https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/issue/feed มจร สุรนารีสาร 2025-12-24T21:07:57+07:00 Phramaha Supat Vajirāvudho, Assoc. Prof. Dr. mcusuranaree@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสาร มจร สุรนารีสาร</strong></p> <p><strong>ISSN: 2985-1106 (Print)</strong></p> <p><strong>ISSN: 3088-1382 (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong></p> <p>1.เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา จริยศาสตร์ การศึกษา และสหวิทยาการ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ในระดับบัณฑิตศึกษา และบุคคลทั่วไป </p> <p>2.เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่ </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ และหรือบทความวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>ภาษาที่รับการตีพิมพ์</strong> : ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>-วารสารมีกำหนดออก 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1460 การศึกษาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา 2025-10-01T17:44:47+07:00 ชนิยา จันนอก yingchaniya11@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา (2) เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา และกลุ่มโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 320 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างตามระดับชั้นแบบมีสัดส่วน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.66 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.948 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้ การทดสอบค่าที (One-sample t-test) และ การทดสอบค่าเอฟ (F-test แบบ One way Anova) เมื่อพบความแตกต่างใช้วิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe's Method) ในการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา เมื่อจำแนกขนาดของสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 เมื่อจำแนกตามกลุ่มโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1461 การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มโรงเรียนราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา 2025-12-07T19:15:26+07:00 วัชระ วงษ์ชัย wachara.wongchai@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 ตามความคิดเห็นของครู กลุ่มโรงเรียนราชสีมา (2) เปรียบเทียบการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของครู กลุ่มโรงเรียนราชสีมา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครูในกลุ่มโรงเรียนราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 265 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของครู กลุ่มโรงเรียนราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้าน อยู่ใน ระดับมาก </p> <p> 2) เปรียบเทียบการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของครู กลุ่มโรงเรียนราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำแนกตามประสบการณ์ในการสอนและขนาดของสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1462 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู ในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบัวบูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2025-10-14T20:44:14+07:00 วารุณี แก้วคำ warunee_kae@vu.ac.th <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบัวบูรพา (2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบัวบูรพา กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบัวบูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่ และมอร์แกน จำแนกตามประเภทของสถานศึกษา จำนวน 97 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ชนิด 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ในแต่ละข้อเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.982 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปหาค่าสถิติด้วยการหาค่าเฉลี่ย<strong> </strong>ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างทางสถิติโดยใช้ค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงที่สุดคือ ด้านความไว้วางใจ รองลงมาคือด้านความซื่อสัตย์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ<strong> </strong>ด้านความยุติธรรม</p> <p>2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์การบริหาร และจำแนกตามประเภทสถานศึกษา พบว่า จำแนกตามประสบการณ์การบริหาร โดยรวมและ รายด้านไม่แตกต่างกัน <strong> </strong>จำแนกตามประเภทสถานศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อระบุเป็นรายด้านพบว่า <strong> </strong>ด้านความซื่อสัตย์ และด้านความเอาใจใส่และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<strong> </strong>ที่ระดับ .05</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1464 ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู ในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบัวบูรพา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2025-10-14T20:55:03+07:00 ผกามาศ เสาสมภพ phakamat_sao@vu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบัวบูรพา (2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบัวบูรพา กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาบัวบูรพา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ในการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ประเภทของสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิ กำหนดแบบไม่เป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ชนิด 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.977 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างทางสถิติโดยใช้ค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงที่สุดคือ ด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน รองลงมาคือด้านการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง และด้านการเรียนรู้เป็นทีม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการบูรณาการ</p> <p> 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์การบริหาร และประเภทโรงเรียน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน </p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1465 การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารสถานศึกษา ในอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 2025-10-14T21:06:43+07:00 จิตติกร พินิจนาม jittikon152808@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารสถานศึกษาในอำเภอละหานทราย (2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารสถานศึกษาในอำเภอละหานทราย ประชากร ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารสถานศึกษาในอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 324 คน จำแนกตามขนาดสถานศึกษาจาก 34 สถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 176 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบของลิเคอร์ท หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ในแต่ละข้อเท่ากับ 1.00 และได้ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.930 ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างทางสถิติ โดยใช้ F-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารสถานศึกษาในอำเภอละหานทราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการบริหารงานงบประมาณ รองลงมาคือด้านการบริหารงานทั่วไป ด้านการบริหารงานวิชาการ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการบริหารงานบุคคล ตามลำดับ</p> <p> 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารสถานศึกษาในอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 โดยจำแนกตามขนาดสถานศึกษาพบว่าไม่แตกต่างกัน</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1467 แนวทางส่งเสริมการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2025-12-07T18:53:43+07:00 วิชุดา มณีสาร wichuda_man@vu.ac.th ชุติมา พรหมผุย wichuda_man@vu.ac.th สงวนพงศ์ ชวนชม wichuda_man@vu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 (2) เปรียบเทียบการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 (3) ศึกษาแนวทางส่งเสริมการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 การศึกษาระดับการนิเทศภายในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 312 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.937 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานใช้ F-test เมื่อพบความแตกต่างใช้วิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe's Method) หาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ ตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางส่งเสริมการนิเทศภายในโรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลเป็นศึกษานิเทศก์ 1 คน ผู้บริหาร 1 คน และหัวหน้าวิชาการ 1 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์และนำเสนอเป็นความเรียง ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดและระดับมาก</p> <p>2) เปรียบเทียบการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 เมื่อจำแนกตามขนาดของโรงเรียน โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> <p>3) ผลการศึกษาแนวทางส่งเสริมการนิเทศภายในโรงเรียน พบว่า ควรสนับสนุนให้มีการจัดอบรม เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการทำวิจัยในชั้นเรียน การจัดระบบพี่เลี้ยงทางวิชาการ การใช้กระบวนการนิเทศแบบมีส่วนร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแก้ไขปัญหาในชั้นเรียนร่วมกัน</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1965 พุทธวิธีส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชน ในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา 2025-11-24T17:23:42+07:00 พระชัชวาลย์ อาภากโร thongchai.sun@mcu.ac.th พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร Thongchai.sun@mcu.ac.th พระรฤทธิ์ วริทฺธิญาโณ thongchai.sun@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา (3) เสนอพุทธวิธีการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากร ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 7,112 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ 1) ประชากรด่านขุนทด จำนวน 252 คน 2) ประชากรบ้านแปรง จำนวน 109 คน 3) ประชากรด่านนอก จำนวน 18 คน รวมทั้งหมดเป็น 379 คน ใช้หลักการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. และสถิติอ้างอิงได้แก่ t-test และ F-test โดยทดสอบ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับความคิดเห็นต่อวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อวัฒนธรรมทางการเมือง พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือนและอาชีพ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อวัฒนธรรมทางการเมือง ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย</p> <p>3) พุทธวิธีการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ได้แก่ สาราณียธรรม 6 ประกอบด้วย (1) กายกรรม การกระทำดี มีน้ำใจ (2) วจีกรรม การพูดดีต่อกันอย่างสุภาพ (3) มโนกรรม การคิดดี เสียสละ (4) สาธารณโภคี การจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม (5) สีลสามัญญตา การไม่เบียดเบียนผู้อื่นและเคารพสิทธิ (6) ทิฏฐิสามัญญตา การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น พุทธวิธีเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ยึดมั่นในหลักธรรม ประพฤติตนเป็นคนดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/2500 บทบรรณาธิการ 2025-12-24T20:19:53+07:00 โชคชัย ชมนาวัง mcusuranaree@gmail.com <p>วารสาร มจร สุรนารีสาร ปีที 3 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2568) เป็นเล่มสุดท้ายแห่งปีที่บรรจุ&nbsp; บทความทางวิชาการเกี่ยวกับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล การจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม แนวทางการส่งเสริมการนิเทศภายใน และการบริหารสถานศึกษาตามหลักจักรธรรม 4 ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อวงการการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งยังมีบทความเกี่ยวกับการใช้หลักพรหมวิหาร 4 มาพัฒนาบุคลากร หลักอิทธิบาท 4 เพื่อการต่อต้านทุจริต และการส่งเสริมการเมืองโดยพุทธวิธี ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าต่อสังคมอย่างยิ่ง และยังมีพิเศษคือสเตปเปนวูล์ฟ ปรัชญาการดำเนินชีวิตของคน 2 ใจ</p> <p>ทางกองบรรณาธิการรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งและขอขอบคุณผู้แต่งทุกท่าน ที่ได้ส่งบทความอันทรงคุณค่าทรงภูมิปัญญาพร้อมด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆ มาร่วมเผยแพร่ในวารสาร มจร สุรนารีสาร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากท่านเป็นอย่างดีในโอกาสต่อไป</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/2501 บทแนะนำผู้แต่ง 2025-12-24T20:29:11+07:00 โชคชัย ชมนาวัง mcusuranaree@gmail.com 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1935 บทวิจารณ์หนังสือ : สเตปเปนวูล์ฟ 2025-11-24T17:25:05+07:00 พระครูปลัดธันรบ โชติวํโส (วงศ์ษา) resurrection2566@gmail.com <p>นวนิยาย สเตปเปนวูล์ฟ ของ เฮอร์มานน์ เฮสเส เป็นวรรณกรรมเชิงอัตถิภาวนิยมที่สะท้อนภาวะแปลกแยกของมนุษย์สมัยใหม่ ผ่านตัวละคร แฮรี ฮอลเลอร์ ผู้มีจิตวิญญาณสองขั้ว คือ “มนุษย์” ผู้แสวงหาความหมายและความงาม กับ “หมาป่า” ผู้ดิบเถื่อนและโดดเดี่ยว เนื้อเรื่องนำเสนอแนวคิดปรัชญา 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ปรัชญาว่าด้วยความหมายของชีวิต ประกอบด้วยสุญนิยม อัตถิภาวนิยม และปรัชญาแอบเสิร์ด (ไร้ความหมายนิยม) และ (2) จิตวิทยาเชิงลึกแบบฟรอยด์ที่สำรวจด้านมืดของจิตใจและแรงขับภายใน แนวคิดเหล่านี้สอดคล้องกับกรอบปรัชญาย่อย 4 สาขา คือ อภิปรัชญา จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ และญาณวิทยา</p> <p>โครงสร้างเรื่องสะท้อน “คู่ตรงข้าม” ระหว่างความใฝ่ดีและความใฝ่ชั่ว ระหว่างสัญชาตญาณสัตว์กับเหตุผลมนุษย์ โดยใช้ “โรงละครมายา” เป็นสัญลักษณ์ของโลกจิตใต้สำนึกและประตูสู่การรู้แจ้งตนเอง สเตปเปนวูล์ฟ จึงไม่เพียงเป็นบันทึกชีวิตของชายผู้สิ้นหวัง แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนการดิ้นรนของมนุษย์ต่อความขัดแย้งภายใน ขับเคลื่อนด้วยการตั้งคำถามถึงความหมายของการดำรงอยู่ คุณค่าทางศีลธรรม และเสรีภาพในการเลือกในโลกที่ไร้จุดหมายและไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ตีความเชิงพุทธปรัชญาและปรัชญาเต๋า เช่น การปล่อยวาง ความเป็นอนิจจัง และการยอมรับคู่ตรงข้ามในลักษณะหยิน–หยางสเตปเปนวูล์ฟ จึงเป็นทั้งบันทึกการต่อสู้ภายในและการเดินทางทางจิตวิญญาณ ที่ชวนผู้อ่านสำรวจตนเองและเข้าใจโลกภายนอกซึ่งอยู่นอกเหนือเหตุผลอย่างลึกซึ้ง</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1355 การบริหารสถานศึกษาตามหลักจักรธรรม 4 2025-11-20T18:19:37+07:00 มนัสชัย ดวงปัญญารัตน์ manatchai@pt.ac.th พระครูวินัยธรวุฒิชัย ชยวุฑฺโฒ wattchai.pet@mbu.ac.th <p>การบริหารสถานศึกษาตามหลักจักรธรรม 4 คือ หลักธรรมที่นำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง หลักธรรมที่นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จบรรลุตามจุดมุ่งหมาย ประกอบด้วย 1) ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่ดี) 2) สัปปุริสปัสสยะ (การสมาคมกับสัตบุรุษ) 3) อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้ชอบ) และ 4) ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็น ผู้ได้ทําความดีไว้ก่อนแล้ว) ดุจล้อนํารถไปสู่ที่หมาย เพื่ออธิบายการบริหารการศึกษาภายในสถานศึกษาให้มีคุณภาพจึงได้นําหลักธรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อให้การบริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษาตระหนักถึงการนำหลักธรรมดังกล่าวไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดี ซึ่งการบริหารนั้น เป็นศิลปะและการทํางานให้สําเร็จโดยอาศัยคนอื่น ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษายึดเอาหลักธรรมนํามาเป็นแนวทางปฏิบัติในการบริหารการศึกษาให้ได้อย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและสังคมโดยรวม</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1874 พรหมวิหาร 4: เข็มทิศนำทางสู่การบริหารบุคลากรทางการศึกษาอย่างยั่งยืน 2025-10-14T20:57:43+07:00 ปรัชญา หนูปลอด prachaya.jun28@gmail.com พระครูวุฒิชัยการโกศล prachaya.jun28@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 อันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นเข็มทิศนำทางในการบริหารบุคลากรทางการศึกษาอย่างยั่งยืนในการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา พบว่า การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาเป็นภารกิจสำคัญที่มุ่งส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีขวัญกำลังใจ และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน แนวคิดและหลักการบริหารงานบุคคลที่ผ่านมาเน้นย้ำถึงบทบาทของผู้บริหารในการใช้ทักษะด้านต่าง ๆ อาทิ ทักษะทางเทคนิค มนุษย์สัมพันธ์ ความคิด และ การจัดการข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ หลักคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล เช่น ความเสมอภาค ความสามารถ ความมั่นคง และ ความเป็นกลางทางการเมือง ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความเป็นธรรมและหลักประกันในการทำงาน</p> <p>บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า พรหมวิหาร 4 คือแก่นแท้ของคุณธรรมที่เป็น “ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม” หรือ “ธรรมประจำใจอันประเสริฐ” ที่สามารถกำกับพฤติกรรมของบุคลากรในองค์กรให้เป็นไปโดยชอบธรรมการนำหลักพรหมวิหาร 4 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาก่อให้เกิดประโยชน์อย่างครอบคลุม ต่อสถานศึกษา ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล ลดความขัดแย้ง สร้างความสามัคคี ทำให้เกิดขวัญกำลังใจที่ดี มีความสุขในการทำงาน ได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม และส่งเสริมการพัฒนาตนเอง ในขณะเดียวกันผู้เรียนก็จะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่ เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ดี และได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลจากบุคลากรที่เป็นแบบอย่างที่ดี</p> <p>ดังนั้น การผสมผสานหลักการบริหารงานบุคคลเข้ากับคุณธรรมจากพรหมวิหาร 4 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การบริหารบุคลากรทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สร้างองค์กรแห่งความสุข ความเจริญ และความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนอย่างสูงสุด</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/msjkorat/article/view/1887 อิทธิพลของหลักอิทธิบาท 4 ในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อต้านทุจริต 2025-10-14T19:41:39+07:00 ธีระวัฒน์ สุทธินนท์ bg.teerawat@hotmail.com พระครูวุฒิชัยการโกศล bg.teerawat@hotmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนา คือ “อิทธิบาท 4” ซึ่งประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในเจ้าหน้าที่รัฐ อันเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตอย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการหลักธรรมเหล่านี้เข้าในนโยบาย วัฒนธรรมองค์กร และกระบวนการพัฒนาเจ้าหน้าที่ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึก ความรับผิดชอบ และการดำเนินงานที่โปร่งใส แนวทางที่นำเสนอมีความเชื่อมโยงทั้งระดับบุคคล องค์กร ชุมชน และภาคการศึกษา โดยชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาทุจริตต้องเริ่มจากภายในจิตใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลักอิทธิบาท 4 สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนด้านจริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มจร สุรนารีสาร