PULINET Journal https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ ข่ายงานห้องสมุดมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค (Provincial University Library Network) th-TH PULINET Journal 2351-048X การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบ Proxy และแบบ SAML การนำไปใช้จริงในบริบทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2702 <p class="Default" style="margin-top: 6.0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์การใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบ </span><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">Proxy <span lang="TH">ด้วยระบบ</span> EZproxy <span lang="TH">และแบบ </span>SAML<span lang="TH"> ด้วยระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">ในบริบทการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าถึงของผู้ใช้จากทั้งสองระบบ โดยแบ่งช่วงเวลาเป็นสองระยะ ได้แก่ ช่วง 3 เดือนก่อนการนำระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">มาใช้ (พ</span>.<span lang="TH">ค</span>. <span lang="TH">– ก</span>.<span lang="TH">ค</span>.<span lang="TH"> 68) และช่วงหลังการนำระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">มาใช้งาน (ส</span>.<span lang="TH">ค</span>. <span lang="TH">– ต</span>.<span lang="TH">ค</span>.<span lang="TH"> 68) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยอาศัยสถิติเชิงพรรณนาเพื่อการวิเคราะห์ผู้ใช้ และการวิเคราะห์การเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ผลการวิจัยพบว่า จำนวนผู้ใช้งานผ่านระบบ </span>EZproxy <span lang="TH">ลดลงอย่างต่อเนื่องหลังการนำระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">มาใช้งาน ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานผ่านระบบ </span>OpenAthens <span lang="TH">เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามแพลตฟอร์มฐานข้อมูล พบว่าการเข้าถึงผ่าน </span>EZproxy <span lang="TH">ลดลงในทุกแพลตฟอร์ม ในขณะที่การเข้าถึงผ่าน </span>OpenAthens <span lang="TH">มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยแพลตฟอร์มที่มีการเข้าถึงสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ </span>Elsevier, SpringerNature Link <span lang="TH">และ </span>Wiley Online Library <span lang="TH">สะท้อนให้เห็นว่าระบบ </span>SAML <span lang="TH">มีศักยภาพในการรองรับการเข้าถึงที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ในระดับสถาบันอุดมศึกษา</span></span></p> จันทร์งาม ชูตระกูล ปิยธิดา ห่อประทุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-03 2026-07-03 13 2 R1 R14 10.66692/pulinet.13.2.2702 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบุคลากรห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย: แนวทางพัฒนาเชิงกลยุทธ์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2802 <p>งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบุคลากรห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดด้านเทคโนโลยี องค์กรและสภาพแวดล้อมของ Tornatzky &amp; Fleischer (1990) ร่วมกับแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยีของ Davis (1989) และปัจจัยด้านทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการศึกษา เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 151 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และสมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อปัจจัยการรับรู้ประโยชน์และปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ในขณะที่ปัจจัยตามกรอบแนวคิดด้านเทคโนโลยี องค์กรและสภาพแวดล้อม พบว่า บริบทสภาพแวดล้อมอิทธิพลเชิงบวกต่อปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และบริบทเทคโนโลยีส่งผลเชิงบวกต่อปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งานเท่านั้น ในขณะที่ปัจจัยตามแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี ยืนยันว่าปัจจัยการรับรู้ประโยชน์และปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ผลการวิจัยสามารถเสนอแนวทางพัฒนาเชิงกลยุทธ์สำหรับห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ การออกแบบแผนพัฒนาความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การกำหนดนโยบายและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการบูรณาการเทคโนโลยี และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน</p> นัชฐภรณ์ อ่อนแก้ว ชัยสิทธิ์ อังคะปัญญาเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-03 2026-07-03 13 2 R15 R32 10.66692/pulinet.13.2.2802 การเข้าถึงและการใช้บริการทรัพยากรสารสนเทศในอาคารห้องสมุดและ ศูนย์การเรียนรู้ มสธ.: บทเรียนเพื่อการพัฒนาห้องสมุดเพื่อทุกคน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2822 <p><strong> </strong>งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์รูปแบบการเข้าถึงและการใช้บริการทรัพยากรสารสนเทศของผู้ใช้บริการในช่วงก่อน - หลังการเปิดอาคารห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ควบคู่กับการพิจารณาปัจจัยเชิงบริบทที่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้บริการผ่านช่องทางที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนารูปแบบบริการภายใต้แนวคิด “ห้องสมุดเพื่อทุกคน” โดยใช้ข้อมูลสถิติการให้บริการของสำนักบรรณสารสนเทศในช่วงเดือนตุลาคม 2567 ถึงพฤศจิกายน 2568 รวมระยะเวลา 14 เดือน ครอบคลุมทั้งการใช้บริการผ่านระบบออนไลน์และการใช้บริการ ณ พื้นที่จริง ได้แก่ การสืบค้นสารสนเทศ การเข้าถึงฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การให้บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า การยืม - คืนทรัพยากรสารสนเทศ และจำนวนผู้ใช้บริการแบบ Walk - in ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าภายหลังการเปิดอาคาร การใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงมีความต่อเนื่องในระดับสูง ขณะที่การใช้บริการ ณ พื้นที่จริงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยจำนวนผู้ใช้บริการแบบ Walk - in เพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อพิจารณาร่วมกันสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการมีพฤติกรรมการเลือกใช้บริการแบบผสมผสาน ทั้งช่องทางออนไลน์และการใช้บริการในสถานที่ตามบริบทและความสะดวกของการใช้งาน ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้บริการแบบผสมผสาน (Online - Onsite hybrid Usage) สามารถใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพัฒนารวมถึงปรับปรุงการให้บริการของห้องสมุดให้สอดคล้องกับแนวคิด “ห้องสมุดเพื่อทุกคน” ในบริบทของมหาวิทยาลัยเปิด</p> นวรัตน์ เขียวแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-16 2026-07-16 13 2 R33 R48 10.66692/pulinet.13.2.2822 KULIB KPIs: ระบบจัดเก็บและรายงานผลตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2842 <p> การพัฒนาระบบจัดเก็บและรายงานผลตัวชี้วัดของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KULIB KPIs) มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการติดตามและรายงานผลตัวชี้วัดให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูล ผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดให้เป็นระบบ และศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งาน โดยดำเนินการพัฒนาระบบตามวงจร การพัฒนาระบบ SDLC 6 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนและวิเคราะห์ การออกแบบ การพัฒนา การทดสอบ การนำไปใช้ และการบำรุงรักษา การทำงานของระบบออกแบบภายใต้กรอบแนวคิด SIPOC Model เพื่อให้ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อมูลนำเข้า กระบวนการทำงาน ผลลัพธ์ และผู้ใช้ประโยชน์ของระบบ การพัฒนาระบบใช้แนวคิดแบบ Low-Code ด้วย Microsoft Power Platform ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดระยะเวลาในการพัฒนา ผลการใช้งาน พบว่า ระบบสามารถจัดเก็บ คำนวณ และรายงานผลตัวชี้วัดได้อย่างถูกต้อง ลดความซ้ำซ้อนและความคลาดเคลื่อนของข้อมูล เพิ่มความรวดเร็วในการติดตามและรายงานผล และสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริหารเพื่อการกำกับติดตามได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที ทั้งนี้ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 4.38) สะท้อนให้เห็นว่าระบบสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และสนับสนุนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ของสำนักหอสมุดได้อย่างมีประสิทธิผล</p> ถิรนันท์ ดำรงค์สอน ศศินพร นาคเกษม พนารัตน์ สร้อยศรีเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-21 2026-07-21 13 2 R49 R64 10.66692/pulinet.13.2.2842 การพัฒนาบริการยืนยันตัวตนกลางแบบไร้สถานะด้วยมาตรฐาน OpenID Connect เพื่อการบูรณาการเว็บแอปพลิเคชันในสถาบันอุดมศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2672 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา SSO-Authen ซึ่งเป็นบริการยืนยันตัวตนกลางแบบไร้สถานะ (Stateless) โดยประยุกต์ใช้มาตรฐาน OpenID Connect (OIDC) เพื่อแก้ปัญหาการยืนยันตัวตนที่กระจัดกระจายในสถาบันอุดมศึกษา โดยมุ่งออกแบบสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่น สามารถรองรับผู้ให้บริการยืนยันตัวตนได้หลายราย (Multi-Provider) และบูรณาการกับแอปพลิเคชันที่หลากหลาย (Multi-Client) ผ่าน JSON Web Token (JWT) กระบวนการวิจัยดำเนินการตามกรอบ SDLC โดยออกแบบ SSO-Authen ให้เป็น Authentication Gateway ที่มีระบบจัดการแอปพลิเคชันและกลไกแปลงข้อมูล (Claim Mapping) เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลผู้ใช้ การประเมินผลใช้วิธีเปรียบเทียบเชิงปริมาณกับเกณฑ์มาตรฐานเดิม (Baseline) และการประเมินความซับซ้อนเชิงโครงสร้างซอฟต์แวร์ (Software Complexity Metrics) โดยทดสอบการบูรณาการจริงกับเว็บแอปพลิเคชัน 3 ประเภทที่มีสถาปัตยกรรมแตกต่างกัน (PHP, WordPress, และ React/Node.js) ผลการวิจัย พบว่า บริการ SSO-Authen สามารถลดระยะเวลาในการพัฒนาลงโดยเฉลี่ย 78% และลดความซับซ้อนทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ฝั่งไคลเอนต์ลงกว่า 80% ในทุกดัชนีชี้วัด ซึ่งเป็นผลจากประสิทธิภาพของกลไก Claim Mapping นอกจากนี้ ผลการประเมินประสบการณ์นักพัฒนา (N = 8) พบว่า ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับดีมากในทุกด้าน ผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น Authentication Gateway กลางสำหรับทั้งองค์กร เพื่อช่วยรวมศูนย์การจัดการยืนยันตัวตน ลดภาระของนักพัฒนา เพิ่มความปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ Single Sign-On ที่มีประสิทธิภาพ</p> กิตติศักดิ์ แก้วเนียม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-22 2026-07-22 13 2 R65 R81 10.66692/pulinet.13.2.2672 การพัฒนาเกมมิฟิเคชันตามแนวคิดการจัดการศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2730 <p>การศึกษานี้วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบของเกมมิฟิเคชัน (Gamification) ภายใต้แนวคิดของการศึกษาที่มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของเกมมิฟิเคชันที่สังเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังสอดคล้องกับกรอบสมรรถนะ KSA ในด้านสิ่งแวดล้อม (2) เพื่อออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบ โดยประยุกต์ใช้กลไกเกมส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (3) เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพเชิงเทคนิค และประเมินความสอดคล้องเชิงโครงสร้าง ของเกมต้นแบบในการสะท้อนผลลัพธ์การเรียนรู้ มีวิธีดำเนินการ คือ วิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ กำหนดกลไกของเกมที่นำมาใช้ให้สอดคล้องกับเนื้อหาใน 4 หัวข้อ คือ (1) การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า (2) การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากร (3) การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน และ (4) ก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ผลการศึกษา พบว่า มิติที่ได้รับการพัฒนามากที่สุด คือ มิติด้านความรู้ (Knowledge) จำนวน 10 รายการ (ร้อยละ 38.46) รองลงมา คือ มิติด้านทักษะ (Skill) มี 9 รายการ (ร้อยละ 34.62) ส่วนมิติด้านเจตคติ (Attitude) มี 7 รายการ (ร้อยละ 26.92) เป็นมิติที่มีการพัฒนาในระดับน้อยที่สุด ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นโอกาสในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p> ศกล มงคลเนตร์ ญาดานุช มงคลเนตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-10 2026-08-10 13 2 R82 R97 10.66692/pulinet.13.2.2730 การพัฒนาระบบลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2821 <p> การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ จำนวน 3 คน ทำการประเมินประสิทธิภาพ และ 2) ผู้ใช้งานระบบ จำนวน 60 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ในการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งานระบบ เครื่องมือที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินประสิทธิภาพและแบบประเมินความพึงพอใจ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยหลักสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัย พบว่า ระบบพัฒนาเป็นเว็บแอปพลิเคชันช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิสก์แบบออนไลน์ โดยมีผลการประเมินประสิทธิภาพ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.60, S.D. = 0.50) และผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, S.D. = 0.41) แสดงให้เห็นว่า ระบบที่พัฒนาสามารถสนับสนุนผู้ใช้ในหลายด้าน ได้แก่ เพิ่มความสะดวกในการลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษ รวมถึงช่วยให้ผู้ใช้งานระบบสามารถตรวจสอบและสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้อย่างสะดวก อีกทั้ง ยังเป็นระบบที่มีความคุ้มค่าและสามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ชารีฟ ลามาก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-10 2026-08-10 13 2 R98 R110 10.66692/pulinet.13.2.2821 การประเมินผลการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ Maker Space ตามแนวคิด Life Space หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2706 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ Maker Space ตามแนวคิด Life Space ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) และทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย แบบผสมผสาน (Mixed Methods) ผ่านการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 4 กิจกรรม ครอบคลุมพื้นที่ Life Space ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ พื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-Working Space) พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration Space) และพื้นที่แสดงความสามารถ (Performative Space) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 48 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการบันทึกภาพกิจกรรม ผลการประเมิน พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมในภาพรวมที่ระดับมากที่สุด ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้และทักษะใหม่ สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ และมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินยังสะท้อนประเด็นที่ควรปรับปรุง ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ การเข้าถึงพื้นที่ และสภาพแวดล้อมบางประการของพื้นที่ Maker Space ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ตามแนวคิด Life Space สามารถสนับสนุนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ พัฒนาทักษะอนาคต และยกระดับบทบาทหอสมุดมหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประเมินที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ Maker Space ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต</p> พิษณุ ใจกล้า แก้ววราภรณ์ กรแก้ว ปทุมทิพย์ ลิ้มพงศานุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-03 2026-07-03 13 2 A1 A14 10.66692/pulinet.13.2.2706 การศึกษา Workflow Automation (n8n) ในการจัดการการแจ้งเตือนทางอีเมลสำหรับการยืมอุปกรณ์ที่เกินกำหนดคืนของบริการ Library of Things https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2707 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ พัฒนา และประเมินประสิทธิภาพของ Workflow Automation โดยใช้เครื่องมือ n8n สำหรับจัดการการแจ้งเตือนอุปกรณ์เกินกำหนดคืนของบริการ Library of Things หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบบถูกพัฒนาตามกรอบแนวคิด System Development Life Cycle (SDLC) ครอบคลุมขั้นตอนการวิเคราะห์ ออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และประเมินผล โดยใช้ฐานข้อมูล SQL ควบคู่กับการสร้าง Workflow Automationที่สามารถดึงข้อมูล คัดกรองระดับความเร่งด่วน ส่งอีเมลแจ้งเตือน และอัปเดตสถานะได้อย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาและนำไปใช้งานจริง พบว่า จำนวนรายการคืนอุปกรณ์ล่าช้าลดลงจาก 196 เหลือ 164 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 16.33 โดยเฉพาะกรณีที่เกินกำหนดเป็นเวลานาน (4–14 วัน) ลดลงจาก 29 เหลือ 25 ครั้ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบแจ้งเตือนแบบแบ่งระดับ มีผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ จำนวน 30 คน พบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 โดยให้คะแนนสูงในด้านระบบและการทำงาน ด้านเนื้อหาและข้อมูล และด้านประโยชน์และผลกระทบ โดยสรุป Workflow Automation ที่พัฒนาขึ้นช่วยทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาทำงานที่สำคัญอื่น ๆ เพิ่มขึ้น มีความสม่ำเสมอของการแจ้งเตือน และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรของบริการ Library of Things ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมศักยภาพในการขยายสู่ระบบแจ้งเตือนหลายช่องทางในอนาคต</p> พิษณุ ใจกล้า แก้ววราภรณ์ กรแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-06 2026-07-06 13 2 A15 A29 10.66692/pulinet.13.2.2707 การจัดกิจกรรมเสวนาเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศในห้องสมุด ตามกรอบแนวคิดการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษาผ่านอินฟลูเอนเซอร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2686 <p> สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการจัดกิจกรรมเสวนาเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศตามกรอบแนวคิดการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษา เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในการเข้าถึง ประเมิน และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ ผ่านกิจกรรมเสวนา "❌อ่านปกรณัมแบบมิตร ✅อ่านปกรณัมแบบมิจ" กิจกรรมนี้เป็นการบูรณาการการสื่อสาร การสร้างเนื้อหาและอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์เข้ากับกรอบแนวคิดการเรียนรู้สารสนเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมเสวนา และดึงดูดความสนใจของผู้รับบริการ จากผลการดำเนินงานพบว่า ผู้ร่วมกิจกรรมมีความสนใจและได้รับการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศหลังจากเข้าร่วมกิจกรรม ในด้าน (1) ความรู้และความเข้าใจที่มีต่อสารสนเทศ (2) บทบาทของวิทยากรในการส่งเสริมการรู้สารสนเทศ และ (3) ความสามารถในการเข้าถึงและใช้แหล่งสารสนเทศเพื่อการสืบค้น สะท้อนให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้อินฟลูเอนเซอร์ร่วมกับกรอบแนวคิดการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษา สามารถเพิ่มประสิทธิผลการเรียนรู้และเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แนวทางการจัดกิจกรรมนี้ จึงสามารถนำไป เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้สารสนเทศได้</p> ณิชา ทองธราดล ทัชชา พรรณรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-31 2026-07-31 13 2 A30 A44 10.66692/pulinet.13.2.2686 การปรับปรุงการบริหารยุทธศาสตร์ด้วยระบบ TULIB Strategic Management https://so14.tci-thaijo.org/index.php/PJ/article/view/2703 <p> การปรับปรุงการบริหารยุทธศาสตร์ด้วยระบบ TULIB Strategic Management มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการบริหารยุทธศาสตร์ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สามารถดำเนินการได้ผ่านระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของการปฏิบัติงาน และข้อผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงานหน่วยแผนและผู้ใช้งานระบบได้ โดยประยุกต์ใช้แนวคิด PDCA และแนวคิดการออกแบบโดยยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centered Design: UCD) ในการดำเนินงาน<br /> ผลการศึกษา พบว่า ระบบ TULIB Strategic Management สามารถควบรวมขั้นตอนการบริหารยุทธศาสตร์ไว้ในระบบเดียว อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานและลดความผิดพลาด ทั้งในส่วนของผู้ปฏิบัติงานหน่วยแผนที่รับผิดชอบ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ การขออนุมัติแผนยุทธศาสตร์และประกาศใช้ รวมถึงการประเมินและสรุปผล และในส่วนของผู้ใช้งานระบบ อีกทั้ง ลดระยะเวลาการดำเนินงานทั้งกระบวนการจากประมาณ 450 นาที เหลือประมาณ 150 นาที ลดลงร้อยละ 66.67 โดยผลสำรวจความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบจากผู้ใช้งานระบบทั้งในปีงบประมาณก่อนหน้าและปัจจุบันจำนวน 26 คน พบว่า ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจมากที่สุดในทุกด้าน เฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ 4.76 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน ระบบมีฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกในการจัดตั้งโครงการและรายงานผล มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.88 และผู้ใช้งานระบบรู้สึกว่า ระบบ TULIB Strategic Management ใช้งานง่าย สะดวก และลดระยะเวลาในการทำงานมากกว่า ระบบ TULIB Project Tracking โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.88</p> กวินทรา จูฑะพันธุ์ ชนพัฒน์ อนุเวช ศตพล เกิดอยู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PULINET Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-10 2026-08-10 13 2 A45 A60 10.66692/pulinet.13.2.2703