วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal <p><strong><em>ISSN</em></strong><em>: - </em><strong><em>E-ISSN</em></strong><em>: </em><em>2774-0943</em></p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : </em><em>3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม </em></p> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีนโยบายเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ จากงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ทางด้านมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ในมิติความรู้ สหวิทยาการสมัยใหม่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</em></p> th-TH <p>ข้อเขียนหรือบทความใดๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Online) ฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นเฉพาะส่วนตัวของผู้เขียนและกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และวารสารวิจัยและพันาอนุภูมิภาค ลุ่มน้ำโขง (Online) ไม่มีข้อผูกพันธ์ประการใดๆ อนึ่งกองบรรณาธิการวารสารยินดีรับพิจารณาบทความจากนักวิชาการ นักศึกษา ตลอดจนผู้อ่าน และผู้สนใจทั่วไป เพื่อนำลงตีพิมพ์ สำหรับบทความจะผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</p> Journalrdi@npu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมศักดิ์ หารไชย) sompornrdi@npu.ac.th (นายสมพร กงนะ) Fri, 19 Dec 2025 16:51:06 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษด้วยการจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1441 <p> การจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) เป็นแนวทางที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์เรียนรู้อย่างหลากหลายและมีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้เรียนสามารถฝึกฝนการใช้ภาษาผ่านกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ศึกษาความก้าวหน้าของการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษด้วยการจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) ศึกษาทักษะการพูดภาษาอังกฤษหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมเป็นฐานตามเกณฑ์ร้อยละ 80 (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนในการเรียนรู้การพูดภาษาอังกฤษด้วยการจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนศรีบัวบานวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 32 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานจำนวน 3 หน่วย (2) แบบประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าความก้าวหน้าทางการเรียน<br /> ผลการวิจัยพบว่า (1) ค่าความก้าวหน้าของการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยรวม พบว่ามีค่า g รวม = 0.67 ซึ่งอยู่ในระดับการพัฒนามีการพัฒนาปานกลาง แต่เมื่อพิจารณาความก้าวหน้าของการเรียนรู้ในแต่ละหน่วย โดยหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 มีการพัฒนาปานกลาง (g = 0.58) หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 มีการพัฒนาสูง (g = 0.71) และหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 มีการพัฒนาสูง (g = 0.72) ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ (2) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 (3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการพัฒนาทักษะ การพูดภาษาอังกฤษด้วยการจัดการเรียนรู้กิจกรรมเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.42 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.57</p> ณัทวิกาญน์ หาญรินทร์, วัชรี แซงบุญเรือง, พิจิตรา ธงพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1441 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) ร่วมกับเทคนิค 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1518 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ DR-TA ร่วมกับเทคนิค 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนด้วยด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ DR-TA ร่วมกับเทคนิค 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านน้ำก่ำ(สิทธิผลนุกูล) จังหวัดนครพนม จำนวน 23 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR-TA ร่วมกับเทคนิค 5W1H และแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Samples)<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ DR-TA ร่วมกับเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 70 และนักเรียนมีคะแนนการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ย คือ 22.92 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ 0.85 คิดเป็นร้อยละ 76.41 และ 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ DR-TA ร่วมกับเทคนิค 5W1H มีทักษะในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุทธิเกียรติ ชาติชำนิ, สุวิสาข์ จรัสกมลพงศ์, พิจิตรา ธงพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1518 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการดำเนินชีวิตและส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Tiktok ของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1669 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบรูปแบบการดำเนินชีวิต และส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ ที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ สินค้าออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชั่น TikTok ของบุคลากรในองค์กรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครพนม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูล โดยทำการเก็บข้อมูลจากบุคลากรองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งข้าราชการและลูกจ้า จังหวัดนครพนม และจำนวนตัวอย่างเท่ากับ 420 คน สถิติเชิงพรรณนาที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย เพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการดำเนินชีวิต ได้แก่ ด้านกิจกรรม ด้านความสนใจ ด้านความคิดเห็น ที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ สินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น TikTok และ2) ส่วนประสมทางการตลาด ออนไลน์ ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทาง การจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริม การตลาด ด้านการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ด้านการให้บริการส่วนบุคคล ที่มีอิทธิพลต่อ ความตั้งใจซื้อสินค้าสินค้าออนไลน์ผ่าน แอปพลิเคชั่น Tiktok สามารถสรุปได้ว่า รูปแบบการดำเนินชีวิต และส่วนประสมทางการตลาดออไนลน์มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น TikToK ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ขายสินค้าออนไลน์สามารถนำผลวิจัยไปพัฒนาแผนการตลาดออนไลน์เพื่อกระตุ้นความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น ติ๊กต๊อกโดยการใช้ช่วงเวลาที่ว่างจากการทำงานของผู้บริโภคในการเข้าดูสินค้า</p> รุ่งฤดี ศิริปะกะ, จิรภัทร เริ่มศรี, วิทวัส ปานศุภวัชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1669 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสำรวจในการออกแบบสื่อและเนื้อหาออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้หญิงในฐานะแม่ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1690 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสำรวจในการออกแบบสื่อและเนื้อหาออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเสริมสร้างพลังอำนาจให้กับผู้หญิงในฐานะแม่ผ่านการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis - EFA) แบบสอบถามที่ใช้ประกอบด้วยคำถามเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้หญิงในฐานะแม่ในสื่อออนไลน์ จำนวน 24 ปัจจัย กลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิงชาวไทยที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ซึ่งมีบุตรอายุระหว่าง 0-21 ปี และมีการใช้สื่อออนไลน์ การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 93 คน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้หญิงในฐานะแม่ในสื่อออนไลน์ มีจำนวน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1: การส่งเสริมบทบาทและการตัดสินใจของแม่ในครอบครัวและสังคม องค์ประกอบที่ 2: ฟังก์ชันการสร้างและแบ่งปันเนื้อหาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ องค์ประกอบที่ 3: การสร้างเครือข่ายและแบ่งปันประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก และองค์ประกอบที่ 4: การควบคุมความเป็นส่วนตัวและการเข้าถึงเนื้อหา องค์ประกอบที่มีความสำคัญสูงสุดคือการมีเนื้อหาเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆในการเป็นแม่ (ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ 0.895) และการมีเนื้อหาเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆในการเลี้ยงลูก (ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ 0.873) ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการออกแบบแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับแม่ โดยควรมีฟังก์ชันแบ่งปันประสบการณ์ ควบคุมความเป็นส่วนตัว และเนื้อหาที่เสริมสร้างบทบาทการตัดสินใจของแม่ในครอบครัวและสังคม</p> กะรัตพลอย ถ้ำแก้ว ศิลปอุไร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1690 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยการตลาดเชิงประสบการณ์ที่ส่งอิทธิพลต่อการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำในแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาของจังหวัดนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1639 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของการตลาดเชิงประสบการณ์ในแหล่งท่องเที่ยวเชิง พุทธศาสนาของจังหวัดนครพนม และเพื่อทดสอบปัจจัยการตลาดเชิงประสบการณ์ที่ส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำในแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาของจังหวัดนครพนม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาของจังหวัดนครพนม จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)<br /> ผลการวิจัย การตลาดเชิงประสบการณ์โดยภาพรวมมีความสำคัญอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความรู้สึก ด้านความคิด ด้านการเชื่อมโยง ด้านการกระทำ และด้านประสาทสัมผัส ตามลำดับ และผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การตลาดเชิงประสบการณ์ด้านความรู้สึก ด้านความคิด ด้านการกระทำ และด้านการเชื่อมโยงมีอิทธิพลต่อการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำในแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาของจังหวัดนครพนม สำหรับด้านประสาทสัมผัส ไม่มีอิทธิพลต่อการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำในแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาของจังหวัดนครพนม</p> สุประวีณ์ สิงนวน, จิรภัทร เริ่มศรี, ณัฐพล จิตประไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1639 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Identity of Marukhanakhon Ancient City in Tha Kho Subdistrict, Nakhon Phanom Province, Thailand. https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1694 <p> This research investigates the cultural tourism identity of Marukhanakhon, an ancient city located in Tha Kho Subdistrict, Nakhon Phanom Province, Thailand. The study aims to identify prominent local identities and synthesize them through the 5F framework for cultural tourism development. A qualitative research method was employed, with data collected from 44 key informants purposefully selected for their expertise in local history, cultural traditions, and tourism development. The research utilized in-depth interviews, focus group discussions, and field surveys.<br /> The research results reveal the unique identity of Marukhanakhon through the 5F framework, including: 1) The food identity is highlighted by dishes made from Mekong River fish, such as Larb Pla E-Tu (spicy minced fish salad), which reflect a strong connection with the local ecosystem and cultural heritage; 2) The fashion identity is characterized by symbolic colors derived from the Kho fruit or Ceylon oak (orange hue) and a community logo that represents multicultural influences; 3) The folk performance identity demonstrates Thai–Lao cultural integration, using fishing tools into traditional dance performances; 4) The festival identity is evident in rituals and festivals such as the Anya Phra Sai worship ceremony, the Heet 12 Khong 14 traditions <strong>(literally meaning “the Twelve Annual Merit-Making Traditions and Fourteen Community Conduct Codes”),</strong> and the Tha Kho Fish Festival, all of which provide opportunities for cultural immersion; and 5) The route identity features diverse tourism routes that encompass history, culture, and agriculture, catering to the varied interests of different types of tourists. From these identities, the food and festival identities demonstrate the greatest potential for development as cultural soft power attractions, as they combine authentic local experiences with opportunities for tourist participation. This study contributes to the development of cultural tourism by proposing a conceptual framework for community-based soft power strategies, which strengthen local identity while attracting experiential tourists—particularly Millennials and Gen Z travelers seeking genuine cultural connections.</p> Piyapong Nachai, Suthira Suthira, Weerapon Thongma, Winitra Leelapattana ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1694 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร จังหวัดนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1660 <p> บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร จังหวัดนครพนม 2) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร จังหวัดนครพนม การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บกลุ่มตัวอย่างจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ<br /> ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม มีวัตถุประสงค์ เพื่อมาพักผ่อนหย่อนใจ เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว โดยมีบุคคลร่วมเดินทางท่องเที่ยว คือ ครอบครัว มีสมาชิกร่วมเดินทาง 2-3 คน ความถี่ในการเดินทาง 1-2 ครั้งต่อปี ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (เฉลี่ยต่อครั้งต่อคน) 2,001-5,000 บาท และส่วนใหญ่รู้จักแหล่งท่องเที่ยวจากสื่ออินเทอร์เน็ต เช่น Facebook, Web Site เป็นต้น ส่วนปัจจัยผลักด้านการพักผ่อนหย่อนใจ (Relaxation) และด้านการเรียนรู้วัฒนธรรม (Cultural) ส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารจังหวัดนครพนม ในขณะที่ด้านประสบการณ์ใหม่ (New Experiences) กลับไม่ส่งผลกระทบต่อความตั้งใจในการเดินทาง ส่วนปัจจัยดึง พบว่า ด้านกิจกรรมการท่องเที่ยว (Activities) ด้านที่พัก (Accommodations) และด้านสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว (Attractions) มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารจังหวัดนครพนม ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยดึงด้านความสามารถในการเข้าถึง (Accessibility) และสิ่งอำนวยความสะดวก (Amenities) กลับไม่ส่งผลกระทบต่อความตั้งใจในการเดินทางของนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามควรมีการส่งเสริมและพัฒนาด้านการเข้าถึงและสิ่งอำนวยความสะดวกควบคู่ไปด้วย เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความคาดหวังที่หลากหลายและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดนครพนมต่อไปในอนาคต</p> สุภัทรา เขียวศรี, นันทนา ลาภวิเศษชัย, กันฑิมาลย์ จินดาประเสริฐ, ศิริวรรณ กวงเพ้ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1660 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความต้องการของประชาชนต่อการจัดบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1531 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความต้องการของประชาชนต่อการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม (2) เปรียบเทียบความต้องการของประชาชนต่อให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชาชนตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จำนวน 379 คน การหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการคำนวณจากสูตรของยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที (t-test) และ สถิติทดสอบเอฟ (F-test) โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br /> ผลการศึกษา พบว่า (1) ระดับความต้องการของประชาชนต่อให้บริการสาธารณะ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.80) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก 4 ด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการพัฒนาชุมชนน่าอยู่ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.17) ด้านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.90) ด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.81) ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =3.76) และอยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน คือ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.38) (2) ประชาชนที่มีอายุ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกันมีความต้องการต่อการให้บริการสาธารณะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนประชาชนที่มี เพศ และรายได้ต่างกัน มีความต้องการต่อการจัดบริการสาธารณะไม่แตกต่างกัน </p> เพลิน สีสุทร, จารุกัญญา อุดานนท์, สำราญ วิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1531 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพการบริการที่ส่งต่อความภักดีของผู้ใช้บริการโรงแรมระดับสามดาว ในอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1606 <p> วัตถุประสงค์และวิธีดำเนินการวิจัย 1) ศึกษาคุณภาพการบริการของผู้ใช้บริการ 2) ศึกษาความภักดีของผู้ใช้บริการ และ3) ศึกษาคุณภาพการบริการ ที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการโรงแรมระดับสามดาว ในจังหวัดนครพนม เป็นการวิจัย เชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน และดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยเชิงพหุคูณ<br /> การศึกษาวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุระหว่าง 31-35 ปี มีสถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ย 20,000-30,000 บาท มีอาชีพธุรกิจส่วนตัวและอาชีพอิสระ พฤติกรรมของผู้ใช้บริการ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ใช้บริการเป็นนักท่องเที่ยว มาเพื่อพักผ่อนและท่องเที่ยว ระยะเวลาในการเข้าใช้บริการ จำนวน 2 คืน งบประมานอยู่ที่ 1,000-2,000 บาทต่อครั้ง โดยโรงแรมระดับสามดาวที่ใช้บริการมากที่สุด คือ โรงแรมฟอร์จูนวิวโขง และส่วนใหญ่เป็นผู้ตอบแบบสอบถามมาจากจังหวัดกรุงเทพมหานคร<br /> การทดสอบสมมติฐาน พบว่า คุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการโรงแรมระดับสามดาว ในจังหวัดนครพนม โดยรวมอยู่ในระดับมาก คุณภาพการบริการ ทั้ง 5 ด้าน โดยมี 3 ด้าน คือ ด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ ด้านความเชื่อถือไว้วางใจได้ ด้านการให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้า ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการโรงแรมระดับสามดาว ในจังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ มี 2 ด้าน คือ ด้านการตอบสนองต่อลูกค้า และด้านการรู้จักและเข้าใจลูกค้า ไม่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการโรงแรมระดับสามดาว ในจังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05</p> กัญสพัฒน์ นับถือตรง, สุจิตรา แสงจันดา, กัญญาภัทร จิตมาตย์, กวินทิพย์ คำมุงคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1606 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 พลวัตของข้อสอบสังคมศึกษาระดับชาติในระบบการศึกษาไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1861 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นพลวัตและแนวโน้มของการจัดทำข้อสอบ และเนื้อหาข้อสอบวิชาสังคมศึกษาระดับชาติในประเทศ โดยใช้วิธีวิจัยพิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้เห็นพลวัตของข้อสอบวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 จนถึงปีการศึกษา 2564 และเก็บข้อมูลจากหลักฐานชั้นต้นคือข้อสอบโอเน็ต ข้อสนเทศหนังสือพิมพ์ รวมถึงหลักฐานชั้นรองจากงานวิจัย และเอกสารต่างๆ<br /> ข้อสอบระดับชาติ วิชาสังคมศึกษามีพัฒนาการมาจากระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เริ่มตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2500 การสอบระดับชาติในนาม “โอเน็ต” เริ่มใช้กับนักเรียนระดับชั้น ม.6 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 โดยการจัดของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) การจัดสอบในระดับชั้น ม.3 และ ป.6 ถือเป็นลำดับถัดมา การสอบโอเน็ตในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา มีความเกี่ยวพันกับการบ่มเพาะอุดมการณ์ทางสังคมการเมือง เนื้อหาของกลุ่มวิชาสังคมศึกษาวางอยู่บนแกนชาติ พุทธศาสนา และกษัตริย์ นักเรียนจึงไม่ได้รับการสอนทักษะในการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์มากนัก<br /> แม้การสอบโอเน็ตจะประสบปัญหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แต่ทำให้ระบบการศึกษาไทยถูกเปิดเผยออกมาในเชิงสถิติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ลักษณะเช่นนี้ได้ส่งผลต่อการตระหนักถึงปัญหาการศึกษาในผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงและโดยอ้อม กลายเป็นหัวข้อของการถกเถียงเพื่อหวังจะปรับปรุงและยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยให้ดีกว่าเดิม</p> รพีพรรณ จักร์สาน, ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1861 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาเครื่องดื่มเชิงสร้างสรรค์จากเหล้ารามราชจังหวัดนครพนม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1687 <p> การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ในรูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรเครื่องดื่มเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม โดยใช้เหล้ารามราชเป็นส่วนผสมหลัก ถือเป็นงานวิจัยแรกที่พัฒนาเครื่องดื่มจากเหล้ารามราชให้เป็น Signature Cocktail ของจังหวัดนครพนม การวิจัยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การค้นหาอัตลักษณ์ของจังหวัดผ่านการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คน ที่มีความรู้ด้านประเพณีวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น 2) การสร้างและพัฒนาสูตรเครื่องดื่ม 3) การทดลองและประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม 3 คน ด้วยแบบประเมินมาตรฐานสมาคมบาร์เทนเดอร์นานาชาติ (IBA) และ 4) การปรับปรุงและสรุปสูตรต้นแบบ<br /> ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดนครพนมมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งด้านความศรัทธาและศาสนา ได้แก่ พระธาตุพนม พญาศรีสัตตนาคราช วัฒนธรรมประเพณี เช่น ประเพณีไหลเรือไฟ การรำบวงสรวง 9 ชนเผ่า 2 เชื้อชาติ วิถีชีวิตริมแม่น้ำโขง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นทะเบียน GI ได้แก่ สับปะรดท่าอุเทน ลิ้นจี่พันธุ์ นพ.1 และเหล้ารามราช ข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาสูตรต้นแบบ 2 สูตร ได้แก่ เรือไฟค็อกเทล ที่โดดเด่นด้านรสชาติและความสมดุล ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.67) และ พนมรำพันธุ์ค็อกเทล ที่โดดเด่นด้านความสวยงาม ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.60) ซึ่งทั้งสองสูตรได้รับการประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด พร้อมผลการทดสอบ t-test (n = 3) ยืนยันความแตกต่างของการประเมินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /> การพัฒนาเครื่องดื่มจากเหล้ารามราชช่วยสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้าง Signature Cocktail ที่สะท้อนอัตลักษณ์นครพนม สามารถประยุกต์ใช้ในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บาร์เครื่องดื่ม และกิจกรรมท่องเที่ยว สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างแบรนด์ท้องถิ่น และยกระดับจังหวัดสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างยั่งยืน</p> ธารารัตน์ มหาพันธ์, นิรมล สัมมัตตะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1687 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษารูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งเสริมการตลาดดิจิทัล สำหรับดอกไม้กันเกราประดิษฐ์จากดินไทยโดยกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1953 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทของกลุ่มดอกไม้กันเกราประดิษฐ์จากดินไทย ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม 2) พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ดอกไม้กันเกราประดิษฐ์จากดินไทยของกลุ่มผู้สูงอายุ และ 3) ส่งเสริมการตลาดดิจิทัลที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ดอกไม้กันเกราประดิษฐ์จากดินไทยของกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มดอกไม้กันเกราประดิษฐ์จากดินไทยก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2561 มีสมาชิกจำนวน 10 คน เป็นเพศหญิง มีอายุตั้งแต่ 64 – 66 ปี สมาชิกเป็นข้าราชการบำนาญที่มีความชำนาญในงานศิลปหัตถกรรม 2) ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือ สมาชิกกลุ่มผู้สูงอายุคัดสรรวัสดุในการผลิตที่มาจากการเลือกใช้สีจากธรรมชาติทดแทน สีสังเคราะห์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ สอดคล้องกับแนวคิดการรักษ์โลก ส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อการต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน และ 3) ด้านการตลาดดิจิทัล กลุ่มได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เพจเฟซบุก ไลฟ์สดบนแพลตฟอร์มต่างๆ และช่องทางไลน์ รวมถึงการใช้อินสตาแกรมแสดงผลิตภัณฑ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้า การเข้าถึงช่องทางดิจิทัลเหล่านี้ช่วยให้กลุ่มผู้สูงอายุสามารถขยายฐานลูกค้าและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> นิสากร พุทธวงศ์, คงฤทธิ์ รีวงษ์, รัตนา สุวรรณทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/1953 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700