วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure
<p>ISSN 3056 9842 (Online) </p> <p>กำหนดออก : 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านสังคมศาสตร์, รัฐศาสตร์, พุทธศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน </p>
Roi Et Buddhist College
th-TH
วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
3056-9842
<p><u>Copyright - วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เลขที่ 252 หมู่ที่ 4 ตำบลนิเวศน์ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด 45170 โทร 082 229 2269 http://www.roiet.mcu.ac.th. Email : roietjournal@gmail.com</u></p>
-
สภาวการณ์และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ ของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๓
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/2870
<p>บทความวิชาการนี้เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๓ และ ๒) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในที่บูรณาการหลักพุทธธรรม "สังคหวัตถุ ๔" เพื่อเสริมสร้างทักษะการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ ๒๑ ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกในปัจจุบัน บริบทของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ศึกษามีข้อจำกัดสำคัญด้านทรัพยากรทางการศึกษา ภาระงานบุคลากรที่ไม่ครบชั้นเรียน และปัญหาครูผู้สอนไม่ตรงวิชาเอก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ (RT, NT, O-NET) ที่ต่ำกว่าเป้าหมาย การนิเทศภายในสถานศึกษา (School-based Supervision) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยเหลือและพัฒนาครูจากฐานราก ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการสังเคราะห์รูปแบบการนิเทศที่เน้นกระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ โดยใช้หลักสังคหวัตถุ ๔ อันประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เป็นแกนกลางในการสร้างความร่วมมือและการสื่อสารเชิงบวกผลการศึกษาเบื้องต้นสะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการนิเทศที่บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาช่วยลดช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และกระตุ้นให้ครูปรับเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ข้อค้นพบจากการวิจัยครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กในการออกแบบนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
ชาญณรงค์ ส่งแสงรัตน์
บุญเลิศ วีระพรกานต์
ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
5 1
47
53
-
การบริหารการศึกษาแนวใหม่: สร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วยกัลยาณมิตร 7
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/1415
<p>ในยุคปัจจุบัน การบริหารการศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์กรและบุคลากรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ความสำเร็จของการบริหารไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่กระบวนการหรือเครื่องมือที่ทันสมัย แต่ยังต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจในมิติของมนุษย์ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บริหารและบุคลากรในสถานศึกษาจึงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสำเร็จร่วมกัน การบริหารการศึกษายุคใหม่เผชิญกับความซับซ้อนและความหลากหลายของความต้องการทั้งจากบุคลากร ผู้ปกครอง และชุมชน การสร้างองค์กรที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ หลักการบริหารที่เน้นความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์และยั่งยืนจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จ <strong>“</strong>หลักกัลยาณมิตร ๗” หรือ "คุณสมบัติของมิตรแท้" อันประกอบด้วย ปิโย (น่ารัก) ครุ (น่าเคารพ) ภาวนีโย (น่าเจริญใจ) วตฺตา (รู้จักพูด) วจนกฺขโม (อดทนต่อถ้อยคำ) คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา (แถลงเรื่องล้ำลึกได้) และ โน จฏฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนำในอฐานะ) เป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ หลักธรรมนี้ประกอบด้วยคุณลักษณะที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ความเข้าใจ และความไว้วางใจระหว่างบุคคล บทความนี้มุ่งเน้นการนำหลักกัลยาณมิตร 7 มาประยุกต์ใช้ในบริบทของการบริหารการศึกษา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในสถานศึกษา</p>
พระครูใบฎีกาชาญยุทธ จิรสุโภ
อรวรรณ ทองดี
สุรินทร์ นำนาผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
5 1
35
46
-
ศิลปะแห่งชัยชนะ : ถอดรหัสพิชัยสงครามซุนวูเพื่อชีวิตและงานในศตวรรษที่ 21
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/2179
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ศิลปะแห่งชัยชนะถอดรหัสพิชัยสงครามซุนวูเพื่อชีวิตและงานในศตวรรษที่ 21 พบว่า ซุนวูเคยนำเสนอวิธีการของผู้บริหารหรือผู้นำที่ดีในยุคก่อนต้องรู้จักการ “พลิกแพลง” และ “ปรับตัว” ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์เดิม ๆ ใช้สัญชาตญาณและความยืดหยุ่นเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ด้วยการวิเคราะห์ 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ คุณธรรม ลมฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ แม่ทัพ และกฎระเบียบ สามารถนำมาปรับใช้เพื่อประเมินสถานการณ์และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเริ่มต้นวางแผนเชิงกลยุทธ์ในชีวิตคือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่า “ชีวิตเราต้องการอะไร” และ “เราจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร” การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและไม่หลงทาง “ซุนวู” มักใช้หลักการ “รู้เขารู้เรา” ในการทำความเข้าใจคู่สนทนา การทำความเข้าใจจิตใจของ “ศัตรู”หรือ“คู่ขัดแย้ง” เป็นการประเมินสถานการณ์ และการหาทางออกร่วมกัน เป็นสิ่งที่ต้องใช้ทักษะการสื่อสารที่แยบยล สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ “สันติวิธี” ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นกลยุทธ์ที่เหนือกว่าการใช้กำลังรบ และการเจรจาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง กุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้ง ทั้งในโลกธุรกิจและการทำงานยุคใหม่ หลักการของซุนวูจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสงครามที่ต้องรบกันเลือดสาด แต่เป็นเรื่องของการใช้สติปัญญาและความสามารถในการสื่อสาร เพื่อให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
พระธีรพล ณฏฺฐิโก (บัวทอง)
พัชริน จินดาปทีป
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
5 1
13
21
-
การส่งเสริมจริยธรรม จรรยาบรรณ และการทำความดีในวิชาชีพตำรวจ ในศตวรรษที่ 21
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/2869
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมจริยธรรม จรรยาบรรณ และการทำความดีในวิชาชีพตำรวจในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งความผันผวน และการครอบงำของกระแสวัตถุนิยม ผลการศึกษาพบว่า แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการประกาศใช้ประมวลจริยธรรมข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2564 และกฎ ก.ตร. ว่าด้วยจรรยาบรรณตำรวจ พ.ศ. 2566 เพื่อเป็นกลไกบังคับจากภายนอก แต่ปัญหาการใช้อำนาจในทางมิชอบและวิกฤตศรัทธาของประชาชนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะเชิงจริยธรรม และการขับเคลื่อนจากภายในของข้าราชการตำรวจ</p> <p>แนวทางการส่งเสริม ประกอบด้วย 1) สร้างสมรรถนะเชิงจริยธรรม สร้างรากฐานการปฏิบัติจากภายใน 2) ใช้กล้าหาญ โมเดล (KLAHARN Model) เป็นกรอบแนวคิดเชิงนโยบายที่เน้นการสร้างวัฒนธรรมจริยธรรมผ่านภาวะผู้นำ การฝึกอบรมเชิงรุก และระบบคุณธรรม เพื่อบูรณาการความเป็น “คนดี” และ “มืออาชีพ” เข้าด้วยกัน อันจะนำไปสู่การเป็นที่พึ่งของประชาชนและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่วิชาชีพตำรวจอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล 3) โดยการน้อมนำหลักหิริโอตตัปปะ การละวางอคติ 4 และสังคหวัตถุ 4 มาเป็นอุดมการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ 4) พัฒนาสติแนวใหม่ (Mindful Policing) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสถานการณ์และเพิ่มความกล้าหาญทางจริยธรรม (Moral Courage) ในการตัดสินใจ</p>
บุรัสกร บุญรนันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
5 1
22
34
-
The จากกิจกรรมสู่กลไกเชิงนโยบาย: นวัตกรรมสารสนเทศกับการขับเคลื่อนสุขภาวะผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/2634
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการยกระดับการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุจากระดับกิจกรรมสู่กลไกเชิงนโยบาย ผ่านการพัฒนานวัตกรรมสารสนเทศที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสุขภาวะผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการภูมิปัญญา วัฒนธรรมชุมชน และกระบวนการบริหารเชิงพื้นที่ กรณีศึกษาชุมชนวัดด่านทองประชาสามัคคี ตำบลทะเมนชัย อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์</p> <p> การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาบริบทและทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (2) การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมสารสนเทศด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม (3) การประเมินประสิทธิผลเชิงปริมาณในกลุ่มผู้สูงอายุจำนวน 178 คน และ (4) การสังเคราะห์และประเมินกลไกเชิงนโยบายด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนมีศักยภาพด้านภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมสารสนเทศรูปแบบ Podcast AI เสียงคุ้นเคย ซึ่งช่วยยกระดับสุขภาวะผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทั้งมิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา ขณะเดียวกัน กลไกเชิงนโยบายที่พัฒนาขึ้นมีความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความยั่งยืนสูง สามารถบูรณาการเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นได้จริง งานวิจัยนี้จึงเสนอกรอบการขับเคลื่อนสุขภาวะผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เชื่อมโยงนวัตกรรมสารสนเทศกับการบริหารภาครัฐเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ</p>
สุธีกิติ์ ฝอดสูงเนิน
ภัทรพล ทศมาศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
5 1
1
12