วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JISLD <p> <strong>ขอบเขตของวารสาร </strong></p> <p><strong> </strong>รับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทรรศน์หรือบทวิจารณ์วรรณกรรม บทวิจารณ์หนังสือ ในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศาสนา วัฒนธรรมประเพณี การศึกษา สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาท้องถิ่น บทความที่ได้รับตีพิมพ์จะต้องได้ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่</p> โรงเรียนสุวรรณวิจิตรวิทยา th-TH วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น 3088-2214 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร การพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JISLD/article/view/2751 <p> บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อนำเสนอการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุธรรม 2) เพื่อการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพการบริการให้มีมาตรฐาน อันจะนำมาซึ่งคุณภาพการให้บริการที่ดี ประชาชนเกิดความพึงพอใจ เป็นการยกระดับคุณภาพการปฏิบัติงานผู้รับบริการได้รับการบริการที่รวดเร็วตามกำหนดเวลา เสมอภาค และมีความเป็นธรรม ได้รับการตอบสนองความต้องการเกิดความพึงพอใจสูงสุด ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของทุกคน การนำหลักสังคหวัตถุธรรมมาใช้ในการพัฒนาการบริการประชาชนขององค์กร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในองค์กร สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบของตนเอง ของแต่ละส่วนงานตามหลักธรรม เป็นหลักธรรมที่ช่วยประสานคนหมู่มาก ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความสามัคคี สามารถนำไปใช้ได้ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับสังคม เป็นหลักธรรมอันจะก่อให้เกิดความผาสุกหลักสังคหวัตถุธรรม มีความเหมาะสมกับการนำไปเป็นเกณฑ์มาตรฐานแห่งความดีงามมากที่สุดในการดำเนินงานถ้านำไปปฏิบัติก็จะเกิดความมั่นคงและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นที่รักและเคารพของผู้อื่น</p> อรทัย ลืมไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 2 2 25 39 AI ยุคใหม่กับการสอนสังคมศึกษา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JISLD/article/view/2146 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาทและความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคใหม่ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการสอนวิชาสังคมศึกษาโดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการเรียนรู้เชิงรอบด้านของผู้เรียนการสร้างนวัตกรรมการสอนที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับบริบทการศึกษาการส่งเสริมให้ครูสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบแผนการสอนและการประเมินผลตลอดจนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสังคมกับสถานการณ์จริงเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อสังคมผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่บทบาทของครู แต่ช่วยเสริมให้กระบวนการเรียนการสอนสังคมศึกษามีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม</p> ศิริรัตน์ ภาสดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 2 2 40 57 การพัฒนาการบริหารงานตามหลักอิทธิบาทธรรมขององค์การ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JISLD/article/view/3324 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาการบริหารตามหลักอิทธิบาทธรรมขององค์การ 2) เพื่อนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการบริหารงานตามหลักพุทธธรรม เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการบริหารองค์การโดยการประยุกต์หลักธรรมแห่งความสำเร็จที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ตั้งแต่ครั้งสมัยครั้งพุทธกาลซึ่งยังสามารถนำมาใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย คือ หลักอิทธิบาทธรรม ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา</p> <p> บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก หนังสือ ตำราและบทความที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการหลายท่าน โดยนำมารวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล จากผลการศึกษาพบว่า หลักอิทธิบาทธรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ฉันทะช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจและแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน วิริยะ ช่วยส่งเสริมความเพียรพยายามและความมุ่งมั่นในการทำงาน จิตตะช่วยให้เกิดความเอาใจใส่และความตั้งใจต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบ และวิมังสาช่วยให้เกิดการพิจารณา วิเคราะห์ และพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าหากนำหลักอิทธิบาทธรรมมาใช้ในการพัฒนาการบริหารองค์การย่อมช่วยให้การดำเนินงานขององค์การมีประสิทธิภาพ เกิดความสำเร็จ และนำไปสู่การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน</p> ฐากูร ภูชาญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 2 2 58 71 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอลตามทัศนะของนักฟุตบอลโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JISLD/article/view/2817 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอลตามทัศนะของนักฟุตบอลโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี และเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอลตามทัศนะของนักฟุตบอลโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักฟุตบอลโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี จำนวน 91 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ปัจจัยส่วนบุคคลของนักฟุตบอลโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุมากกว่า 15 ปี มีประสบการณ์การเล่นฟุตบอลมากกว่า 5 ปี เล่นในตำแหน่งกองกลาง และเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 4-6</li> <li>คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอลตามทัศนะของนักฟุตบอลโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.21, S.D. = .175) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้</li> </ol> <p> 2.1 ด้านจิตวิทยาเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอลอยู่ในระดับมากที่สุด ( <em> </em><em>=</em> 4.<em>84, </em>S.D. <em>= .</em>250)</p> <p> 2.2 ด้านความเป็นผู้นำ เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอลอยู่ในระดับมากที่สุด ( <em> </em>= 4.83, S.D. = .250)</p> <p> 2.3 ด้านประสบการณ์ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอลอยู่ในระดับมากที่สุด ( <em> </em>= 4.50<em>,</em> S.D. = <em>.</em>433)</p> <p><em> </em><em> </em>2.4 <em> </em>ด้านความรู้ความสามารถ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอล อยู่ในระดับมาก ( <em> </em>= 3.67<em>, </em>S.D. = <em>.</em>395)</p> <p><em> </em>2.5 <em> </em>ด้านการฝึกสอน มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอล อยู่ในระดับปานกลาง ( <em> </em>= 3.20<em>, </em>S.D. = <em>.</em>514)</p> <ol start="3"> <li>ปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ฝึกสอนฟุตบอลตามทัศนะของนักฟุตบอลโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ได้แก่ ผู้ฝึกสอนฟุตบอลไม่ได้นำทักษะต่าง ๆมาใช้ถ่ายทอดให้นักกีฬา การไม่แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ มาพัฒนาสมรรถนะนักกีฬา การสร้างแรงจูงใจนักกีฬายังมีน้อย ไม่สร้างแรงกระตุ้นให้นักกีฬามีความมั่นใจในการแข่งขัน</li> </ol> สุริยา บริเดช รังสรรค์ ประเสริฐศรี กันตพัฒน์ พรศิริวัชรสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 2 2 1 11 การมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมตามหลักศีล 5 ของประชาชน อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JISLD/article/view/3388 <p> บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมของประชาชนอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักศีล 5 กับการมีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมของประชาชน 3) เพื่อนำเสนอ การมีส่วนร่วมใน การป้องกันอาชญากรรมตามหลักศีล 5 ของประชาชนอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมาการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 380 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับการมีส่วนร่วมใน การป้องกันอาชญากรรมตามหลักศีล 5 ของประชาชน อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.10 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> <p>2) หลักศีล 5 ทุกข้อมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมอยู่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเฉพาะการยึดถือศีลข้อ 1 (เว้นจากการฆ่าและทำร้ายร่างกาย) และศีลข้อ 2 (เว้นจากการลักทรัพย์) ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) อยู่ที่ 0.52 และ 0.48 ตามลำดับ</p> <p>3) การประยุกต์ใช้หลักศีล 5 ร่วมกับหลักสังคหวัตถุ 4 ของ การมีส่วนร่วมใน การป้องกันอาชญากรรม ของประชาชน อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ทาน การให้ การแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งด้านวัตถุ ความรู้ และกำลังใจ ปิยวาจา การพูดจาไพเราะ สุภาพ จริงใจ และสร้างสรรค์ ทำให้เกิดความรักใคร่ปรองดอง อัตถจริยา การประพฤติปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการลงมือทำ สมานัตตตา การวางตนเสมอภาค ไม่ถือตัว เคารพและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม</p> พระนันทวัฒน์ อภินนฺโท ชาญชัย ฮวดศรี สุรพล พรมกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 2 2 12 24