วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal
<p><strong><em>ISSN</em></strong><em>: - </em><strong><em>E-ISSN</em></strong><em>: </em><em>2774-0943</em></p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : </em><em>3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม </em></p> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีนโยบายเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ จากงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ทางด้านมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ในมิติความรู้ สหวิทยาการสมัยใหม่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</em></p>
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยนครพนม
th-TH
วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
2774-0943
<p>ข้อเขียนหรือบทความใดๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Online) ฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นเฉพาะส่วนตัวของผู้เขียนและกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และวารสารวิจัยและพันาอนุภูมิภาค ลุ่มน้ำโขง (Online) ไม่มีข้อผูกพันธ์ประการใดๆ อนึ่งกองบรรณาธิการวารสารยินดีรับพิจารณาบทความจากนักวิชาการ นักศึกษา ตลอดจนผู้อ่าน และผู้สนใจทั่วไป เพื่อนำลงตีพิมพ์ สำหรับบทความจะผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</p>
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ของผู้หญิงเจนเนอเรชันวายในจังหวัดนครพนม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2110
<p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์ 2) ศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อ และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) ต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของผู้หญิงเจนเนอเรชันวายในจังหวัดนครพนม ผลการวิจัยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (One-way ANOVA และ Multiple Linear Regression) ที่ระดับนัยสำคัญ <strong>.</strong>05 ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ 32–34 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพนักเรียน/นักศึกษา รายได้เฉลี่ย 10,001–15,000 บาทต่อเดือน พฤติกรรมซื้อ 1–2 ครั้งต่อเดือน ใช้จ่าย 2,001–3,000 บาทต่อครั้ง ผ่าน Facebook เป็นหลัก เลือกผลิตภัณฑ์ Counter brand เพื่อแก้ปัญหาผิวหน้า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการตลาด ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยประชากรศาสตร์และพฤติกรรมไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดมีผลเชิงบวก ยกเว้นด้านราคา งานวิจัยนี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือ ช่องทางที่เข้าถึงง่าย และการสื่อสารการตลาดผ่านสื่อดิจิทัล โดยมีนัยสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจความงามในจังหวัดชายแดน และสามารถเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้ผลการวิจัยมีนัยสำคัญทางการตลาดดิจิทัลในพื้นที่ชายแดน</p>
มณีวรรณ บรรลุศิลป์
เพ็ญศรี รูวันมอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
1
12
-
การพัฒนากรอบการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้บนเครือข่ายตามแนวคอนสตรัคติวิสต์เพื่อส่งเสริม การคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีด้วยกีตาร์ประกอบการร้องเพลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2536
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากรอบการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้บนเครือข่ายตามแนวคอนสตรัคติวิสต์เพื่อส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีด้วยกีตาร์ประกอบการร้องเพลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 2) ประเมินความเหมาะสมของกรอบการออกแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารร่วมกับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา ด้านหลักสูตรและการสอน และด้านดนตรีศึกษา ด้านละ 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กรอบการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้บนเครือข่ายและแบบประเมินความเหมาะสมแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบการออกแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยหลักการออกแบบ 4 ด้าน และองค์ประกอบ 6 ประการ ได้แก่ สถานการณ์ปัญหา แหล่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ ฐานการช่วยเหลือ และการโค้ช โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ แนวคิดการคิดสร้างสรรค์ 4 องค์ประกอบของ Guilford หลักการ Scaffolding และแนวคิด Cognitive Apprenticeship และ 2) ผลการประเมินความเหมาะสมของกรอบการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.55, S.D. = 0.51) โดยองค์ประกอบศูนย์ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.78) รองลงมาคือสถานการณ์ปัญหา (M = 4.67) กรอบการออกแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้บนเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ดนตรีได้<br /><br /></p>
โกเมร แว่นระเว
ศิริพงษ์ เพียศิริ
ปรมะ แขวงเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
13
34
-
แนวทางการจัดการขยะจากพิธีกรรมบวงสรวง สักการะพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม โดยใช้หลักการ 4M1E
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2497
<p> การศึกษานี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์สาเหตุและเสนอแนะแนวทางการจัดการขยะจากการบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม จากการสำรวจขยะบริเวณพญาศรีสัตตนาคราช โดยการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า มีขยะจากกิจกรรมบวงสรวงสักการะปริมาณ 200-500 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากขยะทั่วไป การวิเคราะห์โดยหลักการ 4M1E พบว่า ปัญหาเกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ วัสดุในพิธี เครื่องมือจัดการไม่เพียงพอ วิธีการจัดการของหน่วยงาน และสภาพแวดล้อม จึงได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสอดคล้องกับสาเหตุ ตั้งแต่การแยกขยะในพื้นที่ไปจนถึงการกำหนดนโยบายเชิงโครงสร้าง โดยการประยุกต์ข้อแนะนำต้องคำนึงถึงบริบทด้านวัฒนธรรมและความเชื่ออย่างรอบด้าน ข้อมูลนี้จึงเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่มีประโยชน์สำหรับการวางแผนจัดการขยะอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
วรมิญช์ พันธุรัตน์
ชนิดา ยุบลไสย์
ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
35
45
-
การตั้งชื่อลวดลายผ้ามัดหมี่ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร: การศึกษาตามแนวอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2569
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตั้งชื่อลวดลายผ้ามัดหมี่ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร โดยมุ่งวิเคราะห์ (1) โครงสร้างภาษาของชื่อลวดลาย และ (2) องค์ประกอบทางความหมาย โดยใช้กรอบแนวคิดอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์ (Ethnosemantics) เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทย ญ้อ โย้ย กะเลิง และไท–ลาว มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 คน ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนาม<br /> ผลการวิจัยพบว่า การตั้งชื่อลวดลายผ้ามัดหมี่มีทั้งโครงสร้างแบบเดี่ยวและแบบขยาย โดยมีทั้งความหมายตรงและความหมายเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งแตกต่างกันไปตามกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ไทยนิยมใช้โครงสร้างแบบขยายที่แฝงความหมายเชิงนามธรรม กลุ่มญ้อและกะเลิงนิยมใช้โครงสร้างแบบเดี่ยวที่กระชับและสื่อความหมายตรง ขณะที่กลุ่มโย้ยและไท–ลาว มีการใช้ทั้งโครงสร้างแบบเดี่ยวและแบบขยาย สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางภาษาและการผสมผสานระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งนี้ ชื่อลวดลายจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความเชื่อ และพิธีกรรม อีกทั้งบางชื่อยังสะท้อนอิทธิพลของวัฒนธรรมสมัยใหม่ บางชื่อมีการนำชื่อบุคคลหรือสัญลักษณ์ร่วมสมัยมาใช้ โดยสรุป การตั้งชื่อลวดลายผ้ามัดหมี่มิได้เป็นเพียงการระบุชื่อเรียกเท่านั้น หากยังสะท้อนโลกทัศน์ ระบบความคิด อัตลักษณ์ และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนในจังหวัดสกลนคร ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดภูมิปัญญาและการสืบทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่คนรุ่นต่อไป</p>
ยุทธพิชัย วรรณสังข์
สารภี ขาวดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
46
60
-
แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการท่าเทียบเรือการท่องเที่ยวเทศบาลเมืองนครพนม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2015
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพการให้บริการ 2) อิทธิพลคุรภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อระดับ ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของท่าเทียบเรือการท่องเที่ยวเทศบาล เมืองนครพนม ใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ และ เชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ใช้บริการ 390 คน ด้วยแบบสอบถาม และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คนด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้นตรง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ระดับคุณภาพการให้บริการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความใส่ใจลูกค้า/ตอบสนองลูกค้า <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.84, ความเชื่อมั่น <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.82, รูปธรรมของการบริการ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.63) สอดคล้องผลเชิงคุณภาพที่พบประเด็นเสริมด้านบุคลากร ความสะอาดสิ่งอำนวยความสะดวก และการเข้าถึงข้อมูลบริการ ในส่วนของความพึงพอใจ ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการด้านความใส่ใจลูกค้า ตอบสนองลูกค้า และความเชื่อมั่น มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ (R² = 0.522, อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 60.40) สอดคล้องผลเชิงคุณภาพที่พบปัจจัยเสริมด้านความสุภาพ ระบบร้องเรียน และความสะอาดพื้นที่ งานวิจัยได้เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ โดยเน้นการพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การจัดระบบรับฟังความคิดเห็นและร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ห้องน้ำ ที่นั่ง จุดจำหน่ายตั๋ว ป้าย) และการส่งเสริมภาพลักษณ์ท่าเทียบเรือให้เป็นต้นแบบการบริการที่ปลอดภัย สะดวก และเข้าถึงได้สำหรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม</p>
วรายุภัสร์ กุลยะ
กชกร เดชะคำภู
จารุกัญญา อุดานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
61
74
-
ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลด้านเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรแต่ละช่วงวัย ในอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2624
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและปัญหาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิตทางการเกษตร และเปรียบเทียบระดับการใช้งานระหว่างเกษตรกรแต่ละช่วงวัยในอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 304 ราย ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายและแบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและทดสอบสมมติฐานด้วย Kruskal-Wallis H Test โดยจำแนกเกษตรกรเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกรรุ่นใหม่ (18–45 ปี) เกษตรกรวัยกลางคน (46–55 ปี) และเกษตรกรวัยก่อนสูงอายุและสูงอายุ (56 ปีขึ้นไป) ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรทั้งหมดใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟนและเรียนรู้การใช้งานด้วยตนเอง โดยนิยมใช้ยูทูบและไลน์ คิดเป็นร้อยละ 88.2 และ 87.1 ตามลำดับ มีระดับการใช้งานสูงในขั้นตอนการดูแลรักษาพืช แต่ต่ำในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยวและการตลาด เมื่อเปรียบเทียบตามช่วงวัยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เฉพาะในขั้นตอนการเตรียมการผลิต โดยเกษตรกรรุ่นใหม่ มีระดับการใช้งานเฉลี่ยสูงสุดแต่ไม่แตกต่างจากเกษตรกรวัยกลางคน ในขณะที่เกษตรกรวัยก่อนสูงอายุและสูงอายุ มีระดับการใช้งานต่ำสุด ส่วนขั้นตอนระหว่างและหลังการผลิตไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอายุ ด้านปัญหาและอุปสรรค เกษตรกรวัยก่อนสูงอายุและสูงอายุเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายและทัศนคติด้านอัตลักษณ์ดิจิทัลที่ไม่เชื่อว่าตนเหมาะสมกับการใช้เทคโนโลยีในเชิงการเกษตร ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มอื่นที่กังวลด้านความคุ้มค่าและต้นทุนการผลิต ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ ภาครัฐควรปรับยุทธศาสตร์จากการมุ่งเน้นการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การพัฒนาทักษะดิจิทัลเชิงกลยุทธ์ โดยออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์และข้อจำกัดของเกษตรกรในแต่ละช่วงวัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในการประยุกต์ใช้ทางการเกษตร และสร้างความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมต่อไป</p>
พรรณเพียงเดือน หินชนะ
อรุณี พรมคำบุตร
ศศิพิมพ์ พุ่มพิมล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
75
89
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนย้ายของบุคลากรสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภายใต้การถ่ายโอนสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2161
<p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยด้านองค์กร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านความผูกพันต่อองค์กร และด้านแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนย้ายของบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม 3) เพื่อศึกษาแนวทางการตัดสินใจโอนย้ายของบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัดสาธารณสุขจังหวัดนครพนม ที่ยังไม่ถ่ายโอน จำนวน 212 คน โดยการหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรของเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.910 และและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข เจ้าพนักงานเภสัช แพทย์แผนไทย และเจ้าหน้าที่อื่น จำนวน 9 คน เลือกโดยวิธีการแบบเจาะจง<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 212 คน จำแนกตามการดำรงตำแหน่ง พบว่าส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่ง เจ้าพนักงานสาธารณสุข คิดเป็นร้อยละ 23.60 มีการตัดสินใจ ไม่โอนย้าย คิดเป็นร้อยละ 42.92 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนย้ายของบุคลากรสาธารณสุขในการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31) 3) ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงานมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนย้ายของบุคลากรสาธารณสุขในการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ < 0.05 (β = .141) ส่วนปัจจัยด้านความผูกพันต่อองค์กร (β = .058) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (β = .018) และปัจจัยด้านองค์กร (β = .021) ตามลำดับ ไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนย้ายของบุคลากรสาธารณสุขในการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม 4) แนวทางการตัดสินใจของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในการถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม พบว่า แนวคิดและมุมมอง การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม จะช่วยให้การบริหารจัดการด้านสุขภาพในระดับตำบลมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการและการจัดสรรงบประมาณระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดยังขาดการสนับสนุนทั้งงบประมาณและวิชาการจากคณะกรรมการกระจายอำนาจ ขณะที่กองสาธารณสุขขององค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งเพิ่งจัดตั้งใหม่ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา จึงมีกำลังคนไม่เพียงพอ ทั้งยังขาดประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่จะสนับสนุนการทำงานได้อย่างเต็มที่และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจยินยอมหรือปฏิเสธการถ่ายโอน คือ ความชัดเจนของนโยบายและระเบียบการถ่ายโอน ซึ่งรวมถึงเรื่องการทำงาน สวัสดิการ เงินเดือน ค่าตอบแทนนอกเวลาราชการ ความก้าวหน้าในอาชีพ ความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และความชัดเจนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตำบล หากมีความพร้อมและความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องดังกล่าว จะส่งผลให้บุคลากรสาธารณสุขที่มีความประสงค์และพร้อมจะถ่ายโอนมีความมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น </p>
จิระนันท์ ต้นสวรรค์
วรวุฒิ อินทนนท์
อภิกนิษฐา นาเลาห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
90
105
-
ศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีของชุมชนท่าค้อ มรดกทางวัฒนธรรมจากเมืองมรุกขนคร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2704
<p> การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้บริบทที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Soft Power ในขณะที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ระดับชุมชนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงยังขาดการศึกษาเชิงระบบที่ผสานหลักฐานทางโบราณคดีเข้ากับกรอบการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและลักษณะโบราณสถานสำคัญในตำบลท่าค้อ 2) วิเคราะห์ศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี ของพื้นที่ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืนที่ผสมผสานกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยใช้กรอบแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรม (Heritage Tourism) และการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism: CBT) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลคัดเลือกแบบเจาะจงร่วมกับวิธีลูกโซ่ จำนวน 30 คน ประกอบด้วยปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้ประกอบการการท่องเที่ยว เก็บข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสาร การสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการวิเคราะห์ SWOT ตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีสามเส้า<br /> ผลการวิจัยพบประเด็นสำคัญสามประการ ประการแรก พื้นที่ตำบลท่าค้อมีโบราณสถานที่มีศักยภาพสูง 3 แห่ง ได้แก่ วัดร้างศรีจันทร์ วัดร้างนาป่ง และวัดแต้มร้าง ซึ่งวัดร้างนาป่งและวัดแต้มร้างได้รับการขุดแต่งเรียบร้อยแล้ว ส่วนวัดร้างศรีจันทร์ยังคงรอการจัดสรรงบประมาณ ประการที่สอง โบราณวัตถุที่ค้นพบ ได้แก่ พระพิมพ์ตรีกาย เครื่องถ้วยสุโขทัย และเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง บ่งชี้เครือข่ายการค้าระหว่างภูมิภาคในอดีต และประการที่สาม การวิเคราะห์ศักยภาพด้วย SWOT พบว่าพื้นที่มีจุดแข็งด้านมรดกทางวัฒนธรรม แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ สิ่งอำนวยความสะดวก และการขาดมัคคุเทศก์ท้องถิ่น<br /> การวิจัยเสนอแนวทางการพัฒนาบนฐาน 6 มิติเชิงกลยุทธ์ โดยเน้นการเสริมพลังชุมชน (Community Empowerment) เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา และการบูรณาการบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อในฐานะเจ้าภาพหลัก (Lead Anchor) ที่เชื่อมโยงกรมศิลปากร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ผลการวิจัยมีคุณูปการเชิงวิชาการในการขยายกรอบการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมให้ครอบคลุมบริบทชุมชนลุ่มแม่น้ำโขง และมีคุณูปการเชิงนโยบายในการเสนอกลไกความร่วมมือเชิงปฏิบัติที่หน่วยงานภาครัฐและชุมชนท้องถิ่นสามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน</p>
ธาวิษ ถนอมจิตศ์
ปิยะพงษ์ นาไชย
กุลแก้ว คล้ายแก้ว
ณัฐกานศ์ ตันมิ่ง
รพีพงศ์ อินต๊ะสืบ
สุรางคณา พิพัฒน์โชคไชโย
เกชา ดาดูเคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
106
121
-
การวิเคราะห์เปรียบเทียบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญระหว่างประเทศสาธารณรัฐเช็กและประเทศไทย
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2605
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบเขตอำนาจ (Jurisdictional competence) ของศาลรัฐธรรมนูญระหว่างสาธารณรัฐเช็กและประเทศไทย ซึ่งต่างได้รับอิทธิพลจากรูปแบบศาลรัฐธรรมนูญภาคพื้นยุโรป โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary research) และการวิเคราะห์กฎหมายเปรียบเทียบ (Comparative law analysis) ภายใต้กรอบแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal positivism) มุ่งเน้นการสังเคราะห์บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายมหาชน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงสถาบันและเหตุผลทางกฎหมายที่กำหนดขอบเขตอำนาจศาลของทั้งสองประเทศ<br /> ผลการศึกษาพบว่า ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเช็กมีการปรับใช้ หลักการสนับสนุน (Principle of subsidiarity) อย่างเคร่งครัด โดยจำกัดเขตอำนาจเพียงภารกิจการพิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนผ่านทางคำร้องเรียนทางรัฐธรรมนูญ (Ústavní stížnost) เฉพาะกรณีที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติจนสิ้นกระแสความแล้ว ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญไทยแม้จะมีโครงสร้างต้นแบบมาจากระบบเดียวกัน แต่กลับถูกออกแบบภายใต้ปรัชญาการปราบปรามทุจริตทางการเมือง ส่งผลให้เขตอำนาจขยายตัวครอบคลุมมิติทางการเมืองอย่างกว้างขวาง การเปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่าการขาดการรับรองหลักการสนับสนุนที่ชัดเจนในประเทศไทยได้นำไปสู่สภาวะตุลาการธิปไตย (Juristocracy) ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและดุลยภาพของระเบียบแห่งรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน<br /> ผู้วิจัยจึงเสนอให้ปฏิรูปเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไทยโดยอาศัยตัวแบบของสาธารณรัฐเช็กเป็นแนวทาง ได้แก่ 1) การบัญญัติรับรองกระบวนการใช้ หลักการสนับสนุน (Principle of subsidiarity) และเงื่อนไขการเยียวยาจนถึงที่สุด (Exhaustion of Legal remedies) ให้ชัดเจนเพื่อลดภาระคดีที่ซ้ำซ้อน 2) การกำหนดเขตอำนาจแบบรายการปิด (Enumerated powers) เพื่อจำกัดการใช้ดุลพินิจตีความขยายขอบเขตอำนาจ และ 3) การโอนเขตอำนาจคดียุบพรรคการเมืองให้ศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด ทั้งนี้ เพื่อคืนสถานการณ์เป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญที่มีความสมดุลและสอดคล้องกับหลักนิติรัฐสากลอย่างแท้จริง</p>
กมล ตันจินวัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
122
142
-
อัตลักษณ์และการนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทแสกในชุมชนบ้านอาจสามารถ จังหวัดนครพนม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2553
<p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์และการนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทแสกในชุมชนบ้านอาจสามารถ ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนาวิเคราะห์ (descriptive analytical research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2565 โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง รวมทั้งสิ้น 20 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ร่วมกับการตีความเชิงบริบท<br /> ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทแสกที่ยังคงได้รับการนำเสนอทั้งภายในและภายนอกชุมชน ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ภาษา พิธีกรรมกินเตดเดน เครื่องแต่งกาย บทเพลงและดนตรี เมี่ยงตาสวด และการละเล่นแสกเต้นสาก โดยการนำเสนออัตลักษณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ผ่านวิถีชีวิตประจำวันและพิธีกรรม ผ่านกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และผ่านการใช้สื่อสมัยใหม่<br /> ผลการศึกษายังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพลวัตของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมภายใต้บริบทสังคมร่วมสมัย แม้ว่าชุมชน จะมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และสืบทอดแก่นของวัฒนธรรมไทแสก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอัตลักษณ์ชุมชน</p>
อุไรวรรณ คำพิลา
สารภี ขาวดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
143
157
-
อิทธิพลของปัจจัยแรงจูงใจด้านจิตวิทยาการสื่อสารต่อพฤติกรรมการแชร์ข่าวปลอม เกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ใช้ในประเทศไทย
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/3264
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยจูงใจด้านจิตวิทยาการสื่อสาร 8 ปัจจัย ที่มีต่อพฤติกรรมการแชร์ข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย ประชากร คือ ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง 400 คน สุ่มแบบบังเอิญผ่านแบบสอบถามออนไลน์ประกอบด้วย 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 2. ปัจจัยแรงจูงใจด้านจิตวิทยาการสื่อสาร 8 ด้าน และความล้มเหลวในการตรวจจับข้าวปลอม 3. พฤติกรรมการแชร์ข่าวปลอม บน Facebook และ LINEกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย CFA และ SEM ด้วยโปรแกรม AMOS รวมถึง t-test และ One-way ANOVA ผลพบว่าแบบจำลอง SEM สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในเกณฑ์ดีเยี่ยม (χ²/df=1.06, CFI=0.99, TLI=0.99, RMSEA=0.01, SRMR=0.03) ปัจจัยทั้ง 8 มีอิทธิพลทางตรงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 โดยปัจจัยเชิงลบสูงสุด คือ ความสามารถในการคิดไตร่ตรอง (β=-0.29) ส่วนปัจจัยเชิงบวกเรียงตามลำดับ ได้แก่ อัตลักษณ์ทางการเมือง (β=0.26) ปฏิสัมพันธ์เชิงสังคม (β=0.21) ความเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น (β=0.20) ความไว้วางใจในข้อมูลออนไลน์ (β=0.19) ภาวะข้อมูลท่วมท้นและการแสวงหาสถานะ (β=0.17) และสัญญาณการยอมรับทางสังคม (β=0.12) ตัวแปรทั้งหมดอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 68 และไม่พบความแตกต่างตามลักษณะประชากร 6 ด้านอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05) ผลการวิจัยชี้ว่าการคิดไตร่ตรองเป็นกลไกป้องกันที่ทรงพลังที่สุด ขณะที่อัตลักษณ์ทางการเมืองและปฏิสัมพันธ์เชิงสังคมแบบวัฒนธรรมไทยเป็นตัวเร่งหลัก มาตรการ ลดข่าวปลอมควรมุ่งพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างความตระหนักเรื่องอคติทางการเมือง และออกแบบฟีเจอร์ชะลอการแชร์โดยอัตโนมัติ</p>
สุชีวา สิทธิจินดา
ดวงกมล ชาติประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
158
171
-
แนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากฟางข้าว สำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ตำบลวารีสวัสดิ์ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2647
<p> ฟางข้าวเป็นผลพลอยได้ทางการเกษตรที่มีปริมาณมากในแต่ละปี โดยเฉพาะในพื้นที่ผลิตข้าวซึ่งเกษตรกรไทยนิยมจัดการฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยวข้าวด้วยการอัดก้อนเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์หรือปล่อยทิ้งไว้ในพื้นที่นา ขณะที่บางส่วนยังคงใช้วิธีการเผาทำลายเพื่อจัดการตอซังและฟางข้าวทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีให้เห็นในพื้นที่ตำบลวารีสวัสดิ์ จังหวัดร้อยเอ็ด เช่นเดียวกัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดการฟางข้าวของสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลวารีสวัสดิ์ และกำหนดแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากฟางข้าวที่เหมาะสมและดำเนินการได้ภายใน 1 ปี ดังนั้น แนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากฟางข้าวสำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลวารีสวัสดิ์ จึงเป็นการเริ่มต้นของการหาทางออกร่วมกันในการแก้ปัญหาดังกล่าว จากการศึกษาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงมกราคม 2568 โดยใช้เทคนิค Rapid Rural Appraisal (RRA) พบว่า สมาชิกของศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลวารีสวัสดิ์ มีพื้นที่ปลูกข้าว 401 ไร่ มีปริมาณฟางข้าวมากกว่า 105 ตันต่อปี โดยมีการจัดการฟางข้าวด้วยการ ใช้เป็นอาหารสัตว์ ปล่อยทิ้งในพื้นที่นา ไถกลบ และการใช้คลุมดิน สะท้อนว่าฟางข้าวในพื้นที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ แต่ยังขาดการจัดการเชิงระบบ สำหรับการค้นหาประเด็นการพัฒนาได้ใช้เทคนิค Appreciation-Influence-Control (AIC) ในการศึกษาแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สามารถเป็นไปได้ภายใน 1 ปี พบว่า มี 2 แนวทางหลัก คือ (2.1) การถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการฟางข้าวและการนำฟางข้าวไปใช้ประโยชน์ และ (2.2) การส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มจากฟางข้าว มี 2 แนวทางย่อย ได้แก่ (ก) การส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเห็ดจากฟางข้าว และ (ข) การส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักจากฟางข้าว ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากฟางข้าว และพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน</p>
ธนาภรณ์ สีลาชม
ยศ บริสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
172
186
-
การออกแบบหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ทางวิชาชีพโดยบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน สาขาวิชาการจัดการโรงแรมและภัตตาคาร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2487
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจความต้องการด้านสมรรถนะของบัณฑิตระดับปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) สาขาการจัดการโรงแรมและภัตตาคาร ในด้านทักษะวิชาชีพ ทักษะการสื่อสาร และทักษะทางสังคม ตามมุมมองของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมโรงแรมและบริการอาหารและเครื่องดื่ม และ (2) ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ทางวิชาชีพโดยบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมบริการอาหารและเครื่องดื่ม<br /> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร พนักงาน และผู้เชี่ยวชาญในสถานประกอบการอุตสาหกรรมโรงแรมและบริการอาหารและเครื่องดื่ม ระดับ 3–5 ดาว จำนวน 120 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)<br /> ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า สถานประกอบการมีความต้องการทักษะเชิงปฏิบัติและรูปแบบการเรียนรู้ของบัณฑิตในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.67, SD = 0.61) โดยเห็นว่าหลักสูตรควรเน้นทักษะการบริการอาหารและเครื่องดื่มเป็นลำดับแรก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.70, SD = 0.48) รองลงมาคือศิลปะการผสมเครื่องดื่มและนวัตกรรมเครื่องดื่ม ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.50, SD = 0.53) และการจัดงานเลี้ยงและอีเวนต์ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.46, SD = 0.67) นอกจากนี้ ความต้องการต่อทักษะทางสังคมและการทำงาน (Soft Skills) อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.39, SD = 0.64) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ทัศนคติที่ดีต่อการบริการ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.89, SD = 0.32) ความรับผิดชอบและวินัย ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.70, SD = 0.48) และจริยธรรมวิชาชีพ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.50, SD = 0.85)<br /> ผลการวิจัยสะท้อนว่า การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรควรมุ่งเน้นหลักสูตรฐานสมรรถนะเชิงปฏิบัติการ โดยบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโรงแรมและบริการอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งยังสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพระดับปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ของสถาบันอุดมศึกษา ให้ตอบสนองต่อบริบทของตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
กีรติกา บุษมงคล
เจนจิรา ตรั่นถิ
นิรมล สัมมัตตะ
พรพิรุณ แม้นประเสริฐ
ธารารัตน์ มหาพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
187
205
-
ตามฮอยแนวกินเมืองสารคาม : การสำรวจและศึกษาอาหารท้องถิ่นที่กำลังจะสูญหายเพื่อการอนุรักษ์
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/RDGMSJournal/article/view/2654
<p> บทความนี้เป็นการสำรวจและศึกษาอาหารท้องถิ่นที่กำลังจะสูญหายเพื่อการอนุรักษ์ในเขตเทศบาล เมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม โดยการคัดเลือกเมนูอาหารพื้นถิ่นจำนวน 16 เมนู จาก 8 ชุมชน และใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการเก็บข้อมูลภาคสนาม การสัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชนจำนวน 50 คน และการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ด้านอาหารพื้นถิ่นของชุมชนเมืองมหาสารคาม ผลการศึกษาพบว่าอาหารพื้นถิ่นสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) กลุ่มอาหารหมักดองและอาหารแปรรูป (2) กลุ่มอาหารประเภทแกงและอ่อม และ (3) กลุ่มอาหารประเภทขนมและอาหารว่างพื้นบ้าน ซึ่งสะท้อนองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรอาหาร การเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมของชุมชน รวมถึงบทบาทของอาหารในระบบเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น 2. วิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการจากวัตถุดิบหลักของเมนูอาหารพื้นถิ่น พบว่าอาหารพื้นถิ่นของชุมชนเมืองมหาสารคามมีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย โดยเป็นแหล่งของโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่ได้จากทรัพยากรชีวภาพในระบบนิเวศท้องถิ่น ทั้งพืช ผัก สมุนไพร และสัตว์น้ำพื้นบ้าน นอกจากนี้ กระบวนการหมักดองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารพื้นถิ่นยังมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อระบบทางเดินอาหารและการเสริมสร้างจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และ 3. เสนอแนวทางการอนุรักษ์และส่งเสริมการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาอาหารในบริบทสังคมร่วมสมัย พบว่าอาหารพื้นถิ่นหลายเมนูกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญหาย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และรูปแบบการบริโภคของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านสื่อดิจิทัล เช่น YouTube และ TikTok รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างการรับรู้คุณค่าของอาหารพื้นถิ่นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และสนับสนุนการสืบทอดภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งนี้การศึกษาชี้ให้เห็นว่าอาหารพื้นถิ่นมิได้เป็นเพียงแหล่งโภชนาการเท่านั้น หากยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
วิริยา สีบุญเรือง
นพพล แก่งจำปา
กมลทิพย์ เหล่าอรรคะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-07
2026-08-07
5 2
206
221