วารสารศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams
<p>วารสารศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่ครอบคลุมสาขาที่เกี่ยวข้องกับด้านศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ ได้แก่ การบัญชี การเงิน การบริหาร การจัดการ การตลาด เศรษฐศาสตร์ การจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ พลศึกษาและวิทยาศาสตร์การกีฬา และสหวิทยาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารเป็นบทความที่มีคุณภาพทางวิชาการ ผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน (Double Blind) จากหลากหลายสถาบัน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำการประเมินบทความไม่ได้อยู่สังกัดเดียวกันกับผู้นิพนธ์ ก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชน ปัจจุบันวารสารได้ผ่านการรับรองคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) รอบที่ 5 พ.ศ. 2568-2572 โดยถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> <p>วารสารเปิดรับบทความจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ทั้งบทความวิจัย (research articles) และบทความวิชาการ (academic articles) ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ โดยมีการเผยแพร่ในรูปแบบแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 2985-2579 (Online)</p> <p>กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ไม่รับพิจารณาคัดเลือกบทความที่มิได้จัดเตรียมตามรูปแบบที่ทางวารสารกำหนด รวมถึงบทความที่มิได้แก้ไขปรับปรุงตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการ ผลการวินิจฉัยของกองบรรณาธิการถือเป็นที่สุด</p> <p>กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน (เผยแพร่ เดือน มิถุนายน)<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม (เผยแพร่ เดือน ธันวาคม)</p>
Liberal Arts and Management Science Kasetsart University (คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ )
th-TH
วารสารศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2985-2579
-
แนวทางการจัดการการเงินเพื่อลดภาระหนี้สินของเกษตรกร กรณีศึกษาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองคาย
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams/article/view/2503
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์หนี้สินของเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองคาย และ (2) วิเคราะห์สาเหตุของการก่อหนี้ และเสนอแนวทางการบริหารจัดการเงินที่เหมาะสม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากเกษตรกรจำนวน 100 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและยุทธศาสตร์จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่พึ่งพาการกู้ยืมจากหลายแหล่งทั้งในระบบและนอกระบบ ทำให้เกิดหนี้สะสมและความซับซ้อนในการบริหารจัดการ ปัจจัยสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะทางการเงิน เช่น การจัดทำบัญชีครัวเรือน การวางแผนรายจ่าย และการจัดลำดับความสำคัญของการชำระหนี้ แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและโครงการพักชำระหนี้ แต่ส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะสั้น และขาดการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้เสนอแนวทางเชิงปฏิบัติในการยกระดับศักยภาพการบริหารจัดการหนี้สินของเกษตรกร ได้แก่ การพัฒนาทักษะการวางแผนทางการเงิน การส่งเสริมรายได้เสริม และการใช้เครือข่ายทางสังคมสนับสนุนการเงิน เพื่อให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองคายนำไปใช้เป็นคู่มือหรือแนวทางในการวางแผนและบริหารหนี้สินกับสถาบันการเงินภาครัฐในระยะยาว ทั้งนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของเกษตรกรในพื้นที่ในระยะยาว</p>
สิริวงษ์ เอียสกุล
นุชจรินทร์ โลหะปาน
ประภัสสร ซื่อตรง
จิรณิชญา พรหมมาลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-30
2026-06-30
13 1
1
13
10.56825/jlams.2026.1312503
-
อิทธิพลของภาวะผู้นำและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการกรมสรรพสามิต
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams/article/view/2527
<p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทของภาวะผู้นำและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพในการกำหนดความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการกรมสรรพสามิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดสำคัญและอธิบายกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างภาวะผู้นำ ระบบความก้าวหน้าในอาชีพ และพฤติกรรมความผูกพันในบริบทภาครัฐ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการสังกัดกรมสรรพสามิต จำนวน 359 คน ด้วยแบบสอบถาม โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพมีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 63.6 (R² = 0.636) ประเด็นสำคัญที่ค้นพบเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านคือ การรับรู้ความเป็นธรรมด้านผลตอบแทนและการยอมรับ โอกาสในการพัฒนาศักยภาพ และความชัดเจนของเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพซึ่งล้วนส่งผลต่อการเสริมสร้างความผูกพันในระดับลึกของบุคลากร ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่าความผูกพันต่อองค์กรในภาครัฐมิได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการจ้างงานเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการบูรณาการระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการพัฒนาภาวะผู้นำและการออกแบบเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพอย่างเป็นรูปธรรมควรเป็นข้อพิจารณาเชิงนโยบายในการเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรอย่างยั่งยืนและเพิ่มประสิทธิผลของหน่วยงานภาครัฐในระยะยาว</p>
สุกัญญา สมศิริพิทักษ์
ปัททมา สุริยกุล ณ อยุธยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-30
2026-06-30
13 1
14
28
10.56825/jlams.2026.1312527
-
อิทธิพลของการกำหนดมาตรฐานกระบวนการ แนวปฏิบัติในการควบคุมต้นทุน และ แนวปฏิบัติด้านการประกันคุณภาพที่มีต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรในธุรกิจผลิตยานยนต์ในประเทศไทย
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams/article/view/2641
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของการกำหนดมาตรฐานกระบวนการ แนวปฏิบัติในการควบคุมต้นทุน และแนวปฏิบัติด้านการประกันคุณภาพ ที่มีต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรในธุรกิจผลิตยานยนต์ในประเทศไทย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้บริหารระดับกลางขึ้นไปหรือผู้จัดการที่รับผิดชอบด้านการปฏิบัติการ การผลิต คุณภาพ หรือต้นทุน ซึ่งมีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี โดยมีองค์กรเป็นหน่วยวิเคราะห์ ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง และได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 องค์กร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณแบบลำดับขั้น ผลการวิจัยพบว่า การกำหนดมาตรฐานกระบวนการ แนวปฏิบัติในการควบคุมต้นทุน และแนวปฏิบัติด้านการประกันคุณภาพ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าระบบประกันคุณภาพเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการแนวปฏิบัติด้านการจัดการการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจผลิตยานยนต์ในประเทศไทยทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพ ความน่าเชื่อถือของการส่งมอบ และการควบคุมต้นทุน</p>
สายทิพย์ จะโนภาษ
ณรินณ์ทิพ วงษ์ลุนบุตรดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-30
2026-06-30
13 1
29
48
10.56825/jlams.2026.1312641
-
บทบาทของวัฒนธรรมองค์กรต่อความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลงและ ผลลัพธ์การดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams/article/view/2776
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อผลลัพธ์การดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นในจังหวัดสกลนคร รวมถึงวิเคราะห์บทบาทการส่งผ่านของการใช้เทคโนโลยีและบทบาทกำกับของวัฒนธรรมองค์กร โดยการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการในจังหวัดสกลนครเป็นกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเข้ากับการสุ่มแบบลูกโซ่ ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 306 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมานโดยใช้แบบจำลองอิทธิพลส่งผ่านที่มีตัวแปรปรับเปลี่ยนตามแบบจำลอง PROCESS Model 7 ของ Hayes ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างซ้ำ จำนวน 5,000 ครั้ง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงและการใช้เทคโนโลยี มีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อผลลัพธ์การดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงเพียงปัจจัยเดียวไม่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้เทคโนโลยี แต่จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีวัฒนธรรมองค์กรเข้ามาเป็นตัวแปรกำกับ ข้อค้นพบสำคัญระบุว่าวัฒนธรรมองค์กรช่วยสนับสนุนให้อิทธิพลของผู้นำต่อการใช้เทคโนโลยีทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในองค์กรที่มีระดับวัฒนธรรมสูงจะเกิดอิทธิพลส่งผ่านไปยังผลลัพธ์การดำเนินงานได้สูงสุด สรุปได้ว่าความสำเร็จทางดิจิทัลของค้าปลีกท้องถิ่นต้องอาศัยการผสานพลังระหว่างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืน</p>
ธนินท์ ตีรสวัสดิชัย
จาริตา หินเธาว์
นัฐนันท์ ศักดิ์สัมฤทธิ์
ลัดดาพร กุลแก้ว
กุลนันทน์ ศรีพงษ์พันธุ์
วรสิทธิ์ วงศ์อดิศัย
ฉัฐวัฒน์ ลิมป์สุรพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-30
2026-06-30
13 1
49
66
10.56825/jlams.2026.1312776
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเมืองเบตงเพื่อมุ่งสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams/article/view/3014
<p>อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง จึงจำเป็นต้องพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเพื่อเป็นฐานสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ งานวิจัยแบบผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงต่อผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเมืองเบตง (2) ประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเมืองเบตงให้สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว และ (3) พัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเมืองเบตงตามแนวทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง 398 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน และผู้ประเมินโปรแกรมท่องเที่ยวต้นแบบ 8 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยอ้างอิงเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกและประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงานอีเว้นท์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ Welch’s t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงต้องการผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมใน 4 ด้าน ได้แก่ ที่พัก กิจกรรม อาหาร และของที่ระลึก (2) ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเมืองเบตงมีจุดแข็งด้านทรัพยากรและอัตลักษณ์ของพื้นที่ แต่ยังขาดระบบการจัดการความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และ (3) งานวิจัยนำไปสู่การพัฒนาโปรแกรมต้นแบบ เที่ยวเบตง วิถี Low Carbon 3 วัน 2 คืน ตามหลักปรับ–ลด–ชดเชย ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.35 ตัน CO₂e หรือประมาณ 0.04 ตันต่อคน และมีการชดเชยคาร์บอนเครดิต 1 tCO₂eq ผลการศึกษาสะท้อนความเป็นไปได้ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นฐานสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ต่อไป</p>
มีนา ระเด่นอาหมัด
ศุภาวิณี กิติวินิต
ภัทรวดี เอียดเต็ม
กมลทิพย์ กรรไพเราะ
ปาวีณา ดุลยเสรี
สมทบ เวทโอสถ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-30
2026-06-30
13 1
67
86
10.56825/jlams.2026.1313014
-
ข้าวปุ้นน้ำนัวเรณูนคร: อัตลักษณ์ของพื้นที่และทุนวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นสู่เส้นทางท่องเที่ยวสร้างสรรค์เชิงสัมผัสประสบการณ์ผ่านกรอบแนวคิด GDSP
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams/article/view/3291
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาอัตลักษณ์ของพื้นที่และทุนวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นของข้าวปุ้นน้ำนัวเรณูนคร (2) วิเคราะห์อิทธิพลขององค์ประกอบตามกรอบแนวคิด GDSP (Green, Digital, Soft Power, Procurement) ที่มีต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ความพึงพอใจ และความตั้งใจกลับมาเยือน (3) เสนอแนวทางการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสร้างสรรค์เชิงสัมผัสประสบการณ์ของข้าวปุ้นน้ำนัวเรณูนครบนฐานของกรอบแนวคิด GDSP ใช้ระเบียบวิธีผสมผสานแบบลำดับขั้นเชิงสำรวจ ระยะที่ 1 เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 25 คน เพื่อพัฒนาแบบสอบถาม ระยะที่ 2 เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยว 400 คน และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) ข้าวปุ้นน้ำนัวเรณูนครสะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนผู้ไทผ่านแกนความหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความเป็นต้นตำรับ ความสัมพันธ์ทางสังคม และความต่อเนื่องของภูมิปัญญา ซึ่งเป็นทุนวัฒนธรรมศักยภาพสูงต่อการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (2) องค์ประกอบ GDSP ทั้ง 4 มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ (R² = 0.507) โดย Soft Power มีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.341) รองลงมาคือ Digital, Green และ Procurement ตามลำดับ ประสบการณ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจ (r = 0.65) และความตั้งใจกลับมาเยือน (r = 0.72) (3) งานวิจัยเสนอเส้นทางท่องเที่ยวสร้างสรรค์ที่เน้น Soft Power และ Digital ควบคู่การบูรณาการ Green และ Procurement เพื่อพัฒนาอาหารพื้นถิ่นให้เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมและการออกแบบประสบการณ์อย่างเป็นระบบ สร้างความแตกต่างและความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชุมชน</p>
สาวิณี โกพลรัตน์
กันตภพ บัวทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-30
2026-06-30
13 1
87
104
10.56825/jlams.2026.1313291
-
การพัฒนาธุรกิจที่พักประเภทแกลมปิ้งในประเทศไทย: กลยุทธ์นวัตกรรมเพื่อสร้าง ความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าในยุคดิจิทัล
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams/article/view/3267
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบริบทและรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่พักประเภทแกลมปิ้งในประเทศไทย (2) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของการสร้างความแตกต่างทางผลิตภัณฑ์ และ (3) พัฒนากลยุทธ์นวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าแก่ธุรกิจดังกล่าว ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคตแบบ EDFR จากผู้เชี่ยวชาญ 17 คน การวิจัยเชิงปริมาณด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการชาวไทย 530 คน และการสนทนากลุ่มกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 7 คน ร่วมกับการประเมินความสอดคล้องของกลยุทธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์โคเฮน แคปปา ผลการศึกษาพบว่า (1) ธุรกิจที่พักประเภทแกลมปิ้งในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและใช้เงินลงทุนไม่สูง (2) องค์ประกอบสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าในยุคดิจิทัลประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน การสร้างความแตกต่างทางผลิตภัณฑ์ การจัดการประสบการณ์ผู้รับบริการ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการสร้างการรับรู้คุณค่า และ (3) สามารถบูรณาการเป็นกรอบนวัตกรรมเชิงประสบการณ์ “The GLAMP” ผสานการสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและความยั่งยืนของธุรกิจ นอกจากนี้ ยังได้พัฒนากลยุทธ์นวัตกรรม 5 กลยุทธ์หลัก 16 กลยุทธ์รายด้าน และ 51 ตัวบ่งชี้ ที่มีความสอดคล้องในระดับมาก (Kappa = 0.61) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล</p>
วันวิสาข์ พลอย อินสว่าง
ระชานนท์ ทวีผล
พิทักษ์ ศิริวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-30
2026-06-30
13 1
105
124
10.56825/jlams.2026.1313267
-
การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ของโฮมสเตย์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/jlams/article/view/2722
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานและปัญหาในการประกอบการโฮมสเตย์ (2) วิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกที่มีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และ (3) เสนอกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของโฮมสเตย์ในระดับชุมชน เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากผู้ประกอบการโฮมสเตย์ในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ผ่านมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน ผู้นำชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเมทริกซ์ประเมินปัจจัยภายในและภายนอก สังเคราะห์กลยุทธ์ด้วย TOWS Matrix และจัดลำดับความเหมาะสมของกลยุทธ์ด้วยเมทริกซ์การวางแผนกลยุทธ์เชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า โฮมสเตย์มีจุดแข็งด้านความหลากหลายของทรัพยากรการท่องเที่ยว อัตลักษณ์วิถีชุมชน และความเป็นเจ้าบ้านที่สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่าง ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การตลาดดิจิทัล มาตรฐานการบริการ และการบริหารจัดการที่ยังไม่เป็นระบบ ผลการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์พบว่า กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างและเสริมความสามารถในการแข่งขันของโฮมสเตย์มีความเหมาะสมสูงสุด (ΣTAS = 5.88) รองลงมา ได้แก่ กลยุทธ์การพัฒนาโฮมสเตย์เชิงอัตลักษณ์และประสบการณ์ชุมชน (ΣTAS = 5.29) และกลยุทธ์การยกระดับศักยภาพการตลาดดิจิทัลและระบบการจัดการ (ΣTAS = 5.18) สะท้อนว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของโฮมสเตย์ควรมุ่งสร้างความแตกต่างบนฐานอัตลักษณ์ชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาการบริหารจัดการและการตลาดดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
ศิวพร ถาวรวงศา
อรจันทร์ ศิริโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-30
2026-06-30
13 1
125
143
10.56825/jlams.2026.1312722