https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/issue/feed วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม 2026-10-01T10:50:02+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จารุกัญญา อุดานนท์ pais.npu@gmail.com Open Journal Systems <p><strong><img src="https://so14.tci-thaijo.org/public/site/images/editorialteam_npu/mceclip0.png" width="700" height="142" /></strong><br /><br /></p> <p> </p> <article class="text-token-text-primary w-full focus:outline-none scroll-mt-[calc(var(--header-height)+min(200px,max(70px,20svh)))]" dir="auto" tabindex="-1" data-turn-id="request-WEB:5610f336-c77a-49e6-ab83-ea2c7f1f6bdc-18" data-testid="conversation-turn-38" data-scroll-anchor="true" data-turn="assistant"> <div class="text-base my-auto mx-auto pb-10 [--thread-content-margin:--spacing(4)] @[37rem]:[--thread-content-margin:--spacing(6)] @[72rem]:[--thread-content-margin:--spacing(16)] px-(--thread-content-margin)"> <div class="[--thread-content-max-width:32rem] @[34rem]:[--thread-content-max-width:40rem] @[64rem]:[--thread-content-max-width:48rem] mx-auto max-w-(--thread-content-max-width) flex-1 group/turn-messages focus-visible:outline-hidden relative flex w-full min-w-0 flex-col agent-turn" tabindex="-1"> <div class="flex min-h-[46px] justify-start"> <p><strong>วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม (</strong><strong>Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society; JPAIS)</strong> ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานวิชาการที่มีคุณภาพและผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างรอบคอบ วารสารมุ่งสร้างพื้นที่ทางวิชาการสำหรับนักวิจัย อาจารย์ และผู้สนใจทั่วไปในการเผยแพร่แนวคิด ข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม</p> <p>เนื้อหาของวารสารครอบคลุมบทความวิจัยและบทความวิชาการที่เขียนเป็นภาษาไทย ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริหารการศึกษา นิติศาสตร์ การจัดการชุมชน ตลอดจนสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลงานที่ตีพิมพ์ต้องมีคุณภาพทางวิชาการ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง</p> <p>คณะบรรณาธิการให้ความสำคัญกับมาตรฐานวิชาการ ความถูกต้องของข้อมูล และความน่าเชื่อถือของผลงาน เพื่อให้วารสารเป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญสำหรับการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาความรู้ในสังคมศาสตร์อย่างรอบด้าน<br /><br /></p> <p><strong>ข้อมูลวารสาร</strong></p> <p>ชื่อเต็ม: วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม<br />ชื่อย่อ: JPAIS<br />ISSN: 3088-2265 (Online)<br />เริ่มตีพิมพ์: พ.ศ. 2568<br />ภาษาที่เปิดรับ: ภาษาไทย<br /><br /></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาและข้อกำหนดการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p>บทความแต่ละบทความจะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double-blind Peer Review) เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์</p> </div> </div> </div> </article> https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2435 การพัฒนาแบบวัดวินิจฉัยสำหรับสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 2026-01-21T12:22:46+07:00 ณัฐพงษ์ อิ่มหิรัญ natthaphongi67@nu.ac.th สำราญ มีแจ้ง samranm1954@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดในการพัฒนาแบบวัดวินิจฉัยสมรรถนะ โดยเป็นการศึกษาเชิงสังเคราะห์วรรณกรรมสากลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมบูรณาการเข้ากับบริบทการศึกษาไทย ผลการศึกษา พบว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประเมินที่ต้องก้าวข้ามการวัดความรู้ไปสู่การวัดสมรรถนะที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรม โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการแตกโครงสร้างสมรรถนะให้เป็นมิติย่อยที่สามารถวินิจฉัยได้จากการวิเคราะห์ ถึงแม้จะพบว่าการประเมินเชิงปฏิบัติการที่ใช้เทคโนโลยี เช่น สถานการณ์จำลอง การวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกพฤติกรรม และแบบจำลองการวินิจฉัยเชิงปริมาณ (DCMs) จะมีศักยภาพสูงในการวิเคราะห์เชิงลึก แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญด้านความเที่ยงตรงเชิงการตีความ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความซับซ้อนและครูนำไปใช้ได้ยาก โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่ยังมีความพร้อมทางเทคโนโลยีและความเข้าใจในทฤษฎีการวัดขั้นสูงที่แตกต่างกันระหว่างสถานศึกษา เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงได้เสนอวงจรวินิจฉัยเพื่อการพัฒนาที่เน้นการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้ พร้อมทั้งเสนอให้ใช้การบูรณาการข้อมูลแบบสามเส้า โดยผสมผสานข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบวัดเข้ากับการสังเกตเชิงคุณภาพของครู รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการนำไปปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อให้ครูสามารถนำไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเป้า อันเป็นการเชื่อมช่องว่างระหว่างทฤษฎีการวัดขั้นสูงและการปฏิบัติจริงในห้องเรียนไทย</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2557 การจัดการกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนร่วมสมัย 2026-02-09T15:23:43+07:00 อัศวลักษ์ ราชพลสิทธิ์ atsawaluk2020@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมาย ความเป็นมา และความสำคัญของกลุ่มองค์กรการเงินชุมชน วิเคราะห์พัฒนาการขององค์กรการเงินชุมชนในประเทศไทย และนำเสนอแนวทางการจัดการกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนที่สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในยุคร่วมสมัยบทความนี้ใช้วิธีการทบทวนเอกสารและแนวคิดทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชุมชน การจัดการองค์กร และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก โดยช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดการพึ่งพาเงินทุนนอกระบบ และเสริมสร้างวินัยทางการเงินของสมาชิก พัฒนาการขององค์กรการเงินชุมชนในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค ได้แก่ ยุคดั้งเดิม ยุคเริ่มจัดตั้งอย่างเป็นระบบยุคขยายตัวตามนโยบายรัฐ และยุคร่วมสมัยที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน การจัดการกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนร่วมสมัยจึงควรให้ความสำคัญกับโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน ภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมของสมาชิก การบริหารการเงินและบัญชีที่โปร่งใส การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนขององค์กรและชุมชนในระยะยาว</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2451 ปัญหาการได้รับบริการของผู้สูงอายุ ในองค์การบริหารส่วนตำบลตะคร้ำเอน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี 2026-02-12T16:14:08+07:00 พัชราภรณ์ ขำสอน 66122080149@kru.ac.th ชลลดา สุขสะอาด 66122080120@kru.ac.th จาตุรงค์ สุทาวัน jaturong.23032529@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการได้รับบริการของผู้สูงอายุ ในองค์การบริหารส่วนตำบลตะคร้ำเอน และ 2) เสนอแนะการให้บริการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ในองค์การบริหารส่วนตำบลตะคร้ำเอน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ จำนวน 3,577 คน และกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 359 คน ใช้การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Taro Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ใช้สถิติการแจกแจง ความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 63.23 มีอายุ 60-69 ปี ว่างงาน พบปัญหาด้านเทคโนโลยีไม่ทันสมัย หน่วยงานไม่มีความรวดเร็ว ไม่มีการจัดฝ่ายสำนักงานที่ชัดเจน พบปัญหาด้านเทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัยเป็นอันดับมากที่สุด และ 2) ปัญหาด้านเทคโนโลยีไม่ทันสมัย ควรจัดให้มีเทคโนโลยีช่วยผู้สูงอายุ เช่น เครื่องช่วยฟังดิจิทัล เป็นต้น หน่วยงานไม่มีความรวดเร็ว ควรจัดให้มีการพัฒนากระบวนการทำงานในหน่วยงาน เช่น จัดอบรมเพื่อทบทวนขั้นตอนการทำงาน เป็นต้น ไม่มีการจัดฝ่ายสำนักงานที่ชัดเจน ควรจัดให้มีการประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น ทำการประเมินความชัดเจนของฝ่ายงานอย่างสม่ำเสมอ</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2532 รูปแบบการบริหารสถานีตำรวจอัจฉริยะ เพื่อตอบโจทย์เมืองอัจฉริยะ 2026-02-12T16:08:25+07:00 สิทธิพงษ์ ศรีกุลบุตร 6512342007@rumail.ru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบริหารงานสถานีตำรวจเพื่อรองรับการเป็นเมืองอัจฉริยะ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานีตำรวจอัจฉริยะที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย และ 3) นำเสนอแนวทางพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของข้าราชการตำรวจ ใช้เทคนิคการสังเคราะห์เอกสาร จากแนวคิดการบริหารจัดการยุคดิจิทัล ร่วมกับการวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจหน้าที่ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการวิเคราะห์เนื้อหา จากเอกสารเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันยังเผชิญปัญหาจากโครงสร้างแบบรวมศูนย์ที่ล่าช้า ความเหลื่อมล้ำทางทักษะดิจิทัลของบุคลากร และความเปราะบางของระบบฐานข้อมูลต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ 2) รูปแบบการบริหารสถานีตำรวจอัจฉริยะที่เหมาะสมคือ “รูปแบบ 8S Smart Police Station” ซึ่งบูรณาการ 8 องค์ประกอบ ได้แก่ ทุนมนุษย์อัจฉริยะ (Smart People), โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), การบริการ (Service), ความปลอดภัยไซเบอร์ (Security), การสื่อสารความเสี่ยง (Communication), การมีส่วนร่วม (Engagement), การบริหารแบบยืดหยุ่น (Management) และความยั่งยืน (Sustainability) และ 3) แนวทางพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลต้องมุ่งเน้นการสร้าง “บุคลากรไฮบริด” ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งทักษะดิจิทัลและจิตวิทยาอาชญากรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านการทำงานจากเชิงรับ (Reactive) ไปสู่เชิงรุก (Proactive) ผ่านการใช้ระบบสถานีตำรวจเสมือนจริงและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัยของเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2247 บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมกิจกรรมของผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาเทศบาลตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง 2025-11-20T21:07:19+07:00 ปิยะรัตน์ แซ่หลี piyaratsaelee@gmail.com วีรวัฒน์ พาหะมะ bimkolhui@gmail.com จิรานันท์ ย้อยไชยา piyaratsaelee@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากิจกรรมการส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในพื้นที่เทศบาลตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง และ 2) ศึกษาบทบาทการดำเนินงานของภาครัฐในการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมกิจกรรมผู้สูงอายุในพื้นที่เทศบาลตำบลโคกหล่ออำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมกิจกรรมของผู้สูงอายุ และการสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่มกับผู้สูงอายุ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในชมรมและกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่เทศบาลตำบลโคกหล่อ ผลการวิจัย พบว่า 1) เทศบาลตำบลโคกหล่อดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข โดยเทศบาลฯ ได้จัดโครงการและกิจกรรมที่หลากหลายครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 2) เทศบาลตำบลโคกหล่อมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุผ่านการบูรณาการนโยบาย แผนงาน และความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ บทสรุปครั้งนี้สามารถเป็นแนวทางในการวางแผนโครงการและกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และความต้องการของผู้สูงอายุเพื่อพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพชีวิตในการรองรับสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นต้นแบบให้แก่<br />องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการกำหนดนโยบายระยะยาวต่อไป</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม