https://so14.tci-thaijo.org/index.php/itmc/issue/feed วารสารนวัตกรรมการบริหารการจัดการและการสื่อสาร (ITMC) 2026-02-18T11:46:19+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร itmc@bsru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารนวัตกรรมการบริหารการจัดการและการสื่อสาร Innovation Technology Management Communication (ITMC) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ วารสารมีการเผยแพร่ในช่องทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียวผ่านระบบ ThaiJO</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> </strong><br />1. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา สนับสนุนการทำงานวิจัยและพัฒนาในด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การบริหารการจัดการ และการสื่อสาร เพื่อเสริมสร้างความรู้และนวัตกรรมในสาขาต่าง ๆ<br />2. เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการบริหารการจัดการและการสื่อสาร ตลอดจนเทคนิคการวิจัยใหม่ ๆ ทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ระหว่างนักวิจัยและผู้ที่สนใจในสาขาที่เกี่ยวข้องได้สร้างผลงานทางวิชาการที่เป็นวิทยาการใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อสังคม<br />3. สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การบริหารการจัดการและการสื่อสาร<br />4. เผยแพร่ความรู้ สนับสนุนการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการผ่านทางบทความที่มีคุณภาพและนวัตกรรมในด้านการบริหารการจัดการและการสื่อสาร<br /><br /><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์ (Scope)</strong><br /> เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) ที่มีคุณภาพด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ บริหารธุรกิจ ศิลปศาสตร์ การศึกษา การบัญชี เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ ครุศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมวิทยา นิติศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ สุขศึกษา พาณิชยศาสตร์ พัฒนาชุมชน การเงินการธนาคาร ปรัชญา ภูมิศาสตร์ จิตวิทยา อักษรศาสตร์สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ (</strong><strong>Types of Article)</strong><br /> วารสารรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใน 2 ประเภท ได้แก่<br /> 1. บทความวิจัย (Research Article) <br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article) </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ (Publication Frequency)</strong><br /> วารสารมีกำหนดการเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน) ดังนี้<br /> ฉบับที่ 1: มกราคม-เมษายน (กำหนดออก เมษายน)<br /> ฉบับที่ 2: พฤษภาคม-สิงหาคม (กำหนดออก สิงหาคม)<br /> ฉบับที่ 3: กันยายน-ธันวาคม (กำหนดออก ธันวาคม)<br /><br /><strong>นโยบายการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review Policy)</strong><br /> ตั้งแต่ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2567) บทความทุกบทความจะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจำนวน 3 ท่าน (เดิมใช้ผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 2 ท่าน) ในรูปแบบของการประเมินบทความที่ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อและสังกัดของกันและกัน (Double-Blind Peer Review)<br /> โดยบทความจากบุคลากรภายใน จะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกทั้งหมด ส่วนบทความจากบุคลากรภายนอก จะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกทั้งหมด หรือจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิภายใน<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong><br />วารสารไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เนื่องจากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้สนับสนุบงบประมาณในการดำนเนินการแล้ว</p> https://so14.tci-thaijo.org/index.php/itmc/article/view/2656 การสื่อสารในสงครามลูกผสมยุคปัญญาประดิษฐ์ 2026-02-18T11:46:19+07:00 สิงห์ สิงห์ขจร singh.si@bsru.ac.th 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/itmc/article/view/2198 A Preliminary Study on the Role of Drawing Art in Stress Management among University Students: Evidence from a Fine Arts Drawing Group 2025-11-17T14:34:21+07:00 Zhong Cao 837629871@qq.com Qizhen Gu gujaystar@gmail.com Witsaroot Pariyaprasert wits256@gmail.com <p>This preliminary study examines the effectiveness of drawing art as a stress management method among university students. Specifically, it investigates how engagement, performance, and life satisfaction influence perceived stress and how reduced stress, in turn, sequentially improves the drawing art experience. The study employed a quantitative pre-test/post-test design involving 40 fine arts students from a public university in Chengdu, China. Participants took part in a structured four-hour drawing session designed to encourage thoughtful expression and creative engagement.</p> <p>Findings from paired t-tests indicated a significant decrease in perceived stress levels following the intervention (p &lt; .001). Regression analysis further revealed that engagement (β = -0.42, p &lt; .01), performance (β = -0.38, p &lt; .01), and life satisfaction (β = -0.44, p &lt; .01) significantly predicted lower stress levels. Furthermore, reduced stress significantly predicted the drawing art experience (β = 0.56, p &lt; .001).</p> <p>These findings support that participation in drawing art activities improves psychological health by encouraging mindfulness, emotional regulation, and satisfaction. The study contributes to both art education and psychological health research by providing empirical evidence of drawing’s beneficial and educational value. It also highlights the importance of integrating art-based mindfulness and creative interventions into higher education programs to foster emotional flexibility, engagement, and academic well-being among students.</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/itmc/article/view/2156 A Preliminary Investigation of Communication Skills Workshop Impact on Pre-Service Early Childhood Educators: Evidence from a Single-Group Study 2025-10-27T14:19:35+07:00 Chito Mataac chitocmm@gmail.com <p>This preliminary investigation examined the impact of a seminar-workshop on enhancing the self-reported communication skills of future early childhood educators across three domains: interactions with children, parents, and colleagues. Using a single-group pre-test/post-test design, 40 undergraduate Early Childhood Education students participated in a structured professional development intervention incorporating experiential learning activities, role-playing exercises, and collaborative discussions. While acknowledging significant methodological limitations, including the absence of a control group and exclusive reliance on self-report measures, the results demonstrated statistically significant improvements across all domains with large effect sizes: child interactions (d = 1.89, p &lt; 0.001), parent interactions (d = 1.96, p &lt; 0.001), and colleague interactions (d = 2.14, p &lt; 0.001). Post-workshop evaluations indicated high participant satisfaction and perceived professional benefit. These findings provided preliminary evidence suggesting the potential value of structured communication skills training in early childhood education programs, while highlighting the critical need for more rigorous experimental designs to establish definitive effectiveness. The research serves as an important foundation for future controlled studies examining communication skills development in pre-service educator preparation.</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/itmc/article/view/2009 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายใน โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต 2025-10-11T12:51:26+07:00 ศิราณี บริเอก 16712370006@rumail.ru.ac.th ธนารักษ์ สารเถื่อนแก้ว thanarak.s@rumail.ru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตตามความคิดเห็นของบุคลากรทางการศึกษา โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตจำนวน 159 คน และกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย 𝑥̅ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 64 มีอายุระหว่าง 31–40 ปีร้อยละ 42 มีประสบการณ์การทำงาน 5–10 ปีร้อยละ 43 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีร้อยละ 65 และปฏิบัติงานในกลุ่มบริหารวิชาการมากที่สุดร้อยละ 29 นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.71, S.D. = 1.06) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคลากร (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.90, S.D. = 0.88) รองลงมาคือปัจจัยด้านโครงสร้าง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.82, S.D. = 1.10) ปัจจัยด้านสภาพทางกายภาพ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.78, S.D. = 1.00) ปัจจัยด้านวัสดุอุปกรณ์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.76, S.D. = 1.12) ปัจจัยด้านงบประมาณ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.74, S.D. = 1.21) ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.74, S.D. = 1.20) และปัจจัยด้านภาวะผู้นำมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดแต่ยังอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.62, S.D. = 1.16) ตามลำดับ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/itmc/article/view/1876 การปรับตัวและปัจจัยด้านการสื่อสารของชุมชนริมคลองแม่ข่าภายหลังการจัดทำแผนแม่บทคลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2560-2567 2025-09-22T08:58:10+07:00 ทีปภาส น้อยนิยม team.teepapaas@gmail.com วศิน ปัญญาวุธตระกูล ajtop_1@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัวและปัจจัยด้านการสื่อสารของชุมชนริมคลองแม่ข่า ภายหลังการดำเนินงานตามแผนแม่บทคลองแม่ข่า พ.ศ. 2560–2567 ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากการศึกษารายงานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสังเกตภาคสนาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีจุดมุ่งหมายกับผู้นำชุมชน ชาวบ้านดั้งเดิม ผู้ประกอบการริมคลอง และเจ้าหน้าที่เทศบาล จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีม ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานตามแผนแม่บท เช่น การขุดลอกคลอง การจัดการและคัดแยกขยะ การปรับภูมิทัศน์ และการพัฒนาทางเดินเลียบคลอง ส่งผลให้คลองแม่ข่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพอย่างชัดเจน และกลายเป็นฐานสำคัญของการผลักดันพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–วัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่การปรับตัวของชุมชนใน 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) การปรับบ้านเรือนให้เป็นร้านค้าซึ่งเจ้าของบ้านดำเนินธุรกิจเอง 2) การปล่อยบ้านให้เช่าเพื่อทำร้านอาหารและแหล่งบันเทิง 3) การเพิ่มการเรียกร้องกรรมสิทธิ์ในที่ดินและที่อยู่อาศัย และ 4) การฟื้นฟูและประยุกต์วัฒนธรรมชุมชนเพื่อรองรับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยด้านการสื่อสารที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพประกอบด้วย 3 มิติ คือ 1) ระดับจังหวัดที่มุ่งสื่อสารภาพลักษณ์คลองแม่ข่าให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาเชิงบูรณาการ 2) ระดับเทศบาลที่เน้นการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้และความตระหนักต่อปัญหาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม และ 3) ระดับชุมชนที่เกิดกระบวนการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การระดมความคิดเห็น และการตัดสินใจร่วมกันของคนในชุมชน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นความซ้อนทับระหว่างการเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างกับการปรับตัวจากล่างขึ้นบน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงบริบทชุมชนและการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/itmc/article/view/1707 Driving Academic Excellence: Assessing Workforce, Leadership, and Governance Impact on Faculty Performance in a Private University (EdPEx Case Study) 2025-09-22T08:51:51+07:00 Taminee Shinasharkey tamineeshn@au.edu Qizhen Gu guqizhen@au.edu Chompu Nuangjamnong chompunng@au.edu <p>This study investigated how workforce conditions, leadership effectiveness, and governance structures influence faculty performance in an EdPEx-accredited private university, and proposes actionable strategies to enhance institutional quality. An explanatory sequential mixed-methods design was applied. Quantitative data were collected via a faculty survey (N = 61; 94% response rate) and analyzed using JAMOVI (regression, ANOVA, chi-square), followed by semi-structured interviews with purposively selected informants (n = 5) analyzed thematically in NVivo. The results indicate strong institutional strengths in ethical leadership (M = 4.5/5) and financial governance (M = 4.7/5), alongside critical gaps in technological resources (M = 2.9/5) and work–life balance support (M = 2.7/5). Inclusive policies were significantly associated with innovation (X<sup>2</sup> = 12.4, p &lt; .001), while performance metrics showed no meaningful relationship with retention (r = .18). Overall, the findings suggest that EdPEx provides a robust quality framework, but effective implementation depends on targeted, faculty-centered interventions. Accordingly, a phased action plan is proposed, emphasizing technology enhancement, tiered faculty development, and increased governance transparency to strengthen faculty performance and institutional excellence.</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/itmc/article/view/1677 การวิเคราะห์พฤติกรรมการมองและการรับรู้ภาพโลโก้เชิงสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคนิคการติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตา และความหนาแน่นของจุดจ้องมอง 2025-09-22T08:49:35+07:00 คัทลียา ฤกษ์พิไชย catthaleeya.re@bsru.ac.th สิงห์ สิงห์ขจร catthaleeya.re@bsru.ac.th ประภวิษณุ์ พนัสทรัพย์สุข Prapawit.pn@bsru.ac.th สรรพัชญ์ เจียระนานนท์ catthaleeya.re@bsru.ac.th ไซนิล สมบูรณ์ catthaleeya.re@bsru.ac.th วรศิริ ผลเจริญ catthaleeya.re@bsru.ac.th เพียงธิดา เสรีสุทธิกูลชัย catthaleeya.re@bsru.ac.th ณัฐกานต์ แก้วขำ catthaleeya.re@bsru.ac.th พิมพร พานทอง catthaleeya.re@bsru.ac.th <p>โลโก้ของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารคุณค่าความยั่งยืน งานวิจัยนี้วิเคราะห์พฤติกรรมการมองโลโก้ Paper Regen ด้วยเทคนิค Eye-tracking, การทำแผนที่ความสนใจด้วยมือ (Manual Attention Mapping)และแบบสอบถามการรับรู้ พบว่า จุดวนกลางของตัว R ได้รับความสนใจสูงสุด (Fixation 62.4%) โดยมีลำดับการมอง R → Paper → Regen และค่า TTFF เฉลี่ย 0.73 วินาที แบบสอบถามสะท้อนว่าโลโก้นี้สื่อถึงความเป็นธรรมชาติและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน (M = 4.72 และ 4.61 ตามลำดับ) และมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางถึงสูงกับระยะเวลาการจ้อง (r = 0.61, p &lt; 0.01) ข้อเสนอแนะการออกแบบประกอบด้วยการใช้โทนสีเขียว รูปทรงโค้งมน พื้นผิวคล้ายกระดาษ และการจัดลำดับองค์ประกอบที่ดึงดูดสายตา สอดคล้องกับทฤษฎี Visual Hierarchy และแนวคิด Eco-Aesthetic Design</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา