PULINET Journal https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ th-TH pulinetjournal@gmail.com (ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์) pulinetjournal@gmail.com (ประทุมรัตน์ รัตน์น้อย) Fri, 03 Jul 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประเมินผลการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ Maker Space ตามแนวคิด Life Space หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2706 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ Maker Space ตามแนวคิด Life Space ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) และทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย แบบผสมผสาน (Mixed Methods) ผ่านการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 4 กิจกรรม ครอบคลุมพื้นที่ Life Space ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ พื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-Working Space) พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration Space) และพื้นที่แสดงความสามารถ (Performative Space) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 48 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการบันทึกภาพกิจกรรม ผลการประเมิน พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมในภาพรวมที่ระดับมากที่สุด ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้และทักษะใหม่ สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ และมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินยังสะท้อนประเด็นที่ควรปรับปรุง ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ การเข้าถึงพื้นที่ และสภาพแวดล้อมบางประการของพื้นที่ Maker Space ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ตามแนวคิด Life Space สามารถสนับสนุนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ พัฒนาทักษะอนาคต และยกระดับบทบาทหอสมุดมหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประเมินที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ Maker Space ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต</p> พิษณุ ใจกล้า, แก้ววราภรณ์ กรแก้ว, ปทุมทิพย์ ลิ้มพงศานุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2706 Fri, 03 Jul 2026 00:00:00 +0700 การศึกษา Workflow Automation (n8n) ในการจัดการการแจ้งเตือนทางอีเมลสำหรับการยืมอุปกรณ์ที่เกินกำหนดคืนของบริการ Library of Things https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2707 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ พัฒนา และประเมินประสิทธิภาพของ Workflow Automation โดยใช้เครื่องมือ n8n สำหรับจัดการการแจ้งเตือนอุปกรณ์เกินกำหนดคืนของบริการ Library of Things หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบบถูกพัฒนาตามกรอบแนวคิด System Development Life Cycle (SDLC) ครอบคลุมขั้นตอนการวิเคราะห์ ออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และประเมินผล โดยใช้ฐานข้อมูล SQL ควบคู่กับการสร้าง Workflow Automationที่สามารถดึงข้อมูล คัดกรองระดับความเร่งด่วน ส่งอีเมลแจ้งเตือน และอัปเดตสถานะได้อย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาและนำไปใช้งานจริง พบว่า จำนวนรายการคืนอุปกรณ์ล่าช้าลดลงจาก 196 เหลือ 164 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 16.33 โดยเฉพาะกรณีที่เกินกำหนดเป็นเวลานาน (4–14 วัน) ลดลงจาก 29 เหลือ 25 ครั้ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบแจ้งเตือนแบบแบ่งระดับ มีผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ จำนวน 30 คน พบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 โดยให้คะแนนสูงในด้านระบบและการทำงาน ด้านเนื้อหาและข้อมูล และด้านประโยชน์และผลกระทบ โดยสรุป Workflow Automation ที่พัฒนาขึ้นช่วยทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาทำงานที่สำคัญอื่น ๆ เพิ่มขึ้น มีความสม่ำเสมอของการแจ้งเตือน และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรของบริการ Library of Things ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมศักยภาพในการขยายสู่ระบบแจ้งเตือนหลายช่องทางในอนาคต</p> พิษณุ ใจกล้า, แก้ววราภรณ์ กรแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2707 Mon, 06 Jul 2026 00:00:00 +0700 การจัดกิจกรรมเสวนาเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศในห้องสมุด ตามกรอบแนวคิดการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษาผ่านอินฟลูเอนเซอร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2686 <p> สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการจัดกิจกรรมเสวนาเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศตามกรอบแนวคิดการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษา เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในการเข้าถึง ประเมิน และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ ผ่านกิจกรรมเสวนา "❌อ่านปกรณัมแบบมิตร ✅อ่านปกรณัมแบบมิจ" กิจกรรมนี้เป็นการบูรณาการการสื่อสาร การสร้างเนื้อหาและอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์เข้ากับกรอบแนวคิดการเรียนรู้สารสนเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมเสวนา และดึงดูดความสนใจของผู้รับบริการ จากผลการดำเนินงานพบว่า ผู้ร่วมกิจกรรมมีความสนใจและได้รับการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศหลังจากเข้าร่วมกิจกรรม ในด้าน (1) ความรู้และความเข้าใจที่มีต่อสารสนเทศ (2) บทบาทของวิทยากรในการส่งเสริมการรู้สารสนเทศ และ (3) ความสามารถในการเข้าถึงและใช้แหล่งสารสนเทศเพื่อการสืบค้น สะท้อนให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้อินฟลูเอนเซอร์ร่วมกับกรอบแนวคิดการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษา สามารถเพิ่มประสิทธิผลการเรียนรู้และเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แนวทางการจัดกิจกรรมนี้ จึงสามารถนำไป เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้สารสนเทศได้</p> ณิชา ทองธราดล; ทัชชา พรรณรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2686 Fri, 31 Jul 2026 00:00:00 +0700 การปรับปรุงการบริหารยุทธศาสตร์ด้วยระบบ TULIB Strategic Management https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2703 <p> การปรับปรุงการบริหารยุทธศาสตร์ด้วยระบบ TULIB Strategic Management มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการบริหารยุทธศาสตร์ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สามารถดำเนินการได้ผ่านระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของการปฏิบัติงาน และข้อผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงานหน่วยแผนและผู้ใช้งานระบบได้ โดยประยุกต์ใช้แนวคิด PDCA และแนวคิดการออกแบบโดยยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centered Design: UCD) ในการดำเนินงาน<br /> ผลการศึกษา พบว่า ระบบ TULIB Strategic Management สามารถควบรวมขั้นตอนการบริหารยุทธศาสตร์ไว้ในระบบเดียว อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานและลดความผิดพลาด ทั้งในส่วนของผู้ปฏิบัติงานหน่วยแผนที่รับผิดชอบ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ การขออนุมัติแผนยุทธศาสตร์และประกาศใช้ รวมถึงการประเมินและสรุปผล และในส่วนของผู้ใช้งานระบบ อีกทั้ง ลดระยะเวลาการดำเนินงานทั้งกระบวนการจากประมาณ 450 นาที เหลือประมาณ 150 นาที ลดลงร้อยละ 66.67 โดยผลสำรวจความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบจากผู้ใช้งานระบบทั้งในปีงบประมาณก่อนหน้าและปัจจุบันจำนวน 26 คน พบว่า ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจมากที่สุดในทุกด้าน เฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ 4.76 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน ระบบมีฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกในการจัดตั้งโครงการและรายงานผล มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.88 และผู้ใช้งานระบบรู้สึกว่า ระบบ TULIB Strategic Management ใช้งานง่าย สะดวก และลดระยะเวลาในการทำงานมากกว่า ระบบ TULIB Project Tracking โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.88</p> กวินทรา จูฑะพันธุ์, ชนพัฒน์ อนุเวช, ศตพล เกิดอยู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2703 Mon, 10 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดด้านการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/3174 <p> การพัฒนาการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ ได้แก่ แนวคิด 3Cs Model, บุคลิกภาพแบรนด์ (Brand Archetypes) และอัตลักษณ์องค์กร Corporate Identity: CI) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการสื่อสารและสร้างการรับรู้ของผู้ใช้บริการภายใต้แบรนด์ของหอสมุดฯ โดยมีการสำรวจผลการรับรู้แบรนด์หอสมุดฯ หลังจากดำเนินการตามแผนการพัฒนาฯ แล้ว 7 เดือน ผ่าน Google Form ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ใช้บริการหอสมุดฯ ได้แก่ นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และผู้ใช้บริการทั่วไป จำนวน 2,744 คน <br /> จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า การรับรู้ “อัตลักษณ์องค์กรทำให้ผู้ใช้บริการจดจำหอสมุด มธ. ได้มากขึ้น” อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.45, <em>S.D.</em> = 0.82) ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของผู้ติดตามใหม่ของสื่อสังคมออนไลน์ของหอสมุดฯ ที่มีอัตราเพิ่มขึ้น ผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ผ่านแนวคิดการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนและสม่ำเสมอ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการหอสมุดฯ ได้มากขึ้น</p> สุธิดา สุโคตร, ยุคลธร เหล่านพกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/3174 Wed, 02 Sep 2026 00:00:00 +0700 Life and Read Fest: จากห้องสมุดสู่พื้นที่ชีวิตการเรียนรู้ที่ยั่งยืน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/3227 <p>บทความนี้เป็นการถอดบทเรียนการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และการใช้พื้นที่ห้องสมุด ภายใต้กรอบแนวคิด "ห้องสมุดเพื่อชีวิต" ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยอาศัยกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้องได้แก่ กรอบแนวคิด Life Space และ My Life My Library ที่หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใช้ในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์สู่การเป็นห้องสมุดเพื่อชีวิต (Library of Life) ควบคู่กับการวิเคราะห์กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การพัฒนากิจกรรม Life and Read Fest ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านกิจกรรมทั้ง 7 ตามกรอบแนวคิด B-Connect ได้แก่ Book Fair, Board Game, Book Boost, Book Sharing, Book Talk, Book Club และ Bite Market จากการสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงาน Life and Read Fest จำนวน 340 คน พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี 308 คน (ร้อยละ 90.59) โดยกิจกรรมตามกรอบแนวคิด Book Fair มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด รองลงมาคือ Book Boost และ Bite Market สำหรับความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมงาน Life and Read Fest เฉลี่ยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ กิจกรรมภายในงาน สถานที่จัดงาน และระยะเวลาการจัดงาน พบว่ามีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.75) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมสามารถส่งเสริมการใช้พื้นที่ห้องสมุดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตามอัธยาศัย พร้อมทั้งสร้างพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมและการเชื่อมโยงผู้ใช้บริการกับห้องสมุด</p> ฐิติมา เธียรอนันตกุล, ชัยสิทธิ์ อังคะปัญญาเดช, กวินทรา จูฑะพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/3227 Mon, 07 Sep 2026 00:00:00 +0700 ระบบการจัดการระดับเสียงอัจฉริยะสำหรับห้องสมุด: นวัตกรรมเพื่อสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2731 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการจัดการระดับเสียงอัจฉริยะสำหรับห้องสมุด เพื่อแก้ไขปัญหาเสียงรบกวน และบริหารจัดการพื้นที่การเรียนรู้ โดยการสร้างนวัตกรรมตรวจวัดและแจ้งเตือนระดับเสียงอัตโนมัติด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ Arduino Uno R3 ร่วมกับเซ็นเซอร์ KY-037 ที่ผ่านการสอบเทียบค่ามาตรฐาน พร้อมกับการปรับปรุงกายภาพโดยการจัดโซนพื้นที่ ผลการศึกษา พบว่า นวัตกรรมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ มีความแม่นยำและเชื่อถือได้ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.27) ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเสียงได้อย่างรวดเร็ว (ค่าเฉลี่ย 4.64) ช่วยลดปัญหาข้อร้องเรียนเรื่องเสียงดังรบกวนจากผู้ใช้บริการด้วยกันเอง ส่งผลให้ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อบรรยากาศทางการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.73) จึงเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพการให้บริการและสร้างบรรยากาศทางวิชาการที่เหมาะสมได้อย่างยั่งยืน</p> ขนิษฐา จูมลี, อนวัช กาทอง, ชาญชัย บุญคุ้ม, องอาจ เทียบเกาะ, ภรต แก้วพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2731 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์ลดงาน: สร้าง AI Hack Life อัตโนมัติ ด้วย Agentic AI เพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2669 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบอัตโนมัติสำหรับการสร้างและจัดการเนื้อหารายการ AI Hack Life โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Agentic AI ร่วมกับแพลตฟอร์ม n8n เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานของบุคลากร และเพื่อใช้รายการดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยสำหรับส่งเสริมการรู้สารสนเทศด้านปัญญาประดิษฐ์ การศึกษาใช้การเปรียบเทียบระดับกระบวนการภายใต้กรอบแนวคิด Lean Thinking และ Time and Motion Study โดยใช้ข้อมูลเวลาจากการปฏิบัติงานจริงของกระบวนการแบบดั้งเดิมเป็นค่าฐาน (Baseline) เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยเวลาจากการทดลองกระบวนการภายใต้ระบบต้นแบบที่พัฒนาขึ้น โดยทีมพัฒนาระบบ จำนวน 2 คน ปฏิบัติงานร่วมกันและทดลอง จำนวน 10 ครั้ง ในแต่ละกระบวนงาน ครอบคลุม 5 กระบวนงาน ได้แก่ การเตรียมเนื้อหา การบันทึกหรือสังเคราะห์เสียง การตัดต่อและปรับปรุงเสียง การสร้างภาพปก และการเผยแพร่ข้ามแพลตฟอร์ม<br /> ผลการศึกษา พบว่า กระบวนการภายใต้ระบบต้นแบบที่พัฒนาขึ้นช่วยลดเวลานำรวมของกระบวนการผลิตจาก 360 นาที เหลือ 39 นาที คิดเป็นร้อยละ 89.17 สะท้อนศักยภาพของ Agentic AI และเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ ลดงานซ้ำซ้อน การรอคอย และภาระงานเชิงเทคนิคของบุคลากร อย่างไรก็ตาม ระบบยังมีข้อจำกัดด้านความเป็นธรรมชาติของเสียงสังเคราะห์จาก Text-to-Speech โดยเฉพาะการถ่ายทอดอารมณ์ การออกเสียง และจังหวะการพูด รวมถึงความเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อนของเนื้อหาที่สร้างด้วย Generative AI นอกจากนี้ สำนักหอสมุดสามารถผลิตและเผยแพร่รายการ AI Hack Life ในรูปแบบพอดแคสต์และบทความ จำนวน 18 ตอน และมีจำนวนการเข้าชมรวม 2,471 ครั้งภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน สะท้อนการเข้าถึงและความสนใจเบื้องต้นของผู้ใช้ต่อเนื้อหาด้านปัญญาประดิษฐ์ ทั้งนี้ จำนวนการเข้าชมไม่สามารถใช้ยืนยันการเพิ่มขึ้นของความรู้หรือการรู้สารสนเทศด้านปัญญาประดิษฐ์ได้โดยตรง<br /> โดยสรุป การประยุกต์ใช้ Agentic AI ร่วมกับแพลตฟอร์ม n8n สามารถสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตสื่อและลดภาระงานเชิงเทคนิค โดยการเปรียบเทียบในการศึกษานี้มุ่งสะท้อนประสิทธิภาพในระดับกระบวนการ มิใช่ประสิทธิภาพรายบุคคล รูปแบบการดำเนินงานที่เหมาะสมจึงควรเป็นความร่วมมือระหว่างมนุษย์และ AI โดยให้ AI สนับสนุนงานเชิงเทคนิคและงานที่เป็นระบบ ขณะที่บุคลากรยังคงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริง กลั่นกรองเนื้อหา กำกับคุณภาพ ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ และรักษาอัตลักษณ์ขององค์กร เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมบริการสารสนเทศมีประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืนควบคู่กันไป</p> <p> </p> ยศยาดา สิทธิวงษ์, ธีรยุทธ บาลชน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2669 Wed, 23 Sep 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบ Proxy และแบบ SAML การนำไปใช้จริงในบริบทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2702 <p class="Default" style="margin-top: 6.0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์การใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบ </span><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">Proxy <span lang="TH">ด้วยระบบ</span> EZproxy <span lang="TH">และแบบ </span>SAML<span lang="TH"> ด้วยระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">ในบริบทการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าถึงของผู้ใช้จากทั้งสองระบบ โดยแบ่งช่วงเวลาเป็นสองระยะ ได้แก่ ช่วง 3 เดือนก่อนการนำระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">มาใช้ (พ</span>.<span lang="TH">ค</span>. <span lang="TH">– ก</span>.<span lang="TH">ค</span>.<span lang="TH"> 68) และช่วงหลังการนำระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">มาใช้งาน (ส</span>.<span lang="TH">ค</span>. <span lang="TH">– ต</span>.<span lang="TH">ค</span>.<span lang="TH"> 68) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยอาศัยสถิติเชิงพรรณนาเพื่อการวิเคราะห์ผู้ใช้ และการวิเคราะห์การเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ผลการวิจัยพบว่า จำนวนผู้ใช้งานผ่านระบบ </span>EZproxy <span lang="TH">ลดลงอย่างต่อเนื่องหลังการนำระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">มาใช้งาน ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานผ่านระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามแพลตฟอร์มฐานข้อมูล พบว่าการเข้าถึงผ่าน </span>EZproxy <span lang="TH">ลดลงในทุกแพลตฟอร์ม ในขณะที่การเข้าถึงผ่าน </span>OpenAthens <span lang="TH">มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยแพลตฟอร์มที่มีการเข้าถึงสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ </span>Elsevier, SpringerNature Link <span lang="TH">และ </span>Wiley Online Library <span lang="TH">สะท้อนให้เห็นว่าระบบ </span>SAML <span lang="TH">มีศักยภาพในการรองรับการเข้าถึงที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ในระดับสถาบันอุดมศึกษา</span></span></p> จันทร์งาม ชูตระกูล, ปิยธิดา ห่อประทุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2702 Fri, 03 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบุคลากรห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย: แนวทางพัฒนาเชิงกลยุทธ์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2802 <p>งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบุคลากรห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดด้านเทคโนโลยี องค์กรและสภาพแวดล้อมของ Tornatzky &amp; Fleischer (1990) ร่วมกับแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยีของ Davis (1989) และปัจจัยด้านทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการศึกษา เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 151 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และสมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อปัจจัยการรับรู้ประโยชน์และปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ในขณะที่ปัจจัยตามกรอบแนวคิดด้านเทคโนโลยี องค์กรและสภาพแวดล้อม พบว่า บริบทสภาพแวดล้อมอิทธิพลเชิงบวกต่อปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และบริบทเทคโนโลยีส่งผลเชิงบวกต่อปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งานเท่านั้น ในขณะที่ปัจจัยตามแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี ยืนยันว่าปัจจัยการรับรู้ประโยชน์และปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ผลการวิจัยสามารถเสนอแนวทางพัฒนาเชิงกลยุทธ์สำหรับห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ การออกแบบแผนพัฒนาความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การกำหนดนโยบายและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการบูรณาการเทคโนโลยี และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน</p> นัชฐภรณ์ อ่อนแก้ว, ชัยสิทธิ์ อังคะปัญญาเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2802 Fri, 03 Jul 2026 00:00:00 +0700 การเข้าถึงและการใช้บริการทรัพยากรสารสนเทศในอาคารห้องสมุดและ ศูนย์การเรียนรู้ มสธ.: บทเรียนเพื่อการพัฒนาห้องสมุดเพื่อทุกคน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2822 <p><strong> </strong>งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์รูปแบบการเข้าถึงและการใช้บริการทรัพยากรสารสนเทศของผู้ใช้บริการในช่วงก่อน - หลังการเปิดอาคารห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ควบคู่กับการพิจารณาปัจจัยเชิงบริบทที่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้บริการผ่านช่องทางที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนารูปแบบบริการภายใต้แนวคิด “ห้องสมุดเพื่อทุกคน” โดยใช้ข้อมูลสถิติการให้บริการของสำนักบรรณสารสนเทศในช่วงเดือนตุลาคม 2567 ถึงพฤศจิกายน 2568 รวมระยะเวลา 14 เดือน ครอบคลุมทั้งการใช้บริการผ่านระบบออนไลน์และการใช้บริการ ณ พื้นที่จริง ได้แก่ การสืบค้นสารสนเทศ การเข้าถึงฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การให้บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า การยืม - คืนทรัพยากรสารสนเทศ และจำนวนผู้ใช้บริการแบบ Walk - in ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าภายหลังการเปิดอาคาร การใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงมีความต่อเนื่องในระดับสูง ขณะที่การใช้บริการ ณ พื้นที่จริงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยจำนวนผู้ใช้บริการแบบ Walk - in เพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อพิจารณาร่วมกันสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการมีพฤติกรรมการเลือกใช้บริการแบบผสมผสาน ทั้งช่องทางออนไลน์และการใช้บริการในสถานที่ตามบริบทและความสะดวกของการใช้งาน ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้บริการแบบผสมผสาน (Online - Onsite hybrid Usage) สามารถใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพัฒนารวมถึงปรับปรุงการให้บริการของห้องสมุดให้สอดคล้องกับแนวคิด “ห้องสมุดเพื่อทุกคน” ในบริบทของมหาวิทยาลัยเปิด</p> นวรัตน์ เขียวแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2822 Thu, 16 Jul 2026 00:00:00 +0700 KULIB KPIs: ระบบจัดเก็บและรายงานผลตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2842 <p> การพัฒนาระบบจัดเก็บและรายงานผลตัวชี้วัดของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KULIB KPIs) มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการติดตามและรายงานผลตัวชี้วัดให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูล ผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดให้เป็นระบบ และศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งาน โดยดำเนินการพัฒนาระบบตามวงจร การพัฒนาระบบ SDLC 6 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนและวิเคราะห์ การออกแบบ การพัฒนา การทดสอบ การนำไปใช้ และการบำรุงรักษา การทำงานของระบบออกแบบภายใต้กรอบแนวคิด SIPOC Model เพื่อให้ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อมูลนำเข้า กระบวนการทำงาน ผลลัพธ์ และผู้ใช้ประโยชน์ของระบบ การพัฒนาระบบใช้แนวคิดแบบ Low-Code ด้วย Microsoft Power Platform ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดระยะเวลาในการพัฒนา ผลการใช้งาน พบว่า ระบบสามารถจัดเก็บ คำนวณ และรายงานผลตัวชี้วัดได้อย่างถูกต้อง ลดความซ้ำซ้อนและความคลาดเคลื่อนของข้อมูล เพิ่มความรวดเร็วในการติดตามและรายงานผล และสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริหารเพื่อการกำกับติดตามได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที ทั้งนี้ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 4.38) สะท้อนให้เห็นว่าระบบสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และสนับสนุนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ของสำนักหอสมุดได้อย่างมีประสิทธิผล</p> ถิรนันท์ ดำรงค์สอน, ศศินพร นาคเกษม, พนารัตน์ สร้อยศรีเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2842 Tue, 21 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาบริการยืนยันตัวตนกลางแบบไร้สถานะด้วยมาตรฐาน OpenID Connect เพื่อการบูรณาการเว็บแอปพลิเคชันในสถาบันอุดมศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2672 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา SSO-Authen ซึ่งเป็นบริการยืนยันตัวตนกลางแบบไร้สถานะ (Stateless) โดยประยุกต์ใช้มาตรฐาน OpenID Connect (OIDC) เพื่อแก้ปัญหาการยืนยันตัวตนที่กระจัดกระจายในสถาบันอุดมศึกษา โดยมุ่งออกแบบสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่น สามารถรองรับผู้ให้บริการยืนยันตัวตนได้หลายราย (Multi-Provider) และบูรณาการกับแอปพลิเคชันที่หลากหลาย (Multi-Client) ผ่าน JSON Web Token (JWT) กระบวนการวิจัยดำเนินการตามกรอบ SDLC โดยออกแบบ SSO-Authen ให้เป็น Authentication Gateway ที่มีระบบจัดการแอปพลิเคชันและกลไกแปลงข้อมูล (Claim Mapping) เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลผู้ใช้ การประเมินผลใช้วิธีเปรียบเทียบเชิงปริมาณกับเกณฑ์มาตรฐานเดิม (Baseline) และการประเมินความซับซ้อนเชิงโครงสร้างซอฟต์แวร์ (Software Complexity Metrics) โดยทดสอบการบูรณาการจริงกับเว็บแอปพลิเคชัน 3 ประเภทที่มีสถาปัตยกรรมแตกต่างกัน (PHP, WordPress, และ React/Node.js) ผลการวิจัย พบว่า บริการ SSO-Authen สามารถลดระยะเวลาในการพัฒนาลงโดยเฉลี่ย 78% และลดความซับซ้อนทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ฝั่งไคลเอนต์ลงกว่า 80% ในทุกดัชนีชี้วัด ซึ่งเป็นผลจากประสิทธิภาพของกลไก Claim Mapping นอกจากนี้ ผลการประเมินประสบการณ์นักพัฒนา (N = 8) พบว่า ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับดีมากในทุกด้าน ผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น Authentication Gateway กลางสำหรับทั้งองค์กร เพื่อช่วยรวมศูนย์การจัดการยืนยันตัวตน ลดภาระของนักพัฒนา เพิ่มความปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ Single Sign-On ที่มีประสิทธิภาพ</p> กิตติศักดิ์ แก้วเนียม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2672 Wed, 22 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเกมมิฟิเคชันตามแนวคิดการจัดการศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2730 <p>การศึกษานี้วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบของเกมมิฟิเคชัน (Gamification) ภายใต้แนวคิดของการศึกษาที่มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของเกมมิฟิเคชันที่สังเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังสอดคล้องกับกรอบสมรรถนะ KSA ในด้านสิ่งแวดล้อม (2) เพื่อออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบ โดยประยุกต์ใช้กลไกเกมส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (3) เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพเชิงเทคนิค และประเมินความสอดคล้องเชิงโครงสร้าง ของเกมต้นแบบในการสะท้อนผลลัพธ์การเรียนรู้ มีวิธีดำเนินการ คือ วิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ กำหนดกลไกของเกมที่นำมาใช้ให้สอดคล้องกับเนื้อหาใน 4 หัวข้อ คือ (1) การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า (2) การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากร (3) การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน และ (4) ก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ผลการศึกษา พบว่า มิติที่ได้รับการพัฒนามากที่สุด คือ มิติด้านความรู้ (Knowledge) จำนวน 10 รายการ (ร้อยละ 38.46) รองลงมา คือ มิติด้านทักษะ (Skill) มี 9 รายการ (ร้อยละ 34.62) ส่วนมิติด้านเจตคติ (Attitude) มี 7 รายการ (ร้อยละ 26.92) เป็นมิติที่มีการพัฒนาในระดับน้อยที่สุด ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นโอกาสในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p> ศกล มงคลเนตร์, ญาดานุช มงคลเนตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2730 Mon, 10 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2821 <p> การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ จำนวน 3 คน ทำการประเมินประสิทธิภาพ และ 2) ผู้ใช้งานระบบ จำนวน 60 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ในการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งานระบบ เครื่องมือที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินประสิทธิภาพและแบบประเมินความพึงพอใจ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยหลักสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัย พบว่า ระบบพัฒนาเป็นเว็บแอปพลิเคชันช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิสก์แบบออนไลน์ โดยมีผลการประเมินประสิทธิภาพ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.60, S.D. = 0.50) และผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, S.D. = 0.41) แสดงให้เห็นว่า ระบบที่พัฒนาสามารถสนับสนุนผู้ใช้ในหลายด้าน ได้แก่ เพิ่มความสะดวกในการลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษ รวมถึงช่วยให้ผู้ใช้งานระบบสามารถตรวจสอบและสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้อย่างสะดวก อีกทั้ง ยังเป็นระบบที่มีความคุ้มค่าและสามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ชารีฟ ลามาก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2821 Mon, 10 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะบุคลากรห้องสมุดสู่บทบาท Knowledge Connector ผ่านสื่อวิทยุชุมชนในยุคดิจิทัล https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2678 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ของบุคลากรห้องสมุดสู่บทบาท Knowledge Connector และเพิ่มช่องทางการเผยแพร่ความรู้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณผ่านการวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) และกรอบทักษะ 3R8C, กลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรผู้จัดรายการวิทยุ 3 คน และสำรวจความต้องการจากผู้ฟัง 35 คน, ผลการศึกษา พบว่า สามารถผลิตรายการ KKUL Radio รวม 117 ตอน แบ่งเป็น 4 หมวดหมู่ Academic Skills, Life Skills, 21<sup>st</sup> Century Skills และ GMS Wisdom ในจำนวนนั้น ทักษะ 21<sup>st</sup> Century มีปริมาณน้อยที่สุด มีการนำ Generative AI มาใช้ช่วยลดเวลาผลิตจาก 2-3 วัน เหลือเพียง 1 วัน ด้านการพัฒนาทักษะ พบว่า ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์มีความต้องการมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.66) แต่ได้รับการพัฒนาเพียง 1 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33, ในขณะที่ทักษะด้าน AI และการใช้เสียงได้รับการพัฒนาครบทั้ง 3 คน (ร้อยละ 100) นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มช่องทางการเข้าถึงความรู้สู่ชุมชนผ่านความถี่ FM 103 MHz และคลังข้อมูลออนไลน์ ซึ่งตอบสนองความต้องการผู้ฟังในด้านความรู้ทั่วไป (ร้อยละ 75.40) และการพัฒนาตนเอง (ร้อยละ 52.20) และสุขภาพกับจิตวิทยา (ร้อยละ 43.5)</p> สุดาวดี ชัยเดชทยากุล, สิริพร ทิวะสิงห์, สกุลวงศ์ รักศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2678 Thu, 20 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาทักษะการเรียนรู้และการต่อยอดความรู้จากกิจกรรม เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2687 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับทักษะการเรียนรู้ของนิสิตที่เข้าร่วมกิจกรรมเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานในห้องสมุด (2) ศึกษาการต่อยอดความรู้ของนิสิตหลังเข้าร่วมกิจกรรม และ (3) เพื่อนำผลการศึกษามาใช้พัฒนารูปแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้และการนำความรู้ไปใช้ต่อยอดอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มประชากรคือนิสิตที่เข้าร่วมกิจกรรมเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานของศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินทักษะการเรียนรู้ แบบประเมินการต่อยอดองค์ความรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า นิสิตที่เข้าร่วมกิจกรรมมีทักษะการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยทักษะการสร้างสรรค์องค์ความรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือทักษะการคิดวิเคราะห์ สะท้อนให้เห็นว่านิสิตสามารถนำความรู้ไปประมวล ตีความ และพัฒนาเป็นผลงานใหม่ได้ในระดับมาก ทั้งในรูปแบบสื่อสร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้ในบริบทจริง ด้านการต่อยอดองค์ความรู้พบว่าอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยนิสิตที่เข้าร่วมกิจกรรมนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเชิงวิชาการ สื่อสร้างสรรค์ และกิจกรรมชุมชน อีกทั้งนิสิตนำความรู้ที่ได้รับไปผลิตคอนเทนต์ออนไลน์เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนการเกิดทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์และการสื่อสารความรู้ในยุคดิจิทัล ผลวิจัยเชิงคุณภาพชี้ให้เห็นว่าองค์ประกอบสำคัญของกิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ได้แก่ การใช้วัตถุจริงและสื่อภาพประกอบ การจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม การเปิดโอกาสให้นิสิตที่เข้าร่วมกิจกรรมสร้างชิ้นงาน และการเผยแพร่ผลงานในพื้นที่ห้องสมุดและช่องทางออนไลน์ นำไปสู่การพัฒนารูปแบบกิจกรรมที่ห้องสมุดสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้และการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานได้อย่างยั่งยืน</p> อรทัย โคตรธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2687 Wed, 26 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อการสืบค้นฐานข้อมูล TDC-ThaiLIS Digital Collection https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/3256 <p>การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาในรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาสื่อการสืบค้นฐานข้อมูล TDC-ThaiLIS Digital Collection และ (2) ประเมินความพึงพอใจต่ออินโฟกราฟิกการสืบค้นฐานข้อมูล TDC-ThaiLIS Digital Collection โดยใช้แบบสอบถามปลายปิดประเมินความพึงพอใจเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ซึ่งมีค่า IOC มากกว่า 0.5 ทุกข้อ และผ่านการหาค่าความเที่ยงด้วยวิธี Cronbach’s Alpha Coefficient พบว่า มีความเชื่อมั่นภาพรวม เท่ากับ 0.976 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่เรียนวิชา 01371111 จำนวน 345 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า (1) การจัดทำสื่อการสืบค้นฐานข้อมูล TDC-ThaiLIS Digital Collection มีดังนี้คือ ด้วยอินโฟกราฟิก เป็นภาพนิ่ง, คลิปวิดีโอวิธีการสืบค้นฐานข้อมูล และคู่มือขั้นตอนวิธีการสืบค้นฐานข้อมูล อย่างละเอียดและ (2) การประเมินผลอินโฟกราฟิกการสืบค้นฐานข้อมูล TDC-ThaiLIS Digital Collection พบว่า ด้านการออกแบบ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.29, S.D. = 0.73) ด้านเนื้อหา มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.35, S.D. = 0.65) ในภาพรวมทั้ง 2 ด้าน ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.32, S.D. = 0.71) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกข้อ ทั้งนี้ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์บริการแนะนำฐานข้อมูลที่ห้องสมุดบอกรับเป็นสมาชิก เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้บริการและก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า</p> จิณณพัต ชื่นชมน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/3256 Wed, 26 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการใช้และความพึงพอใจในการใช้งานระบบคลังสารสนเทศดิจิทัลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่: กรณีศึกษาผู้ใช้บริการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2728 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะพฤติกรรมการเข้าใช้งานระบบคลังสารสนเทศดิจิทัล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบดังกล่าว ด้วยวิธีการวิจัยแบบสำรวจ จากการเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มผู้ใช้บริการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างตามสะดวก (Convenience sampling) โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของคอแครน (W.G. Cochran) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิและมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเข้าใช้งานแบบไม่สม่ำเสมอ โดยเข้าใช้งานตามโอกาสและความจำเป็น (ร้อยละ 51.50) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการศึกษาเพิ่มเติมและทำวิจัย (ร้อยละ 30.82) อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงมากที่สุด คือ คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก (ร้อยละ 63.65) ทรัพยากรสารสนเทศที่ถูกใช้งานมากที่สุดคืองานวิจัย (ร้อยละ 26.19)ซึ่งผู้ใช้สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ในระดับมากที่สุด ในส่วนความพึงพอใจ พบว่าผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อระบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.15, S.D. = 0.67) เมื่อพิจารณารายมิติพบว่า ด้านประโยชน์การใช้งานระบบได้รับความพึงพอใจสูงสุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.28) รองลงมา คือ ด้านการออกแบบระบบ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.27) และด้านประสิทธิภาพของระบบ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.00) ตามลำดับ ทั้งนี้ ในอนาคตอาจเพิ่มการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและจัดอบรมการใช้งานเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป</p> อธิวัฒน์ คงสินสุขไพศาล, ณัฐนรี ดำรงเลาหพันธ์, ภรภัทร ปาโมกข์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2728 Tue, 22 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการรู้สารสนเทศ ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/3346 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการรู้สารสนเทศของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรง (IOC) และความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha = 0.884) จากนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการรู้สารสนเทศ จำนวน 145 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษา อาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการรู้สารสนเทศจากปัจจัยด้านการรับรู้ความสามารถของตนเอง การรับรู้ประโยชน์ ทัศนคติต่อการเข้าร่วมกิจกรรม ความตั้งใจเข้าร่วมกิจกรรมในระดับมากที่สุด และปัจจัยด้านอิทธิพลทางสังคมในระดับมาก โดยระดับความคิดเห็นด้านทัศนคติต่อการเข้าร่วมกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.49-4.52 ด้านการรับรู้ประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.42-4.47 ด้านการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.30-4.41 ด้านความตั้งใจเข้าร่วมกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.19-4.42 และด้านอิทธิพลทางสังคม มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.21-3.89 และปัจจัยด้านทัศนคติต่อการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจเข้าร่วมกิจกรรม</p> สุกัญญา ปัญญาอิ่นแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/3346 Tue, 22 Sep 2026 00:00:00 +0700