https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/issue/feed
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
2026-03-24T13:54:49+07:00
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร</strong></p> <p>ISSN 3088-2648 (Online)</p> <p>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร เป็นสื่อกลางการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ พัฒนาทางสาขาศึกษาศาสตร์ตลอดจนถึง สาขามนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เป็นการบูรณาการนโยบายทางการศึกษา การเรียนการสอนและบริการวิชาการแก่ชุมชน โดยรับตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความวิชาการ โดยที่บทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเสนอ หรือกำลังเสนอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการใดมาก่อน ผลงานที่ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฯ อาจถูกดัดแปลงแก้ไขรูปแบบ และสำนวนตามที่เห็นสมควร ผู้ประสงค์จะนำข้อความใด ๆ ไปพิมพ์เผยแพร่ต่อไป ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เขียนตามกฎหมายลิขสิทธิ์</p> <p> </p>
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2740
ปัจจัยเชิงสาเหตุการบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล ของบุคลากรในสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร
2026-03-06T10:34:04+07:00
กฤติน บัวพันธุ์ และ โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
krittin_b@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยเชิงสาเหตุการบริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงสาเหตุการบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล ของบุคลากรในสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ตารางของ Krejcie & Morgan เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1)ปัจจัยเชิงสาเหตุการบริหารสถานศึกษา ของบุคลากรในสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือปัจจัยด้านบุคคล รองลงมาคือปัจจัยด้านนโยบาย และอันดับสุดท้ายคือ ปัจจัยด้านทรัพยากร 2) ประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล ของบุคลากรในสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านผู้เรียน รองลงมา คือความก้าวหน้าทางวิชาชีพ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงสาเหตุการบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล ของบุคลากรในสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านทรัพยากร ปัจจัยด้านนโยบาย ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.912 และสามารถอธิบายความผันแปรของปัจจัยเชิงสาเหตุการบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล ของบุคลากรในสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 87.80 (R<sup>2</sup>=0.878) และผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยเชิงสาเหตุการบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2742
ปัจจัยเสริมแรงกับความสำเร็จการบริหารสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1
2026-03-06T10:42:41+07:00
ณัฐพล มากจีน และ โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
nattaphon_m@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยเสริมแรง 2) ศึกษาระดับความสำเร็จการบริหารสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสริมแรงกับความสำเร็จการบริหารสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 กลุ่มตัวย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ แจกแจความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยเสริมแรง โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือปัจจัยภายนอก รองลงมา คือปัจจัยภายใน ตามลำดับ 2) ความสำเร็จการบริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือด้านการบริหารงานวิชาการ รองลงมาคือ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงานงบประมาณ และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการบริหารงานทั่วไปตามลำดับ 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสริมแรงกับความสำเร็จการบริหารสถานศึกษา ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.912 และสามารถอธิบายความผันแปรของปัจจัยเสริมแรงกับความสำเร็จการบริหารสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 80.00 (R<sup>2</sup>=0.800) และผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยเสริมแรงกับความสำเร็จการบริหารสถานศึกษา พบว่า ทุกสมมติฐานมีความสอดคล้องและพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2743
มุมมองทุนทางจิตวิทยากับพฤติกรรมการบริหารเชิงนวัตกรรมของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1
2026-03-06T10:51:11+07:00
นฤชินท์ โพธิ์แจ้ง และ โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
naruchin_p@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับมุมมองทุนทางจิตวิทยา 2) ศึกษาระดับพฤติกรรมการบริหารเชิงนวัตกรรม 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองทุนทางจิตวิทยากับพฤติกรรมการบริหารเชิงนวัตกรรมของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ทาร์โร่ ยามาเครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) มุมมองทุนทางจิตวิทยา โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือ ด้านความหวัง รองลงมาคือ ด้านความยืดหยุ่น ด้านมองโลกในแง่ดี และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการรับรู้ความสามารถของตนเอง ตามลำดับ 2) พฤติกรรมการบริหารเชิงนวัตกรรม โดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือด้านความพึงพอใจในงาน รองลงมา คือ ด้านความพยายามในงาน และอันดับสุดท้าย คือ ด้านความน่าสนใจในงาน ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองทุนทางจิตวิทยากับพฤติกรรมการบริหารเชิงนวัตกรรม ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ พบว่า ด้านความหวัง ด้านมองโลกในแง่ดี ด้านความยืดหยุ่น ด้านการรับรู้ความสามารถของตนเอง ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.922 และสามารถอธิบายความผันแปรของพฤติกรรมการบริหารเชิงนวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 88.80 (R<sup>2</sup>=0.888) และผลการทดสอบสมมติฐานมุมมองทุนทางจิตวิทยากับพฤติกรรมการบริหารเชิงนวัตกรรม และพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2744
ปัจจัยเกื้อหนุนงานวิชาการกับงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของครูโรงเรียนขยายโอกาศทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1
2026-03-06T10:59:08+07:00
เกียรติศักดิ์ วงษ์เลี้ยง และ โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
kiattisak_w@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยเกื้อหนุนงานวิชาการ 2) ศึกษาระดับงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกื้อหนุนงานวิชาการกับงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของครูโรงเรียนขยายโอกาศทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ เคอซี่ และ มอร์แกน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยเกื้อหนุนงานวิชาการ โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือ กลุ่มปัจจัยผู้บริหาร รองลงมาคือกลุ่มปัจจัยการมีส่วนร่วม และอันดับสุดท้ายคือ กลุ่มปัจจัยทางทัพยากรการนิเทศ ตามลำดับ 2) งานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือด้านการพัฒนามาตรฐานการศึกษา รองลงมาคือด้านการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพการศึกษา และอันดับสุดท้ายคือด้านการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกื้อหนุนงานวิชาการกับงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ กลุ่มปัจจัยผู้บริหาร กลุ่มปัจจัยทางทัพยากรการนิเทศ กลุ่มปัจจัยการมีส่วนร่วม ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.912 และสามารถอธิบายความผันแปรของปัจจัยเกื้อหนุนงานวิชาการกับงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 87.80 (R<sup>2</sup>=0.878) และผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยเกื้อหนุนงานวิชาการกับงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2745
ปัจจัยส่งเสริมการบริหารกับประสิทธิผลทางวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1
2026-03-06T11:12:15+07:00
ธนัทต์ ธีรทรัพย์ธรรม และ โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
thanat_t@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยส่งเสริมการบริหาร 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลทางวิชาการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่งเสริมการบริหารกับประสิทธิผลทางวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ แจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยส่งเสริมการบริหาร โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่า อันดับที่ 1 คือ ปัจจัยด้านบุคคล รองลงมาคือปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน และอันดับสุดท้ายคือ ปัจจัยด้าน ตามลำดับ 2) ประสิทธิผลทางวิชาการ โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือด้านงานวิชาการ รองลงมาคือ ด้านผู้เรียน ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่งเสริมการบริหารกับประสิทธิผลทางวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่งเสริมการบริหารกับประสิทธิผลทางวิชาการ พบว่า ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.912 และสามารถอธิบายความผันแปรของปัจจัยส่งเสริมการบริหารกับประสิทธิผลทางวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 87.80 (R<sup>2</sup>=0.878) และผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยส่งเสริมการบริหารกับประสิทธิผลทางวิชาการ และพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2737
การพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรทางการศึกษา สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-03-12T14:05:08+07:00
กัญญาภรณ์ โอระนันท์
Whanwhan902@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 2) เปรียบเทียบระดับความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วย ด้านคอมพิวเตอร์ด้านระบบสื่อสาร และด้านเทคโนโลยีเครือข่าย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการศึกษาคือบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 354 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดตัวอย่างตามตารางเครจซีและมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามระดับประมาณค่า ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีค่าดัชนีสอดคล้อง 0.60 – 1.00 และมีค่าเฉลี่ยความเชื่อมันทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษา ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าเอฟและการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของเซฟเฟ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) การพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรทางการศึกษาสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาตามรายด้านโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย พบว่าส่วนใหญ่คือ ด้านคอมพิวเตอร์อันดับที่สอง คือด้านระบบสื่อสารและลำดับสุดท้ายคือด้านเทคโนโลยีเครือข่ายตามลำดับและเพื่อเปรียบเทียบระดับความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภาพรวมไม่แตกต่างกัน และ2) เมือพิจารณาเปรียบเทียบเป็นรายด้าน พบว่า บุคลากรทางการศึกษา มีทักษะในด้านคอมพิวเตอร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เพียงด้านเดียว</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2738
ความต้องการพัฒนาสมรรถนะเชิงบริหารของครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-03-12T14:11:05+07:00
จารุวรรณ ขันเขต
tigker.29@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความต้องการพัฒนาสมรรถนะเชิงบริหารของครู ได้แก่ การ มุ่งผลสัมฤทธิ์ การพัฒนาตนเอง คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครูและ2)เปรียบเทียบความต้องการพัฒนาสมรรถนะเชิงบริหารของครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ครูระดับประถมศึกษา และครูระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครู จำนวน 145 คน ได้มาโดยการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ เครจซี่และมอร์แกน และใช้การสุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถาม แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ตามหลักของลิเคอร์ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขั้น มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง0.60 – 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ความต้องการพัฒนาสมรรถนะเชิงบริหารของครู โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับหนึ่ง คือ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ รองลงมาคือ ด้านคุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการพัฒนาตนเอง และ2) ผลการเปรียบเทียบระดับความต้องการพัฒนาสมรรถนะเชิงบริหารของครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีสถานภาพต่างกัน มีความต้องการเชิงพัฒนาสมรรถนะได้แก่ ครูระดับประถมศึกษา และครูระดับมัธยมศึกษา ไม่แตกต่างกัน</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2739
การบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-03-12T14:14:01+07:00
จิตรกร มูลเมืองแสน
Chittikon12345@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานจำแนกตามบทบาทหน้าที่ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา/ครูและเครือข่ายผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ จำนวน 97 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา/ครู 51 คน และเครือข่ายผู้ปกครอง 46 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจชีและมอร์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถามแบบระดับประมาณค่าที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.66 - 1.00 และมีความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ .931 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลจากการศึกษาพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผู้บริหารสถานศึกษา/ครู และเครือข่ายผู้ปกครองโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน พบว่า การบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผู้บริหารสถานศึกษา/ครูและเครือข่ายผู้ปกครองแตกต่างกันในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเครือข่ายผู้ปกครองมีค่าสูงกว่าผู้บริหารสถานศึกษา/ครู</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร