วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS <p><strong><img src="https://so14.tci-thaijo.org/public/site/images/editorialteam_npu/mceclip0.png" width="700" height="142" /></strong><br /><br /></p> <p> </p> <article class="text-token-text-primary w-full focus:outline-none scroll-mt-[calc(var(--header-height)+min(200px,max(70px,20svh)))]" dir="auto" tabindex="-1" data-turn-id="request-WEB:5610f336-c77a-49e6-ab83-ea2c7f1f6bdc-18" data-testid="conversation-turn-38" data-scroll-anchor="true" data-turn="assistant"> <div class="text-base my-auto mx-auto pb-10 [--thread-content-margin:--spacing(4)] @[37rem]:[--thread-content-margin:--spacing(6)] @[72rem]:[--thread-content-margin:--spacing(16)] px-(--thread-content-margin)"> <div class="[--thread-content-max-width:32rem] @[34rem]:[--thread-content-max-width:40rem] @[64rem]:[--thread-content-max-width:48rem] mx-auto max-w-(--thread-content-max-width) flex-1 group/turn-messages focus-visible:outline-hidden relative flex w-full min-w-0 flex-col agent-turn" tabindex="-1"> <div class="flex min-h-[46px] justify-start"> <p><strong>วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม (</strong><strong>Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society; JPAIS)</strong> ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานวิชาการที่มีคุณภาพและผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างรอบคอบ วารสารมุ่งสร้างพื้นที่ทางวิชาการสำหรับนักวิจัย อาจารย์ และผู้สนใจทั่วไปในการเผยแพร่แนวคิด ข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม</p> <p>เนื้อหาของวารสารครอบคลุมบทความวิจัยและบทความวิชาการที่เขียนเป็นภาษาไทย ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริหารการศึกษา นิติศาสตร์ การจัดการชุมชน ตลอดจนสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลงานที่ตีพิมพ์ต้องมีคุณภาพทางวิชาการ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง</p> <p>คณะบรรณาธิการให้ความสำคัญกับมาตรฐานวิชาการ ความถูกต้องของข้อมูล และความน่าเชื่อถือของผลงาน เพื่อให้วารสารเป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญสำหรับการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาความรู้ในสังคมศาสตร์อย่างรอบด้าน<br /><br /></p> <p><strong>ข้อมูลวารสาร</strong></p> <p>ชื่อเต็ม: วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม<br />ชื่อย่อ: JPAIS<br />ISSN: 3088-2265 (Online)<br />เริ่มตีพิมพ์: พ.ศ. 2568<br />ภาษาที่เปิดรับ: ภาษาไทย<br /><br /></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาและข้อกำหนดการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p>บทความแต่ละบทความจะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double-blind Peer Review) เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์</p> </div> </div> </div> </article> th-TH <p>1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม (Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society) ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p>2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม (Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society) ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม (Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society) หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม (Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society) ก่อนเท่านั้น</p> pais.npu@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จารุกัญญา อุดานนท์) pais.npu@gmail.com (กองบรรณาธิการวารสาร) Wed, 01 Jul 2026 10:00:03 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ด้วยแนวคิดแบบลีน บทเรียนและข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐไทย https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2220 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อค้นพบและข้อเสนอแนะจากหลักการลีนและกรณีศึกษาในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2562–2568 เพื่อพัฒนาภาครัฐไทย ผลการสังเคราะห์กรณีศึกษาชี้ให้เห็นว่า การนำลีนมาใช้สามารถลดต้นทุน ย่นระยะเวลา และยกระดับคุณภาพบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ลดค่าใช้จ่ายร้อยละ 89.13 ลดเวลานำในการดำเนินงาน (Lead time) ร้อยละ 65.77 และลดรอบเวลาการทำงาน ร้อยละ 54.03 ในสถาบันวิจัย ลดต้นทุนขนส่ง 245,568 บาท ลดการปล่อย CO2 2,931 กิโลกรัม ในธุรกิจ SMEs แปรรูปอาหาร รวมถึงลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความเร็วในการเข้าถึงเอกสาร และเพิ่มความพึงพอใจผู้ใช้งาน ร้อยละ 56 ในสถาบันการศึกษา ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพของลีนในการเสริมสร้างทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จากการศึกษา ผู้เขียนได้พัฒนา Lean Government Transformation Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก แบ่งเป็น 2 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 หลักการลีนเชิงพื้นฐาน ประกอบด้วย 1) การสร้างคุณค่าสำหรับประชาชน 2) การลดความสูญเปล่า 3) การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมิติที่ 2 องค์ประกอบพลวัตที่สอดคล้องกับบริบทของภาครัฐไทย ประกอบด้วย 4) การสร้างองค์กรที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง 5) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม 6) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และดิจิทัล โมเดลนี้มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานราชการไทยสามารถออกแบบระบบที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีความโปร่งใส และพร้อมเผชิญความท้าทายในอนาคต</p> ชนน์วริศร์ ชยกรธนาวัชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2220 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความเชื่อทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียน: แนวทางการวัดและประยุกต์ใช้ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2292 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียน ในมิติต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางการวัดที่หลากหลายและเหมาะสมสำหรับใช้ในการวิจัยเชิงวิชาการ เนื่องจากความเชื่อเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยาที่เป็นนามธรรมและส่งผลกระทบสำคัญต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ ความท้าทายในการวัดความเชื่อจึงอยู่ที่การขาดเครื่องมือที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือ ซึ่งแบบสอบถามแบบรายงานตนเองอาจมีอคติ โดยความเชื่อทางคณิตศาสตร์ นิยามได้ว่าเป็นกรอบความคิดหรือการรับรู้ส่วนบุคคลของผู้เรียนต่อธรรมชาติของคณิตศาสตร์ ความสำคัญและคุณค่าของวิชา ความสามารถของตนเองทางคณิตศาสตร์ บทบาทของครู และวิธีการสอนและการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ ในการวัดความเชื่อดังกล่าวได้นำเสนอและเชื่อมโยงทฤษฎีการวัดที่สำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม เพื่อประเมินความตรงและความเที่ยง ทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือของผลการวัด เพื่อจัดการกับแหล่งความแปรปรวนในการวัด และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ เพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ของข้อคำถามและคุณลักษณะแฝงของผู้เรียนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น แนวทางการวัดจึงประกอบด้วย 1) วิธีการเชิงปริมาณ เช่น แบบมาตรประมาณค่า CAT 2) วิธีการเชิงคุณภาพ เช่น การสัมภาษณ์ การบันทึก และ 3) วิธีการแบบผสมผสาน สำหรับองค์ความรู้ที่ค้นพบ คือ ความเชื่อทางคณิตศาสตร์ไม่คงที่และเปลี่ยนแปลงได้ การวัดที่แม่นยำที่เหมาะสมคือ การวัดแบบต่อเนื่องซ้ำหลายครั้ง เพื่อสังเกตแนวโน้มและลดข้อผิดพลาดจากการวัดเพียงครั้งเดียว การเข้าใจและวัดความเชื่อทางคณิตศาสตร์อย่างรอบด้านนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ที่ส่งเสริมการเติบโตของผู้เรียนในวิชาคณิตศาสตร์ต่อไป</p> นวพล ชัยชนะ, สำราญ มีแจ้ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2292 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 การจัดการและการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2167 <p>การมีส่วนร่วมในการจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุในอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน และการสนทนากลุ่มจำนวน 20 คน ตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุในอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการจัดการอย่างเป็นระบบครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานไปจนถึงการติดตาม และประเมินผล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในทุกมิติทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีการจำแนกกลุ่มผู้สูงอายุตามลักษณะทางกายภาพเพื่อออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม และ 2) การดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา โดยมีการบูรณาการความร่วมมือในทุกภาคส่วนทั้งในด้านการวางแผน การจัดกิจกรรม และการพัฒนาหลักสูตร อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นของการดำเนินงาน เช่น การออกแบบกิจกรรมและบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการจริง ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ จิตใจ สังคม และการเรียนรู้ ดังนั้นการมีส่วนร่วมจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ขับเคลื่อนกิจกรรมได้ นอกจากนี้ยังมีการสำรวจความต้องการและปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่องส่งผลให้โรงเรียนผู้สูงอายุในอำเภอบ้านนาสารดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน</p> ธนัชชา อำพันธุ์ , วราพร หมอกแก้ว, เวทิตา เพชรขำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2167 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน: เปรียบเทียบตำบล เขาสามสิบและตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2482 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (5R) 2) ศึกษาและเปรียบเทียบการจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของประชาชน ในพื้นที่ที่มีและไม่มีบริการเก็บขนขยะ และ 3) เสนอแนวทางการจัดการขยะอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับบริบทความพร้อมด้านบริการสาธารณะ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว โดยใช้ตำบลหนองหว้าเป็นตัวแทนพื้นที่ที่มีบริการ และตำบลเขาสามสิบเป็นตัวแทนพื้นที่ที่ไม่มีบริการ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณในการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนจำนวน 400 คน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม (IOC = 0.96) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติอนุมาน (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) พฤติกรรมการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (5R) ของกลุ่มตัวอย่างภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.86, SD .611) 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการขยะของทั้งสองพื้นที่แล้ว พบว่า รูปแบบการให้บริการสาธารณะส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) กล่าวคือ ประชาชนในพื้นที่ที่ไม่มีบริการเก็บขนขยะ (ตำบลเขาสามสิบ) มีพฤติกรรมด้านการลดการใช้ (Reduce) และการใช้ซ้ำ (Reuse) สูงกว่า เนื่องจากความจำเป็นในการลดปริมาณขยะเพื่อลดภาระการกำจัดเอง ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ที่มีบริการเก็บขนขยะ (ตำบลหนองหว้า) มีความโดดเด่นในด้านการรีไซเคิล (Recycle) และความพร้อมสนับสนุนการแปรรูปเป็นพลังงาน (Recovery) เนื่องจากมีความสะดวกและระบบรองรับที่ชัดเจน และ 3) ในพื้นที่ที่ขาดแคลนระบบเก็บขน ควรส่งเสริมโมเดลการจัดการขยะต้นทางแบบพึ่งพาตนเอง ส่วนพื้นที่ที่มีระบบแล้ว ควรเน้นมาตรการคัดแยกเพื่อนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป</p> วิโรธ หงษา, ณัฐพล เงินยิ่ง, รังสรรค์ สุคำภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2482 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชนเตาปูน ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2547 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด และ 2) ศึกษาแนวทางการแก้ไขการแพร่ระบาดของยาเสพติด เป็นงานวิจัยแบบเชิงปริมาณ โดยจำแนกตัวแปรตามระดับการประเมินกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ ประชากรในเขตชุมชนเตาปูน 1–2 และชุมชนเตาปูน 3 จำนวน 329 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ค่าความคาดเคลื่อน 0.05 ผลการวิจัย พบว่า 1) ด้านปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด พบว่า ประชากรที่ตอบแบบสอบถามปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชนเตาปูน ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ในด้านปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยรวม 3.53 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.05 และ 2) ด้านแนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด พบว่า ประชากรที่ตอบแบบสอบถามปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชนเตาปูน ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยรวม 3.99 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.92</p> อนุพนธ์ ศรีปราช, สิริวุฒิ ใจกาง, จาตุรงค์ สุทาวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2547 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700