https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/issue/feed
วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
2026-08-31T21:29:29+07:00
Phrakhrusutawarathammakit, Asst.Prof. Dr.
jssmcu101@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการสังคมศาสตร์ วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด</strong></p> <p><strong>ISSN</strong> 3056 9842 (Online) </p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพในด้านสังคมศาสตร์, รัฐศาสตร์, พุทธศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน </p>
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/3323
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับการใช้ผังกราฟิก โรงเรียนบ้านโคกก่อง
2026-04-30T15:27:03+07:00
ภานุพงษ์ โต่นวุธ
phanupongtonwut@gmail.com
พรวิภา สีสมยา
phanupongtonwut@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้ผังกราฟิก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกก่อง จำนวน 8 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับผังกราฟิก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 56.40 คะแนน และหลังเรียนเท่ากับ 82.75 คะแนน 2) ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับผังกราฟิกอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.68, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.42)</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้, ผังกราฟิก</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/3397
ภาวะผู้นำยุคใหม่: กุญแจสู่การพัฒนาหน่วยงานภาครัฐในศตวรรษที่ 21
2026-05-21T21:34:15+07:00
สนุก สิงห์มาตร
singmart2512@gmail.com
ระวิง เรืองสังข์
singmart2512@gmail.com
พีรวัฒน์ ชัยสุข
singmart2512@gmail.com
ทองดี ศรีตระการ
singmart2512@gmail.com
<p>ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเทคโนโลยี การเมือง และสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน รวมถึงองค์กรรัฐวิสาหกิจ ความสำเร็จหรือล้มเหลวของรัฐวิสาหกิจนั้นขึ้นอยู่กับผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและพันธกิจที่กำหนดไว้ ดังนั้น เพื่อให้รัฐวิสาหกิจก้าวหน้าในยุคปัจจุบัน ผู้นำจำเป็นต้องพัฒนาและปรับตัวในหลายมิติ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บทความนี้มุ่งเน้นไปที่คุณลักษณะและบทบาทของผู้นำในการบริหารรัฐวิสาหกิจในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความรู้ ความสามารถทางปัญญา การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จริยธรรม คุณธรรม และภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว นอกจากนี้ผู้นำยังต้องมีความสามารถและมีทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความโปร่งใสและการสื่อสารที่ดี การปรับตัวและการเรียนรู้ การพัฒนาและการสร้างทีม การมุ่งเน้นที่การบริการ หากผู้นำที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความท้าทายของศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อองค์กรภาครัฐ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/3707
การพัฒนาตนตามแนวพระพุทธศาสนา
2026-08-31T14:48:58+07:00
รมิดา สวนมะไฟ
researchmucteam@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดการพัฒนาตนตามหลักพระพุทธศาสนา โดยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาตนอย่างสมบูรณ์แบบต้องอาศัยกรอบแนวคิด “ไตรสิกขา” อันประกอบด้วยศีล สมาธิ และปัญญา เป็นระบบการฝึกฝนที่บูรณาการทั้งพฤติกรรมภายนอก จิตใจ และปัญญาเข้าด้วยกันอย่างเป็นลำดับขั้น ควบคู่กับหลัก “ภาวนา 4” ที่ครอบคลุมการพัฒนากาย ศีล จิต และปัญญาในทุกมิติของชีวิต บทความนี้ยังได้อธิบายความหมายของการพัฒนาตนในเชิงพุทธปรัชญาว่าเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากความเป็นปุถุชนที่ถูกครอบงำด้วยอวิชชาและกิเลส ไปสู่การเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตตนและรู้เท่าทันเหตุปัจจัยของสรรพสิ่ง อันนำไปสู่การพึ่งพาตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาตนตามแนวพระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งช่วยให้มนุษย์บรรลุถึงความสงบสุขทางจิตวิญญาณควบคู่กับความสำเร็จในการดำเนินชีวิตทางโลกได้อย่างสมดุลและยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/3708
นวัตกรรมเชิงพุทธ : ระบบนิเวศน์ และผลิตผล
2026-08-31T14:52:03+07:00
อรรถ นันทจักร์
saimporn.pan@mcu.ac.th
<p>เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ระบบสังคมแบบใหม่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลทั้งข้อเท็จจริงและข้อมูลอันเป็นการชักนำให้สังคมคล้อยตาม โดยเรื่องดังกล่าวนี้ ถึงแม้ว่าเราจะปฏิเสธเราจะหลบลี้หนีหายเราก็ไม่สามารถที่จะหลบมันได้เลย ภายใต้ความกดดันทั้งในกรอบขององค์ความรู้ที่เป็นแนวคิดใหม่ที่เป็นนวัตกรรมและองค์ความรู้พื้นฐานที่ว่าด้วยพุทธศาสนา นวัตกรรมเชิงพุทธที่เน้นการพัฒนาระบบนิเวศน์เป็นหนึ่งในแนวทางที่มีความสำคัญในการสร้างสังคมที่มีความยั่งยืนและสุขภาพทั้งจิตและร่างกายของมนุษย์ การนำพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในระบบนิเวศน์ช่วยสร้างพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสันติภาพในชีวิตประจำวันของบุคคลในสังคม ดังนั้น การผลิตผลของนวัตกรรมเชิงพุทธในระบบนิเวศน์เป็นสิ่งที่มีผลกระทบที่สำคัญต่อสังคมและบุคคลบุคคล ในการสร้างระบบนิเวศน์ตามแนวคิดพุทธศาสนา เรามุ่งเน้นไปที่คุณค่าของความเป็นมนุษย์ทั้งหมด โดยการให้ความสำคัญกับความเป็นสมาชิกในชุมชนและสังคม โดยระบบนิเวศน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมักจะส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและรักษาความสมดุลของธรรมชาติ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jssmcure/article/view/3709
ธนาคารน้ำใต้ดินกรณีองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร คือทางออกการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง-น้ำท่วมภาคอีสานอย่างยั่งยืน
2026-08-31T14:59:08+07:00
สโรชา จันทะสอน
researchmucteam@gmail.com
<p>พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ “ภาคอีสาน” เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพื้นดินยกตัวขึ้นเป็นที่ราบสูงและเป็นพื้นที่ค่อนข้างแบนราบ ในการพัฒนาหรือการที่จะสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีความจุจำนวนมากนั้นทำได้ยากต่างจากภาคเหนือ ที่มีภูเขาล้อมรอบพื้นที่ ปีนี้ภาคอีสานปริมาณฝนเฉลี่ย 1.328 มม. ถือเป็นเกณฑ์ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งประเทศ 1,467 มม. ต่อปี ซึ่งในปีที่ผ่านมาพบว่าเกิดภาวะภัยแล้งยังตามมาด้วยน้ำท่วมในห้วงระยะเวลาห่างกันไม่นานส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรในภูมิภาคนี้อย่างหนัก เนื่องจากในภาวการณ์ภัยแล้งก็แล้งอย่างหนักและเมื่อเกิดภาวการณ์น้ำท่วมก็ท่วมหนัก ดังนั้นจึงควรหารแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพเพื่อจะช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนจึงขอนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการน้ำ ด้วยระบบ ธนาคารน้ำใต้ดินขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธรซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กๆในพื้นที่จังหวัดยโสธรมานำเสนอ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่มีความสนใจนำแนวทางดังกล่าวนี้ไปปรับใช้ในพื้นที่เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนในภูมิภาคนี้</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด