https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/issue/feed วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม 2026-04-01T00:00:00+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จารุกัญญา อุดานนท์ pais.npu@gmail.com Open Journal Systems <p><strong><img src="https://so14.tci-thaijo.org/public/site/images/editorialteam_npu/mceclip0.png" width="700" height="142" /></strong><br /><br /></p> <p> </p> <article class="text-token-text-primary w-full focus:outline-none scroll-mt-[calc(var(--header-height)+min(200px,max(70px,20svh)))]" dir="auto" tabindex="-1" data-turn-id="request-WEB:5610f336-c77a-49e6-ab83-ea2c7f1f6bdc-18" data-testid="conversation-turn-38" data-scroll-anchor="true" data-turn="assistant"> <div class="text-base my-auto mx-auto pb-10 [--thread-content-margin:--spacing(4)] @[37rem]:[--thread-content-margin:--spacing(6)] @[72rem]:[--thread-content-margin:--spacing(16)] px-(--thread-content-margin)"> <div class="[--thread-content-max-width:32rem] @[34rem]:[--thread-content-max-width:40rem] @[64rem]:[--thread-content-max-width:48rem] mx-auto max-w-(--thread-content-max-width) flex-1 group/turn-messages focus-visible:outline-hidden relative flex w-full min-w-0 flex-col agent-turn" tabindex="-1"> <div class="flex min-h-[46px] justify-start"> <p><strong>วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม (</strong><strong>Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society; JPAIS)</strong> ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานวิชาการที่มีคุณภาพและผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างรอบคอบ วารสารมุ่งสร้างพื้นที่ทางวิชาการสำหรับนักวิจัย อาจารย์ และผู้สนใจทั่วไปในการเผยแพร่แนวคิด ข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม</p> <p>เนื้อหาของวารสารครอบคลุมบทความวิจัยและบทความวิชาการที่เขียนเป็นภาษาไทย ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริหารการศึกษา นิติศาสตร์ การจัดการชุมชน ตลอดจนสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลงานที่ตีพิมพ์ต้องมีคุณภาพทางวิชาการ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง</p> <p>คณะบรรณาธิการให้ความสำคัญกับมาตรฐานวิชาการ ความถูกต้องของข้อมูล และความน่าเชื่อถือของผลงาน เพื่อให้วารสารเป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญสำหรับการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาความรู้ในสังคมศาสตร์อย่างรอบด้าน<br /><br /></p> <p><strong>ข้อมูลวารสาร</strong></p> <p>ชื่อเต็ม: วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม<br />ชื่อย่อ: JPAIS<br />ISSN: 3088-2265 (Online)<br />เริ่มตีพิมพ์: พ.ศ. 2568<br />ภาษาที่เปิดรับ: ภาษาไทย<br /><br /></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาและข้อกำหนดการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p>บทความแต่ละบทความจะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double-blind Peer Review) เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม Journal of Public Administration and Interdisciplinary Studies for Society เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์</p> </div> </div> </div> </article> https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2020 การรณรงค์สร้างจิตสำนึกต่อต้านการทุจริตของนิสิตในมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งหนึ่ง ในภาคเหนือ 2025-09-21T12:09:21+07:00 พระภานุพงษ์ ปภสฺสโร sunisa5691@gmail.com พระกฤษณะ ปภาโส novicenick2545@gmail.com สามเณรอนันตชัย รับเพ็ชร novicenick2545@gmail.com ฐพลภัทร ถมเพชร taponpat123456@gmail.com ปัญญา บูรณะพันธ์ novicenick2545@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกต่อต้านการทุจริตของนิสิตในมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งหนึ่งในภาคเหนือเพื่อประเมินผลความพึงพอใจ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นิสิตสาขารัฐศาสตร์และสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1–4 ของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งหนึ่ง ในภาคเหนือ จำนวน 141 รูป/คน โดยการรณรงค์ผ่านระบบออนโลน์ เครื่องมือที่ใข้ในการวิจัย คือ 1) โปสเตอร์การรณรงค์ให้ความรู้ จำนวน 4 โปสเตอร์ โดยในระยะเวลา 1 เดือน จะติดโปสเตอร์การรณรงค์ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ 4 การรณรงค์ และ 2) แบบประเมินผลความพึงพอใจ ใช้โปรแกรม Google Forms ที่ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามขึ้นเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัย พบว่า นิสิตในมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งหนึ่งในภาคเหนือ มีความพึงพอใจที่จะรณรงค์สร้างจิตสำนึกต่อต้านการทุจริต ทั้งนี้เพราะการต่อต้านการทุจริต เป็นพื้นฐานในการพัฒนาให้ตนเองและสังคมนั้นให้มีประสิทธิภาพ คุณภาพ และยังสามารถส่งต่อให้แก่คนรุ่นหลัง สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย การต่อต้านการทุจริตยังมีบทบาทต่อทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยเด็ก วัยเรียน วัยรุ่น ที่ต้องการความรู้ความเข้าใจในเรื่องการต่อต้านการทุจริตต่าง ๆ เพราะเป็นวัยที่จะต้องศึกษาเล่าเรียนหลากหลายสาขาวิชา การรณรงค์การต่อต้านทุจริตจึงเป็นสิ่งที่เข้ามาเสริมเกร็ดความรู้ในด้านความรู้ คุณธรรม และจริยธรรม ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาให้รู้จักการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง สามารถช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมได้อย่างดีเยี่ยม</p> 2026-04-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2018 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของนักเรียนโรงเรียนวัดเกรียงไกร (โพธิ์ประสิทธิ์) 2025-09-15T09:12:51+07:00 สามเณรปฐมพร บูรณเพชร sunisa5691@gmail.com ภานุพงศ์ บัวเล็ก magic.classroom001@gmail.com สามเณรศุภกร เหล่าเขตกิจ asd0969891872@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของนักเรียนโรงเรียนวัดเกรียงไกร (โพธิ์ประสิทธิ์) และ 2) ประเมินผลความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนโรงเรียนวัดเกรียงไกร (โพธิ์ประสิทธิ์) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดเกรียงไกร (โพธิ์ประสิทธิ์) จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง โครงสร้างระบบเครือข่าย รายวิชา การจัดการระบบเครือข่าย ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3 จํานวนทั้งหมด 3 ชุดกิจกรรมรวม 3 ชั่วโมง ดังนี้ ชุดกิจกรรมที่ 1 พรหมวิหาร 4 ชุดกิจกรรมที่ 2 อิทธิบาท 4 ชุดกิจกรรมที่ 3 สังคหวัตถุ 4 ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำกิจกรรมส่งเสริมหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จัดการเรียนการสอน โดยการบูรณาการสอนการบรรยายร่วมกับการใช้เกมการตอบปัญหาผ่านโปรแกรม Kahoot, และการแบ่งกลุ่มทำกิจกรรมสรุปความรู้ นักเรียนมีความสนใจและมีความเข้าใจ สามารถอธิบายและตอบปัญหาผ่านการใช้เกมได้ และ 2) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเทคนิคการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ของนักเรียนโรงเรียนวัดเกรียงไกร (โพธิ์ประสิทธิ์) เรื่อง การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา พบว่า ผลการประเมินผลความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่องการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนโรงเรียนวัดเกรียงไกร (โพธิ์ประสิทธิ์) รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.89)</p> 2026-04-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2181 ปัญหาและแนวทางการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร 2025-11-01T20:36:00+07:00 วิภาณี เทียมจันทร์ krudawwipanee@gmail.com ทัศนะ ศรีปัตตา wipaneet67@nu.ac.th สำราญ มีแจ้ง samranm1954@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชรโดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองและกูเกิ้ล ฟอร์ม จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารจำนวน 32 คน หัวหน้างานงบประมาณจำนวน 32 คน และครูที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการเงินจำนวน 32 คน รวมทั้งสิ้น 96 คน โดยได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงและแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างโดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานงบประมาณในสถานศึกษา จำนวน 3 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัญหาการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารการเงิน รองลงมา คือ ด้านการจัดสรรงบประมาณ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการบริหารการบัญชี และ 2) แนวทางการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร มี 6 ด้าน คือ ด้านการจัดทำและเสนอของบประมาณ ด้านการจัดสรรงบประมาณ ด้านการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการใช้เงินและผลการดำเนินงาน ด้านการระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ด้านการบริหารการเงิน และด้านการบริหารการบัญชี</p> 2026-04-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/2037 กฎหมายและวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง 2025-10-24T23:47:09+07:00 เอกพล วงศ์เสรี ekkaphon.w@pkru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและวิธีการระงับข้อพิพาททางเลือกรวมถึงกฎหมายและวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ด้วยการศึกษาเอกสาร เช่น กฎหมายปกครอง งานวิชาการ และข่าวสารสำนักงานศาลปกครอง ผลการศึกษา พบว่า 1) การระงับข้อพิพาททางเลือก เป็นวิธีการที่หลากหลายในการแก้ไขข้อขัดแย้งและข้อพิพาทนอกเหนือจากการฟ้องคดี ได้แก่ การเจรจา การไกล่เกลี่ย และการอนุญาโตตุลาการ 2) การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองในปัจจุบันเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ซึ่งได้เพิ่มเติมส่วนที่ 2/1 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท มาตรา 66/1 ถึงมาตรา 66/12 โดยเป็นทางเลือกในการระงับข้อพิพาททางปกครองที่มีความเรียบง่าย ยุติข้อพิพาทได้เร็ว มีอัตราความสำเร็จสูง ส่วนใหญ่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง โดยศาลปกครองกลางมีคดีไกล่เกลี่ยรับเข้ามากที่สุด และ 3) วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองมีข้อจำกัด ได้แก่ ประเภทคดี ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ขั้นตอนและวิธีการ รวมถึงความรู้ความเข้าใจของคู่กรณี ข้อเสนอแนะ 1) ให้ศาลปกครองมีอำนาจไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองได้กว้างขวางขึ้น 2) ให้มีผู้ไกล่เกลี่ย นอกจากตุลาการศาลปกครองผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 3) การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนการยื่นฟ้อง และ 4) จัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครองเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชน</p> 2026-04-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JIRFLAS/article/view/1974 ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล: ทางเลือกการศึกษายุคใหม่ 2025-09-17T12:26:53+07:00 นรบดี สุวรรณโมสิ ศุภมัสดุวรกุล 6819990010@tsu.ac.th สุนทรี วรรณไพเราะ suntaree@tsu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้สังเคราะห์แนวคิด “ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล” ในฐานะทิศทางปฏิรูปการศึกษาศตวรรษที่ 21 โดยชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากการสอนแบบบรรยาย ไปสู่ระบบเปิดที่บูรณาการผู้เรียน ครู เทคโนโลยี เนื้อหา ชุมชนและนโยบายอย่างเป็นองค์รวม การขับเคลื่อนดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานข้อมูลการเรียนรู้และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล สนับสนุนการสอนที่อิงหลักฐานและยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบายให้แม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบคิดสมัยใหม่ เช่น Connectivism และกรอบสมรรถนะดิจิทัลของครู เช่น DigCompEdu องค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศฯ ประกอบด้วย ผู้เรียนในบทบาทผู้กำหนดเป้าหมายและผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้ ครูในบทบาทผู้อำนวยการเรียนรู้ แพลตฟอร์มและเครื่องมือดิจิทัล เช่น LMS วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แชตบอต ทรัพยากรคุณภาพและสื่อเชิงโต้ตอบ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้แบบเปิด (OER) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งออนไลน์ ออนไซต์และแบบผสมผสาน ชุมชนและบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม รวมถึงกลไกสนับสนุนและการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น มีมาตรฐานและประกันคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดย MOOCs ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาทุนมนุษย์ หลักฐานเชิงกรณีจากต่างประเทศ เช่น ฟินแลนด์ สะท้อนการบูรณาการเทคโนโลยีที่มีความหมาย ครูมืออาชีพและการประเมินเพื่อพัฒนา ขณะที่บริบทไทยมีความก้าวหน้าในเชิงนโยบายและแพลตฟอร์ม เช่น Learning Management System : LMS แพลตฟอร์ม Thai MOOC และเครื่องมือคลาวด์ แต่ยังเผชิญความเหลื่อมล้ำโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนความแตกต่างในการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลของครัวเรือน ข้อเสนอเชิงนโยบายสรุปเป็น 8 ประการ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเรียนรู้ดิจิทัล การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับสมรรถนะครู การส่งเสริมเปิดแหล่งระบบข้อมูลทางการศึกษาและการวิเคราะห์ข้อมูลระดับชาติ วัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ ความร่วมมือพหุภาคี และการติดตามประเมินผลเชิงระบบ บทสรุปเสนอแนวคิด “ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล” ที่เชื่อมวิสัยทัศน์สังคม 5.0 กับการศึกษา 4.0 เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ไร้รอยต่อ มุ่งความเสมอภาค คุณภาพและความยั่งยืน อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว</p> 2026-04-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และสหวิทยาเพื่อสังคม