https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/issue/feed วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม 2025-12-03T09:35:40+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิรัช ชินพลอย jriie@rmuti.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม</strong><br /><strong>Journal of Research and Innovation in Industrial Education</strong><br />ISSN 3088-1455 (Online)<br /><br /><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong><br />1. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับครุศาสตร์อุตสาหกรรมและสหวิทยาการ<br />2. สนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานสากล<br />3. ส่งเสริมการวิจัยเชิงประยุกต์ การเรียนรู้แบบบูรณาการ และการพัฒนาทักษะวิชาชีพของผู้เรียนและผู้สอน<br />4. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา และผู้ปฏิบัติงานในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร<br /></strong>วารสารรับพิจารณาบทความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรมและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นผลงานที่มีความใหม่ มีคุณภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทของการศึกษาและอุตสาหกรรม ได้แก่ <br />- ครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี <br />- การเรียนการสอนในสายอาชีพและเทคนิค <br />- นวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา <br />- การออกแบบการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและสมรรถนะ <br />- การพัฒนาทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต <br />- การศึกษาที่บูรณาการกับการทำงาน (WIL) <br />- การจัดการศึกษาอุตสาหกรรมในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา <br />- การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนการสอนสายช่างและวิศวกรรม <br />- งานวิจัยเชิงประยุกต์ที่ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong><br />ออกปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ <br />- ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม ถึง เมษายน<br />- ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม ถึง สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน ถึง ธันวาคม<br /><br /><strong>ประเภทบทความ:</strong> <br />บทความแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ</p> <p><strong>การรับตีพิมพ์บทความ</strong> <br />วารสารรับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>การประเมินบทความ</strong><br />บทความที่ส่งมาจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามระบบ Double-blind Peer Review โดยมีกระบวนการดังนี้:<br />1. กลั่นกรองเบื้องต้น โดยบรรณาธิการ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับขอบเขตของวารสาร และความสมบูรณ์ของรูปแบบบทความ<br />2. ส่งบทความไปยัง ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความอย่างน้อย 3 ท่าน ซึ่งมาจากหลายสถาบันและไม่สังกัดเดียวกันกับผู้แต่ง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ<br />3. ผู้ประเมินให้ข้อเสนอแนะ และให้ความเห็นว่าควร “รับ” “ปรับปรุงแล้วรับ” หรือ “ปฏิเสธ”<br />4. บรรณาธิการพิจารณาผลการประเมินและส่งข้อเสนอแนะให้ผู้เขียนแก้ไขตามความเหมาะสม<br />5. เมื่อบทความได้รับการแก้ไขเรียบร้อยและผ่านการพิจารณา บรรณาธิการจะพิจารณาอนุมัติการตีพิมพ์ในฉบับที่กำหนด<br />6. ตรวจสอบรูปแบบก่อนการตีพิมพ์<br />7. ตีพิมพ์ในระบบออนไลน์ ThaiJo<br /><br /><strong>ทั้งนี้</strong> ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ ในทุกขั้นตอนการดำเนินงานวารสาร</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong> คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น</p> https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/1813 การสร้างสื่อการสอนออนไลน์ เรื่องการผสมคอนกรีต 2025-11-25T13:35:10+07:00 ธวัชชัย โทอินทร์ tawatchai.to@rmuti.ac.th เทอดเกียรติ วิชัยโย thoetkiat.wi@rmuti.ac.th เจษฎา คำผอง Jetsada.ku@rmuti.ac.th ปรีชาวุฒิ ศรีเรือง preechawut.sr@rmuti.ac.th พีรพัฒน์ โสภา peerapat.so@rmuti.ac.th ศิรินภา จันทรโคตร sirinpa.ja@rmuti.ac.th ยิ่งศักดิ์ โสสา sirinpa.ja@rmuti.ac.th วัชรากร โทนุย sirinpa.ja@rmuti.ac.th <p>การสร้างสื่อการสอนออนไลน์เรื่องการผสมคอนกรีต มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อการสอนในรูปแบบวิดีโอความยาว 3 นาที และเพื่อประเมินคุณภาพของสื่อที่สร้างขึ้นโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ 80 เป็นตัวชี้วัดคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือครูผู้สอนสาขาเทคโนโลยีการก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินคุณภาพสื่อจำนวน 9 คน ได้รับการคัดเลือกโดยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยพิจารณาจากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนด้านงานก่อสร้าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อการสอนออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ผลการวิจัยพบว่าสื่อการสอนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นได้รับคะแนนความพึงพอใจรวมร้อยละ 83.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แสดงให้เห็นว่าสื่อมีคุณภาพอยู่ในระดับดี และสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/1961 การส่งเสริมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานผ่านการศึกษาความสมบูรณ์ในการงอกของเมล็ดข้าวด้วยน้ำไมโครนาโนบับเบิ้ล 2025-09-29T09:50:25+07:00 กิตติคุณ ปิตุพรหมพันธุ์ kittikun.pi@rmuti.ac.th อุกฤษฏ์ ธรรมเสนีย์ Ukritt098@gmail.com กิตติศักดิ์ แถวบุญตา Kittisak.te@rmuti.ac.th เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา Cherdpong.c@msu.ac.th บรรลุ เพียชิน Banlu.ph@rmuti.ac.th ปรัชญาวุฒิ โถปั้น prutchayawoot.th@rmuti.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning : PBL) ผ่านการศึกษาความสมบูรณ์ของการงอกของเมล็ดข้าวด้วยน้ำไมโครนาโนบับเบิ้ล และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 โปรแกรมวิชาช่างกลเกษตร จำนวน 15 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการสอนแบบ PBL แบบประเมินการนำเสนอ และแบบสอบถามความพึงพอใจถูกรวบรวมผ่าน Google form โดยมีการทดสอบก่อน–หลังเรียน และประเมินผลการนำเสนอผลงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (8.13 คะแนน) สูงกว่าก่อนเรียน (4.80 คะแนน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ PBL สามารถเพิ่มพูนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านความพึงพอใจ ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ PBL อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านประโยชน์ที่ได้รับ ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.22) สะท้อนว่าผู้เรียนเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะไปสู่สถานการณ์จริงได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/2039 การเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อสื่อการสอนระหว่างพอดแคสต์ และวิดีโอและเอกสารคำสอนในวิชากลศาสตร์วิศวกรรม 2025-10-01T13:33:53+07:00 เจษฎา คำผอง jetsada.kumphong@gmail.com ศักดิ์ชัย ศรีจันทร์ดำ Sakchai.sc@rmuti.ac.th ปราชญ์ อมรภิญโญ prach.am@rmuti.ac.th ยงยุทธ ศิริศรีเพ็ชร์ yongyuth.si@rmuti.ac.th ธวัชชัย โทอินทร์ tawatchai.to@rmuti.ac.th ภคพร ยอดศิริ pakapron.yo@rmuti.ac.th ณธายุ ชวพัฒนโยธา Jetsada.ku@rmuti.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ: </strong>การคัดเลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมมีผลต่อประสบการณ์การเรียนรู้และความพึงพอใจของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อสื่อการสอนระหว่างพอดแคสต์และวิดีโอและเอกสารคำสอนในวิชากลศาสตร์วิศวกรรมของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 (N=29) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ของเนื้อหาเรื่องสมดุลของแรง ผลศึกษาพบว่า ในด้านเนื้อหาและการนำเสนอของเอกสารคำสอนเรื่องเนื้อหามีความชัดเจน เข้าใจง่าย (Mean = 4.55, SD = 0.63) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุดและในด้านเทคนิคและการออกแบบ เอกสารคำสอนสามารถเข้าถึงได้ง่ายสะดวก (Mean = 4.52, SD = 0.69) และการพัฒนาสื่อการสอนมีความคิดสร้างสรรค์ใช้แนวทางใหม่ ๆ (Mean = 4.58, SD = 0.69) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด นอกจากนี้พอดแคสต์และวิดีโอมีคะแนนความพึงพอใจทั้งสองด้านในระดับมาก ต่อมาผลจากการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ของสื่อการสอนทั้งสามประเภท พบว่าปัจจัยเนื้อหามีความชัดเจน เข้าใจง่าย (F=7.234, P&lt; 0.05) ปัจจัยความสอดคล้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน (F=3.246, P&lt; 0.05) ปัจจัยความเหมาะสมของรูปแบบ (F=3.552, P&lt; 0.05) ปัจจัยการออกแบบสื่อมีความเหมาะสม (F=3.860, P&lt; 0.05) และปัจจัยเข้าถึงได้ง่ายสะดวก (F=3.766, <br />P&lt; 0.05) มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติซึ่งประโยชน์ต่อสังคมและการศึกษาผลวิจัยจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อการออกแบบสื่อการสอนในรายวิชาหรือการจัดการเรียนการสอนที่ดี จะสามารถช่วยให้สถาบันการศึกษากำหนดมาตรฐานสื่อการสอนที่เข้าถึงง่าย ชัดเจน และเป็นระบบตลอดจนยกระดับคุณภาพของประสบการณ์ผู้เรียนในรายวิชาพื้นฐานของอุดมศึกษา</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/2030 การพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการด้วยการเรียนรู้แบบ WIL บูรณาการ yPAR: โครงการข้าวเหนียวดำฐานชุมชน 2025-10-15T10:35:38+07:00 ธนวิชญ์ สุดงูเหลือม tanavich_sud@kkumail.com อิทธิพัทธ์ มีเพชร tanavich_sud@kkumail.com นภัสชล บุญผิว tanavich_sud@kkumail.com พลอยประดับ ขำทอง tanavich_sud@kkumail.com ภานุพงษ์ ชนะบัว tanavich_sud@kkumail.com ศิวะ อ่อนละมุล tanavich_sud@kkumail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการการทำงานกับการเรียนรู้ (WIL) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของเยาวชน (yPAR) ในบริบท<br />การเรียนรู้ฐานชุมชน (CBL) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) <br />โรงเรียนเทศบาลบ้านแฮด จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และมีผู้ให้ข้อมูลสมทบเป็นปราชญ์ชาวบ้านและคนในชุมชน จำนวน 12 คน ดำเนินกิจกรรมครอบคลุมกระบวนการปลูก-แปรรูป-จำหน่ายข้าวเหนียวดำ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบความรู้ธุรกิจเกษตร 3) แบบวัดความเชื่อมั่นและเจตคติผู้ประกอบการ 4) แบบประเมินสมรรถนะเชิงปฏิบัติ (Performance Assessment Form) ชนิดรูบริกแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Rubric) และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจลูกค้า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test for dependent samples) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนความรู้ธุรกิจเกษตร ความเชื่อมั่นตนเอง และเจตคติผู้ประกอบการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) 2) ผลการประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงานผ่านเกณฑ์ในระดับดีมาก<br />3) ด้านผลลัพธ์เชิงธุรกิจ โครงการประสบความสำเร็จโดยมีผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ร้อยละ 15.8 และความพึงพอใจลูกค้าอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.34) 4) ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบลักษณะสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ ความเป็นเจ้าของการเรียนรู้, การบูรณาการความรู้ข้ามวิชาในบริบทจริงและความร่วมมือระหว่างโรงเรียน-ชุมชนที่สร้างคุณค่าทางสังคม ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับกรอบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในบริบทชุมชนได้</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/2001 Affective and Explainable Artificial Intelligence-Driven Human-in-the-Loop Adaptive Learning Model to Enhance Cognitive and Innovation Competencies 2025-12-03T09:35:40+07:00 Chinnapat Charoenrat chin.chocobie@gmail.com <p>This study aimed to develop and evaluate an Artificial Intelligence (AI)-driven adaptive learning model that integrates Affective AI (AAI), Explainable AI (XAI), and Human-in-the-Loop (HITL) to enhance participants’ competencies in critical thinking and innovation. The research was conducted in three phases: (1) reviewing relevant concepts, theories, and empirical studies to determine the components of the adaptive learning model; (2) developing the model and validating its appropriateness through expert review; and (3) implementing the model with a sample of 30 professional development participants. Data were collected using standardized instruments measuring critical thinking and innovation competencies, and were analyzed using Paired Samples t-test and Repeated Measures ANOVA. The findings revealed that the developed adaptive learning model demonstrated a high level of appropriateness, both in terms of comprehensiveness of its components and practical feasibility. Furthermore, participants’ post-test mean scores in critical thinking and innovation competencies were significantly higher than their pre-test scores (p &lt; 0.001). This indicates that the model effectively enhanced personalized, transparent, and learner-centered processes. In conclusion, the integration of Affective AI, Explainable AI, and Human-in-the-Loop shows strong potential in establishing adaptive learning systems that foster key 21st-century competencies among professionals, with implications for both theoretical advancement and practical application.</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม