https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/issue/feed มจร สุรนารีสาร 2026-04-30T21:36:34+07:00 Phramaha Supat Vajirāvudho, Assoc. Prof. Dr. mcusuranaree@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสาร มจร สุรนารีสาร</strong></p> <p><strong>ISSN: 2985-1106 (Print)</strong></p> <p><strong>ISSN: 3088-1382 (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong></p> <p>1.เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา จริยศาสตร์ การศึกษา และสหวิทยาการ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ในระดับบัณฑิตศึกษา และบุคคลทั่วไป </p> <p>2.เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่ </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ และหรือบทความวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>ภาษาที่รับการตีพิมพ์</strong> : ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>-วารสารมีกำหนดออก 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3326 บทบรรณาธิการ 2026-04-30T21:16:02+07:00 <p>วารสาร มจร สุรนารีสาร ปีที 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569) เล่มแรกแห่งปีที่บรรจุบทความทางวิชาการเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการบริหารองค์กรด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านสถานศึกษาและการพัฒนาข้าราชการมีครูเป็นต้น ทั้งหลักศีล 5 หลักสังคหวัตถุและหลักไตรสิกขา คือจริยธรรมของมวลมนุษย์ทุกยุคสมัย</p> <p>ทางกองบรรณาธิการรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งและขอขอบคุณผู้แต่งทุกท่าน ที่ได้ส่งบทความอันทรงคุณค่าทรงภูมิปัญญาพร้อมด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆ มาร่วมเผยแพร่ในวารสาร มจร สุรนารีสาร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากท่านเป็นอย่างดีในโอกาสต่อไป</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1472 การศึกษาขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2026-04-19T17:07:41+07:00 เพชราภรณ์ เพชราภรณ์ ดุงโคกกรวด petcharaporn_dun@vu.ac.th มานะ สินธุวงษานนท์ petcharaporn_dun@vu.ac.th ปานัฏสิริ จันทร์ศิริ petcharaporn_dun@vu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 และ (2) เปรียบเทียบระดับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตาม เพศ ขนาดสถานศึกษา ประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ที่ปฏิบัติงาน ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 321 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และได้ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.0 และมีค่าความเชื่อมั่นโดยภาพรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.938 วิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสถิติทดสอบ T-test และ F-test เมื่อพบความแตกต่างทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>(1) ระดับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.16)</p> <p>(2) ผลการเปรียบเทียบขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามเพศ ขนาดสถานศึกษา และประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมแตกต่างกัน</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1473 การศึกษารูปแบบการให้บริการศูนย์การศึกษาพิเศษกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อการให้บริการช่วยเหลือระยแรกเริ่มของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา 2026-03-14T16:12:55+07:00 สุทธิลักณ์ ศรีปัญญา sutthilak_chi@vu.ac.th มานะ สินธุวงษานนท์ sutthilak_chi@vu.ac.th วรสิทธิ์ รัตนวราหะ sutthilak_chi@vu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม ของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา และ (2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามรูปแบบการให้บริการศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราขสีมา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 278 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยโดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามแต่ละข้ออยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และ มีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.974 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐาน (F-test) และทดสอบหาความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s method) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>(1) รูปแบบการให้บริการศูนย์การศึกษาพิเศษกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา โดยรวมและรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมาก</p> <p>(2) ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม ของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามรูปแบบการให้บริการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา พบว่าภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1476 การศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 2026-04-19T17:11:57+07:00 ชุติมา แก้วรัดดา padk2535@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครู และ (2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครู จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานและขนาดของสถานศึกษารูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 ที่ปฏิบัติงานในปีการศึกษา 2567 จำนวน 288 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie&amp; Morgan) สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นโดยภาพรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้สถิติ F-test และเมื่อพบความแตกต่างทำการเปรียบเทียบเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe's Method) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>(1) การมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากเป็นอันดับแรกได้แก่ ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษารองลงมาคือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และด้านการวัดผลประเมินผลและดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน</p> <p>(2) การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และเมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1479 การดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 3 2026-04-17T16:52:45+07:00 จิรายุ อ้นสูงเนิน jirayu_ons@vu.ac.th ชุติมา พรหมผุย jirayu_ons@vu.ac.th ศรุดา ชัยสุวรรณ jirayu_ons@vu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษา (2) เปรียบเทียบการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางส่งเสริมการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 วิจัยแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 การศึกษาการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใชในการวิจัย ได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 จำนวน 127 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.914 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ตอนที่ 2 แนวทางส่งเสริมการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเป็นความเรียง ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) การเปรียบเทียบการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) แนวทางส่งเสริมการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษา ด้านมาตรการการป้องกัน การแต่งตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย กำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน วางมาตรการป้องกันที่เหมาะสม จัดประชุมติดตามผลอย่างสม่ำเสมอและมีการประเมินผลต่อเนื่อง ด้านมาตรการการปลูกฝัง การสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยผ่านกิจกรรมให้ความรู้ การฝึกอบรมและการใช้สื่อเทคโนโลยี รวมถึงส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และด้านมาตรการการปราบปราม การจัดตั้งคณะทำงานเคลื่อนที่เร็ว กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน เตรียมอุปกรณ์รับมือเหตุฉุกเฉิน ฝึกซ้อมการระงับเหตุและติดตามประเมินผลเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1481 การศึกษาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2026-04-10T12:37:39+07:00 อังคณา เหมือนหมาย aungkana_mua@vu.ac.th ชุติมา พรหมผุย Aungkana_mua@vu.ac.th ศรุดา ชัยสุวรรณ Aungkana_mua@vu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และ (2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 160 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.957 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (Independent t-test) และ การทดสอบค่าเอฟ (F-test แบบ One-way ANOVA) และทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheff’s Method) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างสรรค์ รองลงมาคือ ด้านการตีความ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการสังเกต</p> <p>2) ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์การบริหารสถานศึกษา และ ขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1486 การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 2026-03-14T18:17:54+07:00 ทรงศักดิ์ พลคง parktasog@gmail.com ชวลิต เกตุกระทุ่ม Songsak_pho@vu.ac.th อำนาจ อยู่คำ Songsak_pho@vu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู และ (2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู แบบสอบถามมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Anova) เมื่อพบความแตกต่างจึงทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารตามหลักการมีส่วนร่วมรองลงมา มีจำนวน 2 ด้าน คือ ด้านการบริหารตามหลักคุณธรรม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และ ด้านการบริหารตามหลักความโปร่งใส และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการบริหารตามหลักความคุ้มค่า</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2) การเปรียบเทียบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน และจำแนกตามวุฒิการศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</span></p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/2002 วิเคราะห์หลักความเชื่อการบูชาวัตถุมงคลของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 2026-03-14T18:22:43+07:00 สิทธิชัย ทวีโคตร sittichai.kla07@gmail.com พระมหาสุพร รกฺขิตธมฺโม sittichai.kla07@gmail.com เบญจมาศ สุวรรณวงศ์ sittichai.kla07@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาหลักความเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท (2) ศึกษาหลักความเชื่อการบูชาวัตถุมงคลของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และ (3) วิเคราะห์การบูชาวัตถุมงคลตามหลักความเชื่อของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยในครั้งเป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) หลักความเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นความเชื่อหรือศรัทธาที่ถูกต้องจะต้องเป็นศรัทธาในพระรัตนตรัย ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาจึงจะเป็นศรัทธาที่ถูกต้องในหลักพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนให้เชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรมเชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน</p> <p>2) หลักความเชื่อการบูชาวัตถุมงคลของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สังคมไทยของเรามีความเชื่อมาแต่โบราณว่าคาถาอาคม อำนาจจิต การเพ่งกสิน อำนาจพระพุทธคุณที่มาบรรจุในวัตถุมงคลนั้น เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจในการดำเนินชีวิตของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ยึดเป็นที่พึ่งของตนเอง</p> <p>3) วิเคราะห์การบูชาวัตถุมงคลตามหลักความเชื่อของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา คุณค่าสำคัญมาจากความศรัทธา ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปฏิบัติได้จริง สังคมไทยมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า อำนาจพระพุทธคุณที่มาบรรจุในวัตถุมงคลนั้นเกิดจากความเชื่อความศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลนั้น</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/2003 การประยุกต์ใช้หลักศีล ๕ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนปิยศึกษา (มัธยมวัดดอนขวาง) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 2026-03-31T19:19:09+07:00 พระจารุกิตติ์ บัวพรม carukittibawphrm7@gmail.com เบญจมาศ สุวรรณวงศ์ carukittibawphrm7@gmail.com พระมหาสุพร รกฺขิตธมฺโม carukittibawphrm7@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาหลักศีล 5 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท (2) ศึกษาสภาพการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนปิยศึกษา(มัธยมวัดดอนขวาง) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และ 3) เพื่อประยุกต์ใช้หลักศีล 5 เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนปิยศึกษา (มัธยมวัดดอนขวาง) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยในครั้งเป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการเก็บข้อมูลจากเอกสาร (Documents) และการเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Study) ผลวิจัยพบว่า</p> <p>1) หลักศีล 5 ในพระพุทธศาสนาเถรวาทถือเป็นแนวทางพื้นฐานของการประพฤติปฏิบัติที่มุ่งเน้นการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ช่วยวางรากฐานแห่งคุณธรรมจริยธรรม และเป็นหลักในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ส่วนสภาพการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนได้จัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การสวดมนต์ประจำวัน การบรรยายธรรม การจัดนิทรรศการ การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อคุณธรรม เช่น มุมศีลธรรม คำคมสอนใจ ตลอดจนการจัดระเบียบวินัยที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้นักเรียนมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ และรู้จักเคารพกติกาสังคมมากขึ้น</p> <p>2) นักเรียนสามารถนำหลักศีล 5 ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ลักขโมย รู้จักใช้วาจาที่สุภาพและไม่สร้างความขัดแย้ง ตลอดจนมีความระมัดระวังต่อการใช้สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะในเรื่องของความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการศีล 5 เข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอนและสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในโรงเรียนมีส่วนช่วยสำคัญต่อการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนอย่างยั่งยืนเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาพฤติกรรมและจิตสำนึกเป็นพลเมืองที่มีคุณธรรม</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3270 การบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา 2026-04-27T19:51:45+07:00 พระเทพสีมาภรณ์ (วันชัย กนฺตจารี) 6706204101@mcu.ac.th พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร 6706204101@mcu.ac.th พระครูบรรพตภาวนาวิธาน 6706204101@mcu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ และ (3) นำเสนอการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ ตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ พระสงฆ์ จำนวน 113 รูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน สรุปเป็นความเรียง ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (=4.26)</p> <p>2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการกิจการพระพุทธศาสนา 6 ด้าน ส่งผลต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา 2 ด้าน คือ ด้านการปกครอง และด้านการศาสน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 61.3</p> <p>3) แนวทางการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ด้านสร้างความมั่นคงด้านพระพุทธศาสตร์ ควรพัฒนาการศึกษาทั้งพระสงฆ์และประชาชน โดยร่วมมือทุกภาคส่วน ด้านยกระดับกระบวนการบริหารจัดการภายใน ควรกำหนดโครงสร้างและบทบาทชัดเจน ด้านพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้เชิงพุทธ ควรมีการเสริมความรู้และใช้เทคโนโลยีให้พระสงฆ์ ด้านมีทรัพยากรเพียงพอในการขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนา ควรมีการจัดงบประมาณให้เพียงพอมีการบริหารงานอย่างโปร่งใส</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3271 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีประจำจังหวัดนครราชสีมา 2026-04-28T16:34:22+07:00 พระครูปริยัติสีมาภรณ์ (สมคิด ปคุโณ/สว่างภพ) 6706204102@mcu.ac.th พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร 6706204102@mcu.ac.th สุริยะ มาธรรม 6706204102@mcu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการกับประสิทธิภาพการจัดการ และ (3) นำเสนอประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ประจำจังหวัดนครราชสีมา ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน 167 รูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน สรุปเป็นความเรียง ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (=3.58)</p> <p>2) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการกับประสิทธิภาพการจัดการสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกอยู่ในระดับมาก <br />(r=0.836**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> <p>3) แนวทางการส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ประจำจังหวัดนครราชสีมา พบว่า ด้านคุณภาพงาน พบว่า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งสายบริหารและสายวิชาการให้มีความรู้เท่าทันกับมาตรฐานของแม่กองบาลีสนามหลวง ด้านปริมาณงาน พบว่า การใช้ระบบฐานข้อมูลในการบริหารจัดการปริมาณงาน ด้านเวลา พบว่า การจัดทำปฏิทินปฏิบัติงานที่ชัดเจนลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวต่อเวลาเรียน ด้านค่าใช้จ่าย พบว่า การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายภายใต้ระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัดและโปร่งใสตรวจสอบได้</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/3272 การบริหารจัดการงานการเข้าอยู่ปริวาสกรรมเพื่อรักษาพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก 2026-04-27T19:59:48+07:00 พระครูปริยัติวัชรวิสุทธิ์ (สงคราม โชติปญฺโญ/เพ็ชรเรือง) 6706204106@mcu.ac.th พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร 6706204106@mcu.ac.th พระครูบรรพตภาวนาวิธาน 6706204106@mcu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการงานการเข้าอยู่ปริวาสกรรม (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การบริหารจัดการตามหลัก POSDC กับการบริหารจัดการงานการเข้าอยู่ปริวาสกรรม และ (3) นำเสนอการบริหารจัดการงานการเข้าอยู่ปริวาสกรรมเพื่อรักษาพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.916 จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ พระสงฆ์ จำนวน 203 รูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน สรุปเป็นความเรียง ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการบริหารจัดการงานการเข้าอยู่ปริวาสกรรมเพื่อรักษาพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก (=4.26)</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่าง การบริหารจัดการตามหลัก POSDC กับการบริหารจัดการงานการเข้าอยู่ปริวาสกรรมเพื่อรักษาพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อยู่ในระดับมาก (r=0.938**)</li> <li>แนวทางการส่งเสริมการบริหารจัดการงานการเข้าอยู่ปริวาสกรรมเพื่อรักษาพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ด้านนการบริหารจัดการ ควรยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก มีระบบและการประสานงานที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านวิทยากร พบว่า วิทยากรควรมีความรู้พระวินัยที่ถูกต้อง มีทักษะการสื่อสาร การจัดการความรู้ และการฟื้นฟูวินัยอย่างแท้จริง ด้านสถานที่ พบว่า สถานที่ควรสงบ เป็นสัดส่วน และแยกจากกิจกรรมทั่วไปของวัด เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด นำไปสู่การธำรงพระธรรมวินัยอย่างยั่งยืน</li> </ol> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1888 หลักสังคหวัตถุ 4 กับการสร้างสังคมเอื้ออาทร ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นในสถานศึกษา 2026-03-14T18:29:17+07:00 ธีระวัฒน์ สุทธินนท์ bg.teerawat@hotmail.com พระครูวุฒิชัยการโกศล teerawat.sut@student.mbu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ซึ่งประกอบด้วย ทาน (การให้), <br />ปิยวาจา (การพูดจาดี), อัตถจริยา (การประพฤติตนเป็นประโยชน์), และสมานัตตตา (การวางตนเสมอภาค) ในการสร้างสังคมเอื้ออาทรภายในสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรและนักเรียน ผลการศึกษาพบว่า การนำหลักสังคหวัตถุ 4 มาประยุกต์ใช้ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลกันด้วยความเมตตาและความเข้าใจ สร้างความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกันในสถานศึกษา รวมถึง<br />ช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกกลุ่มได้รับทรัพยากรและโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ส่งผลให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งความสงบสุขและความยั่งยืนทางสังคมอย่างแท้จริง บทความนี้จึงชี้ให้เห็นว่า หลักสังคหวัตถุ 4 <br />เป็นกรอบแนวคิดที่มีศักยภาพในการสนับสนุนการปฏิรูปเชิงคุณธรรมควบคู่กับนโยบายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในยุคปัจจุบัน</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1895 รูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนวทางไตรสิกขา 2026-03-31T19:11:34+07:00 พระครูศรีสุทธาวุธ (อิทธิพล ลิ่มเครือ) phrakhrusrisuththawuth@gmail.com พระครูวุฒิชัยการโกศล phrakhrusrisuththawuth@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ โดยประยุกต์ใช้หลักไตรสิกขาในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา มาเป็นกรอบแนวคิดเชิงจริยธรรมในการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน บทความได้นำเสนอการตีความแนวทางไตรสิกขาในเชิงบริหาร ได้แก่ “ศีล” อันเปรียบได้กับวัฒนธรรมองค์กรและจริยธรรมการบริหาร “สมาธิ” คือความมั่นคง แน่วแน่ และการบริหารด้วยสติ และ “ปัญญา” หมายถึงภาวะผู้นำที่สามารถใช้ข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู นักเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่าย</p> <p>ผลจากการประยุกต์ใช้แนวคิดไตรสิกขาแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาสถานศึกษาควรดำเนินควบคู่ไปกับการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม การวางระบบบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ และการยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนในทุกมิติ บทความสรุปว่า แนวทางการบริหารโดยใช้ไตรสิกขาเป็นฐาน นอกจากจะช่วยขับเคลื่อนโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศอย่างสมดุลทั้งด้านวิชาการและคุณธรรมแล้ว ยังสามารถต่อยอดสู่การจัดการศึกษาที่มีความยั่งยืนในระยะยาว</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1897 สังคหวัตถุ 4 : หลักธรรมทางพุทธศาสนาเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคล ในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน 2026-03-31T17:05:03+07:00 ยศภัทร เกลี้ยงกลม yossapat4379@gmail.com พระครูวุฒิชัยการโกศล Yossapat4379@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ซึ่งประกอบด้วย 1.ทาน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(การให้) 2.ปิยวาจา (การพูดจาไพเราะ) 3.อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และ 4.สมานัตตตา (การวางตนเหมาะสม)&nbsp;ซึ่งเป็นหลักธรรมทางพุทธศาสนาเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคลในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน จากการศึกษาพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ควรมีการใช้เครื่องมือและแนวคิดทฤษฎีการบริหารจัดการที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหานำแนวคิดทฤษฎีการจัดการมาแก้ไขปัญหา ตลอดจนประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการบริหารงานบุคคล คือ หลักสังคหวัตถุธรรม 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ยึดเหนี่ยวใจบุคคลและนำมาซึ่งก่อให้เกิดความสามัคคีในองค์กร</p> <p>ดังนั้น การนำหลักสังคหวัตถุ 4 มาใช้ในการบริหารบุคคลของโรงเรียนจะช่วยให้บุคลากรในสถานศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติงานด้านการบริหารบุคคลอย่างยั่งยืน สร้างองค์กรแห่งความสุข อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดียิ่งขึ้นขององค์กรโดยรวม</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1947 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กับการแปลภาษา: การศึกษาผลกระทบต่อการถ่ายทอดความหมายและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม 2026-03-31T19:21:33+07:00 พระอานนท์ เปลือกเขียว noppadon_papatsaravangso@hotmail.com พระนพดล ปันมะ Noppadon_Papatsaravangso@hotmail.com พระมหามนตรี อธิการกันทร Noppadon_Papatsaravangso@hotmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทและผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ต่อกระบวนการแปลภาษา โดยเน้นการถ่ายทอดความหมายและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยกล่าวถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการแปลภาษาโดยอาศัยระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการแปลแบบประสาทเครือข่าย (Neural Machine Translation: NMT) และสถาปัตยกรรม Transformer ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแปล ทั้งนี้ แม้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแปล แต่ยังคงมีข้อจำกัดในการจับความหมายแฝง ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม และอารมณ์ในข้อความ การศึกษานี้นำเสนอการเปรียบเทียบระหว่างการแปลโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการแปลโดยมนุษย์ การศึกษาพบว่ามีข้อได้เปรียบด้านความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ในขณะที่การแปลโดยมนุษย์สามารถตีความบริบททางวัฒนธรรมได้ลึกซึ้งกว่า บทความนี้ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีแปลภาษาให้ตอบสนองต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น รวมถึงการบูรณาการความรู้จากนักภาษาศาสตร์และนักวัฒนธรรมเพื่อลดข้อจำกัดในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านการแปลด้วยปัญญาประดิษฐ์</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มจร สุรนารีสาร