https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/issue/feed
วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม
2026-04-30T08:52:05+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิรัช ชินพลอย
jriie@rmuti.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม</strong><br /><strong>Journal of Research and Innovation in Industrial Education</strong><br />ISSN 3088-1455 (Online)<br /><br /><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong><br />1. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับครุศาสตร์อุตสาหกรรมและสหวิทยาการ<br />2. สนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานสากล<br />3. ส่งเสริมการวิจัยเชิงประยุกต์ การเรียนรู้แบบบูรณาการ และการพัฒนาทักษะวิชาชีพของผู้เรียนและผู้สอน<br />4. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา และผู้ปฏิบัติงานในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร<br /></strong>วารสารรับพิจารณาบทความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรมและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นผลงานที่มีความใหม่ มีคุณภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทของการศึกษาและอุตสาหกรรม ได้แก่ <br />- ครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี <br />- การเรียนการสอนในสายอาชีพและเทคนิค <br />- นวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา <br />- การออกแบบการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและสมรรถนะ <br />- การพัฒนาทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต <br />- การศึกษาที่บูรณาการกับการทำงาน (WIL) <br />- การจัดการศึกษาอุตสาหกรรมในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา <br />- การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนการสอนสายช่างและวิศวกรรม <br />- งานวิจัยเชิงประยุกต์ที่ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong><br />ออกปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ <br />- ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม ถึง เมษายน<br />- ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม ถึง สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน ถึง ธันวาคม<br /><br /><strong>ประเภทบทความ:</strong> <br />บทความแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ</p> <p><strong>การรับตีพิมพ์บทความ</strong> <br />วารสารรับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>การประเมินบทความ</strong><br />บทความที่ส่งมาจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามระบบ Double-blind Peer Review โดยมีกระบวนการดังนี้:<br />1. กลั่นกรองเบื้องต้น โดยบรรณาธิการ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับขอบเขตของวารสาร และความสมบูรณ์ของรูปแบบบทความ<br />2. ส่งบทความไปยัง ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความอย่างน้อย 3 ท่าน ซึ่งมาจากหลายสถาบันและไม่สังกัดเดียวกันกับผู้แต่ง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ<br />3. ผู้ประเมินให้ข้อเสนอแนะ และให้ความเห็นว่าควร “รับ” “ปรับปรุงแล้วรับ” หรือ “ปฏิเสธ”<br />4. บรรณาธิการพิจารณาผลการประเมินและส่งข้อเสนอแนะให้ผู้เขียนแก้ไขตามความเหมาะสม<br />5. เมื่อบทความได้รับการแก้ไขเรียบร้อยและผ่านการพิจารณา บรรณาธิการจะพิจารณาอนุมัติการตีพิมพ์ในฉบับที่กำหนด<br />6. ตรวจสอบรูปแบบก่อนการตีพิมพ์<br />7. ตีพิมพ์ในระบบออนไลน์ ThaiJo<br /><br /><strong>ทั้งนี้</strong> ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ ในทุกขั้นตอนการดำเนินงานวารสาร</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong> คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น</p>
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/2773
การพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพระยืนวิทยาคาร อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น
2026-04-24T15:00:09+07:00
กิตติกร ทองสีมะดัน
6505502042@mcu.ac.th
พระรชต มาตรสอน
6505502042@mcu.ac.th
ศรายุทธ เจตรา
6505502042@mcu.ac.th
ปาณจิตร สุกุมาลย์
6505502042@mcu.ac.th
สุทธิพงษ์ อุพลเถียร
6505502042@mcu.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ: </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ<br />โดยใช้เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพระยืนวิทยาคาร <br />อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น 2) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เว็บไซต์และ<br />สื่อออนไลน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพระยืนวิทยาคาร อำเภอพระยืน <br />จังหวัดขอนแก่น สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2/2567 จำนวน 1 ห้อง <br />นักเรียนจำนวน 26 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ดำเนินการทดลองกลุ่มเดียว แบบสอบก่อนและหลัง <br />(One-group pretest-posttest design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้</p> <p>จำนวน 3 แผน 2)แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน จำนวน 1 ชุด 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ <br />จำนวน 1 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าการทดสอบที่ (T-test Dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพระยืนวิทยาคาร อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น พบว่า ผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา<br />ปีที่ 5 พบว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยคะแนนหลังเรียน 14.77 ( = 14.77, S.D.= 3.68) และค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 8.73 ( = 8.73, S.D.= 2.59) แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนได้ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ<br />การใช้เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ในการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดย มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.77, S.D.= 0.16)<strong> </strong></p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/2505
การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นร่วมกับ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟังและการดูสารในงานอาชีพ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ
2026-02-06T16:14:53+07:00
วรรณสวัสดิ์ นูพิมพ์
chaiyaphrek@gmail.com
นิตยา สุทธิมูล
chaiyaphrek@gmail.com
ชุติวรรณ อาจหาญ
chaiyaphrek@gmail.com
ไมตรี คงทัพ
chaiyaphrek@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ: </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อวีดิทัศน์โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟังและการดูสารในงานอาชีพ<br />สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพที่มีต่อสื่อวีดิทัศน์เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟังและการดูสารในงานอาชีพ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ <br />ซึ่งได้มาจากวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวนนักเรียน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ สื่อวีดิทัศน์ที่ใช้ข้อมูลท้องถิ่นร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) <br />เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟังและการดูสารในงานอาชีพ สำหรับนักเรียนระดับ<br />ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อสื่อวีดิทัศน์โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟังและการดูสารในงานอาชีพสำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล <br />คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (M) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ผลการวิจัยพบว่า สื่อวีดิทัศน์โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟังและการดูสารในงานอาชีพ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับ มากที่สุด <br />(M = 4.63, SD = 0.38) และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อสื่อวีดิทัศน์โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟังและการดูสารในงานอาชีพ <br />สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ในระดับมากที่สุด (M = 4.60, SD = 0.51)</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/1832
การสร้างชุดบทเรียนออนไลน์ รายวิชา 30-401-031-102 เขียนแบบเทคนิค เรื่อง การเขียนแบบภาพสามมิติ
2025-12-11T10:40:58+07:00
ธีรวุฒิ ศรีพันธ์ชาติ
teerawut.sp@rmuti.ac.th
สุวิทย์ ธรรมแสง
Teerawut.sp@rmuti.ac.th
กนกวรรณ ภู่เจริญ
Teerawut.sp@rmuti.ac.th
เปมิกา พันขันตี
Teerawut.sp@rmuti.ac.th
อธิรัช ลี้ตระกูล
Teerawut.sp@rmuti.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ: </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลชุดบทเรียนออนไลน์ รายวิชาเขียนแบบเทคนิค เรื่องการเขียนแบบภาพสามมิติ การดำเนินโครงการมีขั้นตอนคือศึกษาข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำโครงการ วิเคราะห์หัวข้อหลักหัวข้อรอง และนำหัวข้อมาทำการสร้างวัตถุประสงค์การเรียนรู้ <br />แล้วทำการวิเคราะห์ออกแบบองค์ประกอบชุดบทเรียนออนไลน์ แล้วดำเนินการสร้างชุดบทเรียนออนไลน์ซึ่งประกอบด้วย ใบเนื้อหาแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน สื่อการสอนรูปแบบ PPT วิดีโอ และคู่มือการใช้งานจากนั้น ประเมินคุณภาพชุดบทเรียนออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน <br />มีเครื่องมือเป็น แบบประเมินคุณภาพที่สร้างขึ้น ซึ่งผ่านการประเมิน (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ <br />โดยมีหัวข้อ 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านแบบทดสอบการเรียนรู้ ด้านสื่อชุดบทเรียนออนไลน์และ<br />ด้านคู่มือการใช้งาน ผลการประเมินประสิทธิผล มีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 68.75 ถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/2226
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเครื่องยนต์ดีเซล เรื่องงานถอด-ประกอบสายพานไทม์มิ่ง โดยใช้ชุดฝึกทักษะ ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคชุมพร
2026-03-30T09:10:40+07:00
ธนาธิป ทองศิริ
tanatip21061997@gmail.com
ทศพร สังข์ประภัสสร
hs8sbl@hotmail.com
เชิดศักดิ์ หลำบุตร
tanatip210640@gmail.com
กิจจา บานชื่น
tanatip21061997@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong>: </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะวิชางานเครื่องยนต์ดีเซล เรื่องงานถอด-ประกอบชุดสายพานไทม์มิ่ง สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตร-วิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ<br />การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะงานเครื่องยนต์ดีเซล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคชุมพร จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดฝึกทักษะงานถอด–ประกอบสายพานไทม์มิ่ง แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะการถอด–ประกอบสายพานไทม์มิ่งและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะงานถอด–ประกอบสายพานไทม์มิ่งมีประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์เท่ากับ 85.38/85.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.71, SD = 0.469) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าชุดฝึกทักษะดังกล่าวมีความเหมาะสมต่อการจัดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ สามารถส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนวิชางานเครื่องยนต์ดีเซลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jriie/article/view/2125
การศึกษาอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟ กรณีศึกษา: อุบัติเหตุรถไฟชนรถบัสจุดตัดทางคลองแขวงกลั่น
2026-01-20T14:09:36+07:00
เจษฎา คำผอง
jetsada.kumphong@gmail.com
ณธายุ ชวพัฒนโยธา
Jetsada.ku@rmuti.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ: </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟและเสนอแนะ<br />แนวทางการสร้างนวัตกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟ มีวิธีการศึกษาโดยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบออนไลน์ เกี่ยวกับอุบัติเหตุรถไฟชนรถบัสจุดตัดรถไฟคลองแขวงกลั่น <br />ซึ่งมีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบยุทธศาสตร์การวิจัยการศึกษาแบบกรณีศึกษาและมีการกำหนดจุดอิ่มตัวของข้อมูล นอกจากนี้ยังใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ Convenience ผลการศึกษา พบว่า <br />จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุได้แก่ “ความประมาท<br />และขาดสติเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ”, “การบุกรุกทำทางลักผ่านของคนในชุมชน<br />โดยไม่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐ”, “ระยะการมองเห็นที่ไม่เพียงพอซึ่งมักจะถูกบดบังด้วยต้นไม้และ<br />สิ่งต่าง ๆ ข้างทางรถไฟ หรือรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างทาง”, “ผู้ขับขี่ถูกรบกวนทำให้ไม่มีสมาธิด้วย<br />กิจกรรมอื่นภายในรถทำให้ไม่ทันได้คอยระวังว่ามีรถไฟวิ่งเข้ามา”และ“ไม่มีระบบเตือนภัยทางข้ามทางรถไฟ” สรุปบทความนี้ชี้ให้เห็นว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ ฉะนั้นคณะทำงาน<br />จึงอยากเสนอนวัตกรรม คือระบบเตือนภัยและป้องกันทางข้ามรถไฟแบบอัตโนมัติโดย ถ้าหากมีรถไฟวิ่งเข้ามาในระยะที่ใกล้กับจุดตัดทางรถไฟระบบจะทำการกั้นไม่ให้ยานพาหนะทางถนนใดๆ ผ่านข้ามทางรถไฟจนกว่ารถไฟจะเคลื่อนผ่านไปในระยะที่ปลอดภัย</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาอุตสาหกรรม