วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal <p><strong><em>ISSN</em></strong><em>: - </em><strong><em>E-ISSN</em></strong><em>: </em><em>2774-0943</em></p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : </em><em>3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม </em></p> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีนโยบายเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ จากงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ทางด้านมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ในมิติความรู้ สหวิทยาการสมัยใหม่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</em></p> th-TH <p>ข้อเขียนหรือบทความใดๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Online) ฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นเฉพาะส่วนตัวของผู้เขียนและกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และวารสารวิจัยและพันาอนุภูมิภาค ลุ่มน้ำโขง (Online) ไม่มีข้อผูกพันธ์ประการใดๆ อนึ่งกองบรรณาธิการวารสารยินดีรับพิจารณาบทความจากนักวิชาการ นักศึกษา ตลอดจนผู้อ่าน และผู้สนใจทั่วไป เพื่อนำลงตีพิมพ์ สำหรับบทความจะผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</p> Journalrdi@npu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ หารไชย) sompornrdi@npu.ac.th (นายสมพร กงนะ) Mon, 20 Apr 2026 11:57:19 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเรียนรู้ในยุคของผู้ช่วยอัจฉริยะ: ความท้าทายสำหรับครู และโอกาสสำหรับผู้เรียน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2031 <p> ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้พลิกโฉมระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยขยับจากการเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนไปสู่การเป็น “ผู้กระทำ” ที่สามารถปฏิบัติงานเชิงซับซ้อนได้อย่างอัตโนมัติ ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ GPT-5, ChatGPT Agent และนวัตกรรมประสาทเทคโนโลยีอย่าง Neuralink ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพรมแดนระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีกำลังเลือนรางลง การเปลี่ยนผ่านนี้สร้างคำถามสำคัญต่อบทบาทของครูและผู้เรียนในอนาค<br /> บทความนี้ใช้กรอบแนวคิดอนาคตศึกษาและการมองอนาคตเชิงวิพากษ์ (Critical Foresight) เพื่อวิเคราะห์ทั้งความท้าทายและโอกาสจากการบูรณาการผู้ช่วยอัจฉริยะเข้าสู่การศึกษา ความท้าทายสำคัญ ได้แก่ การปรับบทบาทครูสู่การเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ความเสี่ยงของความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และข้อกังวลด้านจริยธรรมและการคุ้มครองข้อมูล ขณะเดียวกัน AI ยังเปิดโอกาสในการยกระดับการเรียนรู้แบบปรับตามบุคคล ส่งเสริมทักษะการรู้คิดเกี่ยวกับความคิดของตนเอง (Metacognition) ความรอบรู้ด้าน AI อย่างมีวิจารณญาณ (Critical AI Literacy) และความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI (Human–AI Collaboration)<br /> ข้อเสนอเชิงระบบประกอบด้วยการปรับหลักสูตรสู่การเรียนรู้เชิงสมรรถนะลึก การพัฒนาครูให้เป็นผู้ออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ การปฏิรูประบบการประเมินผล การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเท่าเทียม และการสร้างกรอบจริยธรรมที่โปร่งใส บทความชี้ให้เห็นว่าการศึกษาในยุค AI ไม่ได้มุ่งเพียงการใช้เทคโนโลยีใหม่ หากแต่คือการพัฒนามนุษย์ให้มีความสามารถในการปรับตัว อยู่ร่วม และทำงานกับ AI อย่างมีความหมาย เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสมรรถนะที่ยั่งยืนในอนาคต</p> สุธิดา เลขะวัฒนะ, วิรัตน์ พงษ์ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2031 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 ในการป้องกันโรคเบาหวานในพระสงฆ์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1664 <p> บทความนี้มุ่งเสนอกรอบแนวคิดใหม่ในการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในพระสงฆ์ โดยอาศัยหลักอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นหัวใจคำสอนของพระพุทธศาสนา มาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมสุขภาพและสร้างแนวทางส่งเสริมสุขภาวะที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย บทความนี้ใช้การวิจัยเอกสารเชิงคุณภาพ โดยสังเคราะห์จากแหล่งข้อมูลทางพระพุทธศาสนา และวรรณกรรมด้านสุขภาพของพระสงฆ์ รวมถึงงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า หลักอริยสัจ 4 สามารถประยุกต์เป็นกรอบการรับรู้ปัญหา (ทุกข์) วิเคราะห์เหตุ (สมุทัย) สร้างเป้าหมาย (นิโรธ) และดำเนินการ (มรรค) ได้อย่างมีพลังในมิติสุขภาพ บทความยังเสนอแนวทางการบูรณาการอริยมรรคมีองค์ 8 กับบทบาทพยาบาลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงจิตวิญญาณและพฤติกรรมของพระสงฆ์ ซึ่งจะนำไปสู่การส่งเสริมสุขภาวะอย่างยั่งยืนและเหมาะสมในบริบทพุทธไทย<br /> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการหลักอริยสัจ 4 เข้ากับทฤษฎีสุขภาพ สามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดที่ช่วยให้การส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยแนวทางเชิงปฏิบัติที่สำคัญ คือ การพัฒนาโปรแกรมสุขศึกษาเชิงพุทธธรรมสำหรับพระสงฆ์ และ การจัดตั้งหลักสูตรอบรมพยาบาลให้เป็น ‘ธรรมะสุขศึกษาโค้ช’ เพื่อสนับสนุนการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในวัดและโรงเรียนพระปริยัติธรรม (National Health Commission Office, 2018 ; Srisawat and Sritanyarat, 2021).</p> พิพัฒน์พงศ์ เข็มปัญญา, วศินภัทร์ ปิยะพงศ์สกุล, พิเชษฐ เรืองสุขสุด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1664 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของรูปแบบการรับฟังผู้เรียนเพื่อพัฒนาองค์กรให้สอดคล้องตาม เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (EdPEx): กรณีศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1747 <p> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการรับฟังผู้เรียนตามเกณฑ์ EdPEx (Education Criteria for Performance Excellence) ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 คน ประกอบด้วย (1) ผู้บริหารและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรของคณะฯ (2) อาจารย์ประจำคณะฯ และ (3) ผู้เรียนของคณะฯ ที่เคยให้ข้อมูลสะท้อนกลับ ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยตัวตนของผู้ให้ข้อมูล<br /> ผลการศึกษาวิจัยพบว่า รูปแบบการรับฟังผู้เรียนของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีความหลากหลาย เช่น การรับฟังผ่านผู้บริหารคณะฯ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ประจำ แอปพลิเคชันประยุกต์ประเภทต่าง ๆ การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม ฯลฯ รวมถึงการรับฟังผ่านหน่วยงานภายในอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ พบประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าว 7 ประการ ได้แก่ ความรวดเร็ว ความกระชับชัดเจน ความถูกต้อง ความครอบคลุม ความมั่นคงปลอดภัย ความลุ่มลึก และการนำไปใช้ประโยชน์<br /> โดยมีข้อเสนอแนะ คือ คณะนิติศาสตร์ฯ และหน่วยงานภายในควรร่วมกันวางระบบและกลไกการรับฟังเสียงผู้เรียนที่เป็นระบบกลาง ซึ่งอาจมีระบบย่อยที่มีความยืดหยุ่นที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละหน่วยงาน ตามลักษณะและภารกิจของหน่วยงาน และเพิ่มเติมองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย การรักษาความลับ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคลากรในหน่วยงานที่ต้องรับฟังเสียงผู้เรียน</p> เกรียงไกร รอบรู้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1747 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะปฏิบัติและการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ตามแนวคิดปฏิบัติงานเป็นฐานและการเรียนรู้แบบสะท้อนผล https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1859 <p> ทักษะปฏิบัติและการคิดวิเคราะห์เป็นปัจจัยสำคัญในการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาอาชีวศึกษาให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การศึกษาและพัฒนาทักษะดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเสริมสร้างประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะปฏิบัติและการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปฏิบัติงานเป็นฐานและการเรียนรู้แบบสะท้อนผล 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนของนักศึกษา ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปฏิบัติงานเป็นฐานและการเรียนรู้แบบสะท้อนผล การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยกึ่งทดลอง กับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร จำนวณ 20 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้จัดเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปฏิบัติงานเป็นฐานและการเรียนรู้แบบสะท้อนผล จำนวน 2 แผน เวลาเรียน 12 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะปฏิบัติ จำนวน 4 ข้อ และ 3) แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ จำนวณ 4 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) <br /> ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการปฏิบัติงานเป็นฐานและการเรียนรู้แบบสะท้อนผล มีทักษะปฏิบัติละการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งมีคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 7.25 และ 6.35 และหลังเรียนเท่ากับ 12.85 และ 12.05 ตามลำดับ 2) นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการปฏิบัติงานเป็นฐานและการเรียนรู้แบบสะท้อนผล มีผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.30 และหลังเรียนเท่ากับ 16.10</p> เสาวลักษณ์ จันทร์แก้ว, อธิราชย์ นันขันตี, สฤษดิ์ ศรีขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1859 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1695 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำแนกตาม เพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 248 คน และกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ คือผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) การทดสอบเอฟ (F-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ โดยรวมมีสภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำแนกตาม เพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ ผู้บริหารสถานศึกษาควรวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ขององค์การ เพื่อเป็นทิศทางนำไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ 2) ด้านการคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีความคิดในหลากหลายแง่มุม กระตุ้นให้ครูและบุคลากรในองค์กร สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ 3) ด้านการปรับตัวและความยืดหยุ่น ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการปรับตัวต่อสิ่งที่เผชิญ และเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ 4) ด้านการทำงานเป็นทีม ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีบทบาทหน้าที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนางานอย่างเป็นระบบ 5) ด้านการคำนึกถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ผู้บริหารสถานศึกษาควรเรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานให้บุคลากรทำงานอย่างมีความสุข</p> อรุโณทัย สายโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1695 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภูมินามของหมู่บ้านในอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1635 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวทางการตั้งชื่อหมู่บ้าน ลักษณะของคำที่ใช้ตั้งชื่อหมู่บ้าน และภาพสะท้อนทางสังคมที่ปรากฏจากชื่อหมู่บ้านในอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 165 หมู่บ้าน เป็นการสำรวจชุมชน (Community Survey) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (in-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญหมู่บ้านละ 3 คน ใช้วิธีการเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง ผ่านการแนะนำบอกต่อในลักษณะลูกโซ่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การจัดแบ่งโครงสร้างคำและความหมายของคำที่ปรากฎอยู่ในชื่อหมู่บ้าน ผลการศึกษาพบว่า ชื่อหมู่บ้านในอำเภอเมืองนครพนมมีโครงสร้างชื่อตั้งแต่ 1 คำ ถึง 4 คำ โดยมีชื่อหมู่บ้านที่มีโครงสร้างคำ จำนวน 2 คำ มากที่สุด คือ 83 ชื่อ รองลงมาคือชื่อหมู่บ้านที่มีโครงสร้าง 3 คำ จำนวน 62 ชื่อ ชื่อหมู่บ้านที่มีโครงสร้าง 1 คำ จำนวน 13 ชื่อ และชื่อหมู่บ้านที่มีที่มีโครงสร้าง 4 คำ มีเพียง 7 ชื่อ แนวทางการตั้งชื่อหมู่บ้านมี 8 ประเภท ได้แก่ ตั้งชื่อตามลักษณะภูมิประเทศ ตั้งชื่อตามชื่อพืช ตั้งชื่อตามบุคคลสำคัญ ตั้งชื่อตามตำนานหรือนิทาน ตั้งชื่อตามวัตถุโบราณ ตั้งชื่อเพื่อบอกทิศทางหรือขนาด ตั้งชื่อเพื่อแสดงถึงกิริยาการกระทำ และตั้งชื่อเพื่อเป็นมงคลนาม ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางภาษาในการตั้งชื่อสถานที่ที่เป็นชื่อหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงสภาพภูมิประเทศและการให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ผ่านการตั้งชื่อหมู่บ้านในอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม</p> วัลลภ บุญทานัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1635 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาช่องว่างและแนวโน้มของงานวิจัยด้าน AI Literacy ในระดับอุดมศึกษาตามบริบทภูมิภาคและประเทศ: การวิเคราะห์เชิงบรรณมิติจากฐานข้อมูล Scopus พ.ศ.2563-2568 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1657 <p> การศึกษาวิจัยเรื่องนี้มุ่งวิเคราะห์หาความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายตัวและแนวโน้มการพัฒนาของงานวิจัยด้านความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษาบนมิติทางภูมิศาสตร์ เพื่อเปิดเผยความเหลื่อมล้ำและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อต่อการผลิตองค์ความรู้ในสาขาวิชาที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิเคราะห์เชิงบรรณมิติ (Bibliometric Analysis) โดยใช้เครื่องมือ R/Bibliometrix ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากฐานข้อมูล Scopus เพียงฐานเดียว ครอบคลุมช่วงปี ค.ศ. 2020–2025 รวมบทความที่เข้าเกณฑ์จำนวน 46 เรื่อง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน โดยประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนผลงานวิจัยสูงถึงร้อยละ 76.10 ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามีสัดส่วนเพียงร้อยละ 23.90 นอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนผ่านของประเด็นวิจัย จากการมุ่งเน้นที่ Digital Literacy ในระยะแรก สู่การศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์สมัยใหม่ เช่น ChatGPT ในช่วงหลัง ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ ประกอบด้วย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี การสนับสนุนด้านทุนวิจัย และนโยบายปัญญาประดิษฐ์ในระดับชาติ ทั้งนี้อัตราความร่วมมือระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 17.39) สะท้อนโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายวิชาการระดับโลกเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางการวิจัย</p> พงศ์เทพ โคตรประทุม , พสธร ปุระเทพ, ศรีสุดา ด้วงโต้ด, วัชรี แซงบุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1657 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานโครงการ To Be Number One เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และป้องกันปัญหายาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนสระพังวิทยาคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2377 <p><strong> </strong>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ของโรงเรียนสระพังวิทยาคม 2) พัฒนารูปแบบการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ที่มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจและป้องกันปัญหายาเสพติดของนักเรียน 3) ทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นในบริบทสถานศึกษาจริง และ 4) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครู แกนนำนักเรียน และผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลของรูปแบบ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC ระหว่าง 0.80–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องของการติดตามผล และการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด MIND Model และกระบวนการ PDCA ครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 7 ด้าน และสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทโรงเรียน 3) การทดลองใช้รูปแบบส่งผลให้นักเรียนมีความรู้ ทักษะชีวิต ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้น และ 4) รูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.75, S.D. = 0.10) โดยด้านการนำไปใช้ได้จริงและความเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.80, S.D. = 0.45)<br /> คุณูปการเชิงวิชาการของงานวิจัยนี้ คือ การนำเสนอรูปแบบการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ในลักษณะการบริหารจัดการเชิงระบบที่เชื่อมโยงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจกับการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างเป็นองค์รวม ซึ่งช่วยยกระดับการศึกษางาน TO BE NUMBER ONE จากการรายงานเชิงกิจกรรมไปสู่การพัฒนารูปแบบเชิงแนวคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ และขยายผลในสถานศึกษาอื่นได้</p> อุทัย เกลือสีโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2377 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐ เพื่อพัฒนาความสามารถการประกอบการ ธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตกะละแมโบราณนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1958 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษานโยบายและแผนการจัดการเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐในการพัฒนาความสามารถการประกอบการของธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตกะละแมโบราณจังหวัดนครพนม (2) ศึกษาระดับความสามารถ การประกอบการของธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตและ (3) เสนอแนวทางการจัดการเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิต จำนวน 32 กลุ่ม<br /> ผลการวิจัยพบว่า นโยบายของภาครัฐยังขาดความเฉพาะเจาะจงต่อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยเน้นสนับสนุนภายใต้กรอบนโยบายทั่วไป เช่น โครงการ OTOP และเศรษฐกิจฐานราก ระดับความสามารถการประกอบการของผู้ประกอบการโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.40) โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปลูกกล้วยซึ่งอยู่ในระดับต่ำ (Mean = 1.06) แนวทางการจัดการเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐ ได้แก่ (1) การสนับสนุนแหล่งทุนและสินเชื่อที่เหมาะสม (2) การพัฒนาศักยภาพผ่านการฝึกอบรมและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ (3) การส่งเสริมเครือข่ายพันธมิตรและความร่วมมือทางการตลาด (4) การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และ (5) การสนับสนุนการตลาดดิจิทัล อันเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและเสริมสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ทั้งนี้ ภาครัฐควรจัดทำนโยบายในเชิง บูรณาการ จำแนกตามระดับศักยภาพของแต่ละกลุ่มในห่วงโซ่การผลิต โดยสนับสนุนด้านการเงินแก่ผู้ปลูกกล้วยผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือระบบน้ำหยด ควบคู่กับการอบรมการแยกบัญชีธุรกิจและครัวเรือน นอกจากนี้ ควรกำหนดกลไกเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การจัดทำแพลตฟอร์มวางแผนการผลิตรายบุคคลและผลักดันให้เกิดการวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อยืดอายุผลิตภัณฑ์กะละแมโดยไม่ใช้สารกันเสีย เพื่อเสริมสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน</p> ชยุดา ภูชุม, กชกร เดชะคำภู, จารุกัญญา อุดานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1958 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 สถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับการใช้กัญชา พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับกัญชา และพฤติกรรมเสี่ยง ต่อการใช้กัญชาในวัยรุ่นนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2004 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับการใช้กัญชา พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับกัญชา และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้กัญชาในวัยรุ่นนครพนม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ของ 2 โรงเรียนที่สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม ปีการศึกษา 2567 จำนวน 579 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมการแสวงหาข้อมูลและการใช้สื่อ และแบบประเมินพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้กัญชาของนักเรียนวัยรุ่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย<br /> ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีการใช้กัญชาในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จำนวน 11 คน (ร้อยละ 1.90) นักเรียนจำนวน 148 คน (ร้อยละ 25.56) เคยค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้กัญชา โดยค้นหาเพื่อให้ได้รับข้อมูลและความรู้ใหม่ จำนวน 316 คน (ร้อยละ 54.58) แหล่งข้อมูลที่ใช้บ่อยถึงเป็นประจำมากที่สุด คือ สื่อออนไลน์ จำนวน 195 คน (ร้อยละ 33.68) และแพลตฟอร์มที่ใช้บ่อยถึงเป็นประจำมากที่สุด คือ TikTok จำนวน 81 คน (ร้อยละ 27.46) นักเรียนส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่อการใช้กัญชาในระดับเสี่ยงน้อย จำนวน 305 คน (ร้อยละ 52.68) รองลงมาคือ เสี่ยงน้อยมาก จำนวน 197 คน (ร้อยละ 34.02) เสี่ยงปานกลาง จำนวน 72 คน (ร้อยละ 12.44) และเสี่ยงมาก จำนวน 5 คน (ร้อยละ 0.86) ผลการศึกษาสามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางการป้องกันการใช้กัญชาในวัยรุ่น โดยพิจารณาถึงอิทธิพลของสื่อออนไลน์และความรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของวัยรุ่น</p> กมลนัทธ์ คล่องดี, ณิชาพร ทิพสิงห์, จรินทร โคตพรม, ณัฏยา อ่อนผิว, พรรณยุพา เนาว์ศรีสอน, เปรียบแก้ว ฝาระมี, สุพัฒชัย ปราบศัตรู, กุลธิดา ยะสะกะ, นริฏา ฟักแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2004 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ต้นทุนและจุดคุ้มทุนผลิตภัณฑ์สบู่น้ำผึ้งชันโรง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชันโรงบ้านลำภู ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2528 <p> กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชันโรงบ้านลำภูประสบปัญหาการขาดความรู้ด้านการจัดทำบัญชีต้นทุน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและจุดคุ้มทุน รวมถึงการกำหนดราคาขายผลิตภัณฑ์สบู่น้ำผึ้งชันโรง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนมกราคม – มีนาคม พ.ศ. 2568 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชันโรงบ้านลำภู จำนวน 7 ราย โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยโดยการใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นการนำข้อมูลกระบวนการผลิต และค่าใช้จ่ายมาวิเคราะห์<br /> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม่ได้คิดค่าสาธารณูปโภคแยกจากส่วนครัวเรือน มีต้นทุนวัตถุดิบทางตรง รวม 141.30 บาท หรือคิดเป็น 0.79 บาทต่อหน่วย ค่าแรงงานทางตรง รวม 1,800 บาท หรือคิดเป็น 10 บาทต่อหน่วย และค่าใช้จ่ายในการผลิตรวม 1,341 บาท หรือคิดเป็น 7.45 บาทต่อหน่วย การกำหนดราคาขายที่ 59 บาทต่อหน่วย จุดคุ้มทุน 4.26 หน่วย หรือประมาณ 5 หน่วย ราคานี้วิสาหกิจได้จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันโดยจัดจำหน่ายในร้านค้าทั่วไป หากวิสาหกิจต้องการกำไรเพิ่มขึ้น โดยการเพิ่มราคาขายอยู่ที่ 79 บาทต่อหน่วย จุดคุ้มทุน 2.88 หน่วย หรือประมาณ 3 หน่วย สามารถจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ หรือกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า</p> <p> </p> นันทพร โกสิยาภรณ์, นันทิกานต์ ประสพสุข, บูรฮัน ยูนิ, ไฟซอล ฮามะ, อิลมี เตะ, นูรฮายาตี มูซอ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2528 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมสำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนแม่สา ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2545 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทของศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนแม่สา ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) พัฒนาระบบบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมสำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนแม่สา โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ระบบบริหารจัดการสำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนแม่สาประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ผังองค์กรและระเบียบการดำเนินงาน 8 หมวด (2) ระบบบัญชี ประกอบด้วยผังบัญชี 5 หมวด ระบบปฏิบัติงาน 7 ระบบ แบบฟอร์มเอกสาร บัญชีและรายงาน และ 3) กระบวนการบริหารเชิงมีส่วนร่วมของคณะกรรมการและสมาชิก การนำระบบบริหารจัดการไปใช้ในปี 2568 ส่งผลให้ศูนย์สามารถจัดทำรายงานทางการเงินและดำเนินการประชุมสามัญประจำปีได้อย่างเป็นระบบ โดยมีรายได้รวม 304,780 บาท ค่าใช้จ่ายรวม 148,810 บาท และกำไรสุทธิ 155,970 บาท ฐานะการเงินมีสินทรัพย์รวม 550,748 บาท หนี้สินรวม 25,748 บาท และส่วนของทุน 525,000 บาท สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินและประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้ คือ การบูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจฐานราก การจัดการองค์กรสมัยใหม่ ระบบบัญชีและการควบคุมภายใน เข้ากับกระบวนการวิจัยเชิงมีส่วนร่วม จนเกิดเป็นระบบบริหารจัดการที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง และเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน</p> สุรัตน์ ยาสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2545 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โรงเรียนเกษตรสมบูรณ์วิทยาคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2396 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเกษตรสมบูรณ์วิทยาคม (2) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม (3) ทดลองใช้รูปแบบ และ (4) ประเมินผลการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ครูและบุคลากรทางการศึกษา 23 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3 คน และผู้ปกครองนักเรียน 301 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงและการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม สัมภาษณ์เชิงลึก และแบบประเมินรูปแบบ โดยมีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.82–0.95 สถิติ ที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบค่าก่อน–หลังใช้รูปแบบ<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1. โรงเรียนมีนโยบายเน้นการมีส่วนร่วม แต่การดำเนินงานจริงยังไม่ครอบคลุม จึงต้องพัฒนารูปแบบให้ชัดเจน ครอบคลุม และติดตามได้ต่อเนื่อง 2. ได้รูปแบบประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก คือ ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม การกำหนดทิศทางและบทบาทร่วมกัน การสนับสนุนทรัพยากรและเครือข่าย และการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาศักยภาพ 3. หลังใช้รูปแบบ คะแนนประเมินคุณภาพภายในสูงขึ้นทุกมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 4.37 (ดีเยี่ยม) เป็น 4.87 (ยอดเยี่ยม) และ 4. การประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกองค์ประกอบ แสดงถึงการยอมรับและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง</p> วัลลภ ชำนาญกอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2396 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700