วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU <p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร</strong></p> <p>ISSN 3088-2648 (Online)</p> <p>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร เป็นสื่อกลางการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ พัฒนาทางสาขาศึกษาศาสตร์ตลอดจนถึง สาขามนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เป็นการบูรณาการนโยบายทางการศึกษา การเรียนการสอนและบริการวิชาการแก่ชุมชน โดยรับตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความวิชาการ โดยที่บทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเสนอ หรือกำลังเสนอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการใดมาก่อน ผลงานที่ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฯ อาจถูกดัดแปลงแก้ไขรูปแบบ และสำนวนตามที่เห็นสมควร ผู้ประสงค์จะนำข้อความใด ๆ ไปพิมพ์เผยแพร่ต่อไป ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เขียนตามกฎหมายลิขสิทธิ์</p> <p> </p> Faculty of Education, Shinawatra University th-TH วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร 3088-2648 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร AGROECOLOGY IN BUDDHIST FARMING COMMUNITIES OFFERS A HOLISTIC, CULTURALLY RESONANT PATH TO SUSTAINABLE FOOD SYSTEMS. https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2446 <p>The integration of agroecology within Buddhist farming communities offers a culturally resonant and holistic approach to sustainable food systems. Grounded in ecological wisdom and Buddhist principles of interconnectedness and compassion, agroecology transcends conventional agricultural practices to become a profound expression of ethical values and spiritual insight. This synergy fosters</p> <p>empowerment within communities through the recognition and utilization of traditional knowledge, enhancing cultural resilience and local adaptation. By reducing reliance on synthetic inputs, agroecology promotes soil health, biodiversity, and resilience to climate change, ultimately enhancing food security and nutrition outcomes. Furthermore, agroecology fosters community cohesion by promoting shared purpose, collaboration, and a deeper connection with nature, while safeguarding cultural heritage in the face of globalization. Through its integration, agroecology not only addresses environmental and socio-economic challenges but also strengthens the symbiotic relationship between humans and nature, offering a promising pathway towards sustainable futures rooted in both ecological wisdom and cultural legacy.</p> Phra Anuphon Chanh Tam Maneerut Anam Nikaya Sangha Chananan Rinthanalert Pruchya Meenongthongmahasan ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-15 2025-11-15 1 1 30 35 FUSION NUCLEAR ENERGY STANDS OUT AS A PIVOTAL AND COMPELLING SOLUTION, POISED TO LEAD SUSTAINABLE GLOBAL DEVELOPMENT IN THE ENERGY SECTOR. https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2448 <p>This article explores fusion nuclear energy as a pivotal solution for sustainable global development in the energy sector. With the world grappling with the challenge of meeting growing energy demands while addressing environmental concerns, fusion stands out. It boasts a virtually limitless fuel supply from hydrogen isotopes in seawater, minimal radioactive waste, and clean, high-density energy generation with zero carbon emissions. Safety features, including reduced meltdown</p> <p>risk, ensure protection for human life, crops, and the ecosystem. Compared to fission, fusion exhibits unparalleled power potential and a unique ability to sustainably control the energy production process, highlighting its long - term viability. This analysis positions fusion as a scalable, secure, and environmentally responsible solution for the future of global energy.</p> Phra Anuphon Chanh Tam Maneerut Anam Nikaya Sangha Chananan Rinthanalert Chaiyaphat Yangsri ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-15 2025-11-15 1 1 36 41 การมุ่งอนาคตกับประสิทธิผลสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2443 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมุ่งอนาคต 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของการมุ่งอนาคตกับประสิทธิผลสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 396 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) การมุ่งอนาคต โดยภาพรวมนั้นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบอันดับที่ 1 คือด้านการคาดการณ์และการเตรียมตัว รองลงมา คือด้านการวางแผนระยะยาว และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการคิดเชิงบวก ตามลำดับ 2) ประสิทธิผลสถานศึกษา โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือด้านการบริหารวิชาการ รองลงมาคือด้านบริหารทั่วไป และอันดับสุดท้ายคือ ด้านบริหารบุคคล 3) ความสัมพันธ์ของการมุ่งอนาคตกับประสิทธิผลสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม มีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> กัญญาภรณ์ โอระนันท์ ถนัด ยันต์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-14 2025-11-14 1 1 1 9 ปัจจัยจูงใจเชิงนิเวศวิทยากับการบริหารงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2444 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยจูงใจเชิงนิเวศวิทยา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจูงใจเชิงนิเวศวิทยากับการบริหารงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยจูงใจเชิงนิเวศวิทยา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านความสำเร็จในชีวิต รองลงมา คือด้านการได้รับความยอมรับนับถือ และอันดับสุดท้ายคือด้านความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ตามลำดับ 2) การบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา รองลงมา คือ&nbsp; ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา&nbsp; และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้&nbsp; ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจูงใจเชิงนิเวศวิทยากับการบริหารงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ชมม์นิภา บุญเจ๊ก ถนัด ยันต์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-14 2025-11-14 1 1 10 18 ปัจจัยเชิงสาเหตุของการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2445 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยเชิงสาเหตุของการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2) ศึกษาระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงสาเหตุของการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ&nbsp; ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยเชิงสาเหตุของการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือด้านผู้บริหาร รองลงมาคือ ด้านชุมชน และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการบริหารจัดการ ตามลำดับ 2) คุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก&nbsp; โดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง รองลงมา คือยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันทางสังคม และอันดับสุดท้าย คือ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามลำดับ 3) <em>อิทธิพลของปัจจัยเชิงสาเหตุของการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (</em><em>EEC) กับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกโดยภาพรวม มีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</em>&nbsp;</p> กวีทัศน์ อะโสด ถนัด ยันต์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-14 2025-11-14 1 1 19 29