong></p> <p><strong>ISSN: 3088-1382 (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong></p> <p>1.เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา จริยศาสตร์ การศึกษา และสหวิทยาการ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ในระดับบัณฑิตศึกษา และบุคคลทั่วไป </p> <p>2.เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่ </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ และหรือบทความวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>ภาษาที่รับการตีพิมพ์</strong> : ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>-วารสารมีกำหนดออก 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> th-TH mcusuranaree@gmail.com (Phramaha Supat Vajirāvudho, Assoc. Prof. Dr. ) mcusuranaree@gmail.com (นายกุลพิสิฐ ขวาไทย) Fri, 28 Aug 2026 17:59:34 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประยุกต์หลักทศพิธราชธรรมกับการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1905 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้หลักทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นหลักธรรม 10 ประการ หลักปกครองสำหรับพระมหากษัตริย์ที่ใช้ในการปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการสำหรับผู้นำ มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นการบูรณาการหลักทศพิธราชธรรมเข้ากับการบริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาผู้นำสถานศึกษาที่มีคุณธรรม จริยธรรม และวิสัยทัศน์ การนำเสนอแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในบทความนี้มุ่งหวังให้เป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจการประยุกต์ใช้หลักทศพิธราชธรรมกับการบริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p> <p> </p> กชพร เพิ่มพูล, พระครูวุฒิชัยการโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1905 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 อินทรีย์ 5 กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ : แนวทางเชิงพุทธในการป้องกันโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1906 <p>บทความนี้มุ่งเสนอแนวทางเชิงพุทธในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจเพื่อป้องกันโรคซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่น โดยอาศัยหลัก “อินทรีย์ 5” ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ช่วยพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง มั่นคง และมีทิศทาง การประยุกต์ใช้หลักอินทรีย์ 5 ทำให้วัยรุ่นเกิดความตระหนักรู้ในตนเอง มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ลดความวิตกกังวล เกิดความสงบในใจ และมีมุมมองต่อชีวิตที่ลึกซึ้งขึ้น</p> <p>บทความนำเสนอการเชื่อมโยงแนวคิดอินทรีย์ 5 กับแนวทางการฝึกสติ การปฏิบัติสมาธิ และการพัฒนาทักษะชีวิตที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า พร้อมทั้งเสนอให้เกิดการส่งเสริมในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเกื้อหนุนต่อการเติบโตทางจิตใจของวัยรุ่นอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ แนวทางเชิงพุทธที่กล่าวมา มิได้จำกัดเฉพาะทางธรรมะเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของการศึกษา การให้คำปรึกษา หรือกิจกรรมบำบัดได้อย่างเหมาะสมและเกิดผลเชิงบวกในระยะยาว</p> พระครูศรีสุทธาวุธ (อิทธิพล ลิ่มเครือ), พระครูวุฒิชัยการโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1906 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 ธรรมะบำบัดใจ : ขจัดความเครียดของครูด้วยพลังกรรมฐาน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1909 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของกรรมฐานหรือการฝึกสมาธิแบบพุทธในรการขจัดความเครียดของครู จากการศึกษาพบว่า กรรมฐานเป็นการฝึกจิตหรือการอบรมจิตให้สงบ ทำให้เกิดปัญญาสามารถระงับความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ การเจริญกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายและจิตของครูมีสุขภาวะจิตที่ดี ซึ่งหากมีความเครียดมากระทบด้านร่างกายและจิตใจ ควรรีบหาวิธีบำบัดรักษา เพื่อไม่ให้เกิดความร้ายแรงต่อร่างกายและจิตใจ โดยกรรมฐานเป็นวิธีที่ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ผ่านการรู้จักตนเองและการยอมรับอย่างมีสติผ่านการฝึกเจริญสติ ทำให้สามารถจัดการกับอารมณ์และสถานการณ์ยากลำบากได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กรรมฐานยังช่วยสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสุขภาพจิตระยะยาว</p> <p>ดังนั้น การนำกรรมฐาน มาใช้ในการการขจัดความเครียดของครู เป็นเครื่องมือบำบัดทางจิตวิทยาที่มีศักยภาพสูง ช่วยให้สามามารถก้าวผ่านความเครียดที่มากระทบด้านร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดีซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอย่างยั่งยืน</p> ยศภัทร เกลี้ยงกลม, พระครูวุฒิชัยการโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1909 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 อริยสัจ 4: กรอบคิดเชิงพุทธสำหรับการบริหารการศึกษาสู่ความยั่งยืน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1915 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 เป็นแก่นธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นกรอบคิดเชิงบูรณาการสำหรับการบริหารการศึกษาที่มุ่งเน้นความยั่งยืน การศึกษา เชิงวิเคราะห์นี้ได้ทำการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักอริยสัจ 4 และแนวคิดด้านการบริหารการศึกษาที่ยั่งยืน โดยเน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์หลักธรรมอริยสัจ 4 กับองค์ประกอบหลักของการบริหารการศึกษา ได้แก่ การกำหนดนโยบาย การวางแผน การดำเนินงาน และการประเมินผล เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอริยสัจ 4 ในการเป็นเครื่องมือทางปัญญาสำหรับผู้บริหารการศึกษา</p> <p>จากการศึกษาพบว่าหลักอริยสัจ 4 สามารถนำมาเป็นกรอบคิดในการบริหารการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มต้นจากการกำหนดปัญหาหรือทุกข์ (ทุกข์) ในระบบการศึกษา เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม หรือการขาดคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียน จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (สมุทัย) ซึ่งอาจมาจากปัจจัยภายในและภายนอกองค์กร เช่น การขาดแคลนทรัพยากร ทางการศึกษา การบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือค่านิยมที่ไม่เหมาะสมในสังคม ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดเป้าหมายสูงสุด (นิโรธ) ซึ่งหมายถึงการสร้างระบบการศึกษาที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง และสุดท้ายคือการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ (มรรค) เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เช่น การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการบูรณาการคุณธรรม การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และการใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ</p> <p> บทความนี้สรุปว่าการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 ในการบริหารการศึกษาสามารถช่วยให้ผู้บริหารมีแนวทาง ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยการมองเห็นปัญหาตามความเป็นจริง การวิเคราะห์สาเหตุอย่างรอบด้าน การตั้งเป้าหมายที่แท้จริง และการกำหนดแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการศึกษาที่ไม่เพียงแต่เน้นความรู้เชิงวิชาการ แต่ยังสร้างสรรค์ผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ คุณธรรมและมีความสุข อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนต่อไป</p> <p> </p> ณิศวรา บานแย้ม, พระครูวุฒิชัยการโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1915 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 อิทธิบาท 4 : การบริหารสถานศึกษาเชิงพุทธแบบบูรณาการ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1943 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเชิงบูรณาการ และเพื่อพัฒนาแนวทางการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ (ความปรารถนาที่ถูกต้อง) วิริยะ (ความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง) จิตตะ (ความตั้งใจมั่นคงไม่หวั่นไหว) และวิมังสา (ปัญญาความรอบคอบในการพิจารณา) สามารถเป็นกลยุทธ์หลักในการบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล โดยเฉพาะในการกำหนดทิศทางองค์กร การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผลเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การประยุกต์ใช้กลยุทธ์อิทธิบาท 4 ในการบริหารสถานศึกษาส่งผลให้เกิดสมดุลระหว่างการใช้ปัญญาและคุณธรรม ในการตัดสินใจ การบริหารมีความโปร่งใสเป็นธรรมและยั่งยืน กลยุทธ์สามารถช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถเป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์</p> อมรรัตน์ สุดพุ่ม, พระครูวุฒิชัยการโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1943 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มเครือข่ายการศึกษาอำเภอแก้งคร้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1754 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มเครือข่ายการศึกษาอำเภอแก้งคร้อ (2) เปรียบเทียบการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มเครือข่ายการศึกษาอำเภอแก้งคร้อ จำแนกตามพื้นที่ตั้งของโรงเรียน และขนาดของโรงเรียน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัยคือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในกลุ่มเครือข่ายการศึกษา อำเภอแก้งคร้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 201 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ตามขนาดของโรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบวุฒิการศึกษา โดยใช้ F-test และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเซฟเฟ่ (Scheffe 's Method) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มเครือข่ายการศึกษาอำเภอแก้งคร้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มเครือข่ายการศึกษาอำเภอแก้งคร้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำแนกตามพื้นที่ตั้งของโรงเรียน และขนาดของโรงเรียน โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน</p> เบญจวรรณ ไพรสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1754 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1488 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการจัดการความรู้ของสถานศึกษา (2) เปรียบเทียบการจัดการความรู้ของสถานศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการจัดการความรู้ของสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำนวน 105 แห่ง ซึ่งกำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางของเครจซีและมอร์แกน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน และครูผู้สอน 1 คน ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 รวมสถานศึกษาละ 2 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 210 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถามรายข้อตั้งแต่ 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นโดยรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ t-test และสรุปแนวทางในการพัฒนาการจัดการความรู้ในสถานศึกษาโดยนับความถี่จากแนวทางที่ได้ในสถานศึกษาเดียวกัน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับการศึกษาการจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> <p>2) การเปรียบเทียบการจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p>3) แนวทางในการพัฒนาการจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 พบว่าในสถานศึกษาขนาดเล็ก มีแนวทางในการพัฒนาด้านการจัดความรู้ให้เป็นระบบมากที่สุด ส่วนสถานศึกษาขนาดกลางขึ้นไปมีแนวทางในการพัฒนาด้านการสร้างและแสวงหาความรู้มากที่สุด</p> วชิรา ทวีโชค, ชวลิต เกตุกระทุ่ม, ชุติมา พรหมผุย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1488 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 การบริหารความขัดแย้ง ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1492 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา และ (2) เปรียบเทียบการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำนวน 117 คน ได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบ่งชั้นแบบไม่เป็นสัดส่วน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน และครู จำนวน 2 คน รวมผู้ให้ข้อมูลสถานศึกษาละ 3 คนจำนวนทั้งสิ้น 351 คน ที่ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรฐานส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test และ F-test และเมื่อพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยทำการเปรียบเทียบรายคู่ตามวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé's Method) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประนีประนอม รองลงมา คือ ด้านการยอมรับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการหลีกเลี่ยง </p> <p> 2) การเปรียบเทียบการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการเอาชนะ และด้านการร่วมมือ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสถานศึกษาขนาดเล็กมีการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษามากกว่าสถานศึกษาขนาดกลางขึ้นไป จำแนกตามประสบการณ์ทำงานพบว่า พบว่า ทั้งโดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านการหลีกเลี่ยง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 2 คู่ ได้แก่ ผู้ที่มีประสบการณ์ทำงาน 10 ปี ขึ้นไป มีการบริหารความขัดแย้งในด้านการหลีกเลี่ยง มากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์ทำงาน 5 - 10 ปี และผู้ที่มีประสบการณ์ทำงาน 10 ปี ขึ้นไป มีการบริหารความขัดแย้งในด้านการหลีกเลี่ยง มากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานต่ำกว่า 5 ปี</p> รุ้งทิพย์ สุดเสียงสังข์, ชวลิต เกตุกระทุ่ม, อำนาจ อยู่คำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1492 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการศึกษา ของศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1494 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษา (2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการจัดการศึกษา (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สงผลกับประสิทธิผลการจัดการศึกษา และ (4) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ จำนวน 10 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง และ ครูศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 216 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษามีค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.97 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการจัดการศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมเท่ากับ 0.96 เป็นแแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (r) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากเป็นอันดับแรกได้แก่ ด้านผู้บริหาร รองลงมาคือ ด้านผู้เรียน และด้านสภาพแวดล้อม ตามลำดับ</p> <p> 2) ประสิทธิผลการจัดการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากเป็นอันดับแรกได้แก่ ด้านงบประมาณ รองลงมาคือ ด้านบริหารงานบุคคล และด้านบริหารงานทั่วไป ตามลำดับ </p> <p> 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สงผลต่อประสิทธิผลการจัดการศึกษา อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำถึงปานกลาง (r = 0.33 – 0.41) และมีความสัมพันธ์ต่อกันในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p> 4) ปัจจัยที่สงผลต่อประสิทธิผลการจัดการศึกษา คือ ด้านผู้สอน ด้านผู้เรียน และด้านผู้บริหาร โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (b) เท่ากับ 0.25 0.20 และ 0.17 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สามารถพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาได้ร้อยละ 24.00 </p> พัชญ์พลิน สุวรรณ์โรจน, วรสิทธิ์ รัตนวราหะ, มานะ สินธุวงษานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1494 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพและแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียน ในศูนย์เครือข่ายหนองบุญมาก 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1748 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียน และ (2) เพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 79 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการนิเทศการศึกษาตามแนวคิดของ กลิคแมน กอร์ดอน และ รอสกอร์ดอน (Glickman,Gordon and Ross Gordon) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การนิเทศภายในของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายหนองบุญมาก 2 พบว่าโดยภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ครู ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการพัฒนางานกลุ่ม และด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการ </p> <p> 2) แนวทางการนิเทศภายในของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายหนองบุญมาก 2 พบว่า โรงเรียนควรให้โอกาสครูให้มีบทบาทหน้าที่เป็นทั้งผู้นำและผู้ตามในการทำงานกลุ่ม ให้การส่งเสริมสนับสนุนและให้บริการครู มีการสังเกตการสอน ใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) มาช่วยในการนิเทศการสอน ให้ความสำคัญเรื่องการจัดทำแผนพัฒนาตนเองของครู (ID Plan) ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร และส่งเสริมสนับสนุนให้ครูนำกระบวนการวิจัยมาใช้ในการแก้ปัญหาและแนะแนวทางในการทำวิจัยในชั้นเรียนที่ถูกต้องแก่ครู ควรใช้เกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลง (PA) มาช่วยในการนิเทศการศึกษาด้านการทำวิจัยในชั้นเรียน</p> อภิญญา สุทธิพันธุ์, วรสิทธิ์ รัตนวราหะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1748 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1751 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครู (2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงานของครู และขนาดของสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัย คือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง คือครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ จำนวน 310 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ตามขนาดของโรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบวุฒิการศึกษา โดยใช้สถิติ t-test เปรียบเทียบประสบการณ์ และขนาดของสถานศึกษา โดยใช้ F-test และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเซฟเฟ่ (Scheffe 's Method) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงานของครู และขนาดของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ คือ ภาวะผู้นำเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผู้ร่วมงาน องค์กรหรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภาวะผู้นำเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลว และเป็นคุณสมบัติที่ผู้บริหารพึงมีโดยจะต้องรู้จักสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่นรวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกภายในองค์กรเกิดความพึงพอใจพร้อมให้ความร่วมมือร่วมแรงและร่วมใจในการดำเนินงานเพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ประโยชน์ที่ได้รับ ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำข้อมูลจากการวิจัยไปใช้ในการวางแผนเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ</p> ธนวุฒิ จันทีเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1751 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความยุติธรรมจากการทำลาย: วิพากษ์ทานอส ผ่านกรอบแนวคิดประโยชน์นิยม จริยศาสตร์แบบคานต์ และ พุทธปรัชญา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/2793 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์แนวคิดเรื่องความยุติธรรมของทานอสผ่านกรอบแนวคิดประโยชน์นิยม (2) ประเมินการกระทำของทานอสผ่านจริยศาสตร์แบบคานต์ โดยเน้นประเด็นหน้าที่ทางศีลธรรมและศักดิ์ศรีของมนุษย์ และ (3) เพื่อวิพากษ์แนวคิดความยุติธรรมเชิงการทำลายผ่านกรอบพุทธปรัชญา โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเจตนา การกระทำ และผลทางจริยธรรมของความรุนแรง ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เชิงปรัชญาและการวิเคราะห์เชิงมโนทัศน์เป็นวิธีการหลัก ในการมุ่งศึกษาปัญหาความยุติธรรมและความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรงผ่านกรณีศึกษาตัวละคร “ทานอส” จากจักรวาลภาพยนตร์มาเวล ซึ่งเสนอแนวคิดการทำลายชีวิตจำนวนมากเพื่อรักษาสมดุลของทรัพยากรและความอยู่รอดของจักรวาล โดยตั้งคำถามวิจัยว่า การทำลายชีวิตจำนวนมากเพื่อผลประโยชน์โดยรวมสามารถถือเป็น “ความยุติธรรม” ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาผ่านกรอบแนวคิดทางจริยศาสตร์ที่แตกต่างกัน</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้การกระทำของทานอสจะสามารถอธิบายความชอบธรรมได้บางส่วนภายใต้กรอบประโยชน์นิยมซึ่งให้ความสำคัญกับผลลัพธ์และผลประโยชน์โดยรวม แต่กลับขัดแย้งอย่างชัดเจนกับจริยศาสตร์แบบคานต์ที่ไม่อาจยอมรับการใช้มนุษย์เป็นเพียงเครื่องมือ และเมื่อพิจารณาผ่านกรอบพุทธปรัชญา พบว่าแนวคิดความยุติธรรมที่ตั้งอยู่บนการทำลายชีวิตไม่สามารถนำไปสู่การลดทุกข์อย่างแท้จริงได้ บทความนี้จึงชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงจริยศาสตร์ของความยุติธรรมที่อ้างความจำเป็นเชิงผลลัพธ์ แต่ละเลยศักดิ์ศรีของชีวิต และสะท้อนปัญหาการอ้างความชอบธรรมจากการใช้ความรุนแรงในนามของความดี</p> พระครูปลัดธันรบ โชติวํโส (วงศ์ษา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/2793 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 บทบาทการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ป่วยติดเตียงของพระสงฆ์ในอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3276 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ และ (3) นำเสนอบทบาทการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ป่วยติดเตียงของพระสงฆ์ในอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.958 จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ พระสงฆ์ จำนวน 228 รูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน สรุปเป็นความเรียงผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับบทบาทการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ป่วยติดเตียงของพระสงฆ์ในอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก (=4.26)</p> <p>2) ความสัมพันธ์ระหว่าง การช่วยเหลือสงเคราะห์กับบทบาทการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ป่วยติดเตียงของพระสงฆ์ในอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อยู่ในระดับมาก <br />(r=0.840)</p> <p>3) บทบาทการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ป่วยติดเตียงของพระสงฆ์ในอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ด้านการวางแผนการดูแล พบว่า มีการกำหนดบทบาทพระสงฆ์ที่สอดคล้องพระธรรมวินัย ในการดำเนินงานที่ชัดเจนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและลดภาระครอบครัวผู้ป่วย ด้านการดูแลเฉพาะราย พบว่า มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจ ลดความทุกข์ ความกังวล และความโดดเดี่ยวของผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเสริมสร้างกำลังใจแก่ญาติผู้ดูแลให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ด้านการติดตามประเมินผล พบว่า การประเมินช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการทำงาน และความต่อเนื่องของการช่วยเหลือ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยและสังคมได้</p> พระครูอดุลโพธิธรรม (สมพิศ ญาตธมฺโม), พระครูบรรพตภาวนาวิธาน, สุริยะ มาธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3276 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ตามปฏิปทาเจ้าพ่อเขาใหญ่ (ปลัดจ่าง นิสัยสัตย์) ของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3277 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ และ (3) นำเสนอการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ตามปฏิปทาเจ้าพ่อเขาใหญ่ (ปลัดจ่าง นิสัยสัตย์) ของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.978 จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน 203 รูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน สรุปเป็นความเรียง ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ตามปฏิปทาเจ้าพ่อเขาใหญ่ (ปลัดจ่าง นิสัยสัตย์) ของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก (=4.25)</p> <p>2) ความสัมพันธ์ระหว่าง การบริหารจัดการตามหลัก 4M กับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ตามปฏิปทาเจ้าพ่อเขาใหญ่ (ปลัดจ่าง นิสัยสัตย์) ของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อยู่ในระดับมาก (r=0.847)</p> <p>3) การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ตามปฏิปทาเจ้าพ่อเขาใหญ่ (ปลัดจ่าง นิสัยสัตย์) ของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พบว่า พระสงฆ์ในการใช้หลักธรรมเป็นฐานการตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน พบว่า มีการอนุรักษ์และเป็นแบบอย่างแก่ชุมชน ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์ พบว่า การจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมโปร่งใส คืนธรรมชาติและชุมชน ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล พบว่า การประเมินคุณธรรมและความสัมพันธ์ชุมชน</p> พระครูปริยัติวัชรวิมล (กมล ฐิติโก), สุริยะ มาธรรม, พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3277 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3278 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ และ (3) นำเสนอประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณะสงเคราะห์ของคณะสงฆ์อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.862 จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ พระสงฆ์ จำนวน 155 รูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน สรุปเป็นความเรียง ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับประสิทธิผลการริหารจัดการงานสาธารณะสงเคราะห์ของคณะสงฆ์อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก (=4.27)</p> <p>2) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานสาธารณะสงเคราะห์กับประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณะสงเคราะห์ของคณะสงฆ์อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อยู่ในระดับมาก (r=0.901)</p> <p>3) แนวทางการส่งเสริมประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณะสงเคราะห์ของคณะสงฆ์อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ พบว่า ด้านการผลิต สำรวจความต้องการของประชาชน พัฒนาศักยภาพพระสงฆ์และนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ด้านประสิทธิภาพ การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ประสานงานกับภาคีเครือข่าย มีความโปร่งใส พร้อมตัวชี้วัดและการประเมินผล ด้านความพึงพอใจ การดำเนินงานที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชน ด้านการปรับเปลี่ยน มีการปรับทัศนคติและวิธีดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง โดยบูรณาการหลักธรรมกับการบริหารจัดการสมัยใหม่ ด้านการพัฒนา พบว่า มีการพัฒนาศักยภาพในการบริหารงานของพระสงฆ์ให้ทำงานอย่างเป็นระบบโปร่งใส ยกระดับคุณภาพงานสาธารณะสงเคราะห์</p> พระครูสังฆรักษ์สมชาย สมจิตฺโต, พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร, พระครูบรรพตภาวนาวิธาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3278 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700