https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/issue/feed
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
2026-08-31T16:09:13+07:00
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร</strong></p> <p>ISSN 3088-2648 (Online)</p> <p>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร เป็นสื่อกลางการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ พัฒนาทางสาขาศึกษาศาสตร์ตลอดจนถึง สาขามนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เป็นการบูรณาการนโยบายทางการศึกษา การเรียนการสอนและบริการวิชาการแก่ชุมชน โดยรับตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความวิชาการ โดยที่บทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเสนอ หรือกำลังเสนอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการใดมาก่อน ผลงานที่ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฯ อาจถูกดัดแปลงแก้ไขรูปแบบ และสำนวนตามที่เห็นสมควร ผู้ประสงค์จะนำข้อความใด ๆ ไปพิมพ์เผยแพร่ต่อไป ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เขียนตามกฎหมายลิขสิทธิ์</p> <p> </p>
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/3288
แนวทางการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร
2026-08-11T14:37:17+07:00
ชุติเวทย์ เตมิยนันท์ และ ปิยะนาถ บุญมีพิพิธ
67120050@krirk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ ของการบริหารงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา 2. ลำดับความต้องการจำเป็นของการบริหารงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา และ 3. แนวทางการบริหารงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 217 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และความเที่ยงเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และตรวจสอบความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ลำดับความต้องการจำเป็นของการบริหารงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา เรียงลำดับ ดังนี้ 2.1 การกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 2.2 การประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 2.3 การติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 2.4 การจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 2.5 การจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา 2.6 การดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และ 3) แนวทางการบริหารงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร คือ 3.1 การกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 3.2 การประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 3.3 การติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 3.4 การจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 3.5 การจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา 3.6 การดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/3293
การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
2026-08-11T14:53:04+07:00
วิไลลักษณ์ หาญประเสริฐ และ ปิยะนาถ บุญมีพิพิธ
wilailaknang@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู จำนวน 92 คน ที่ได้จากการเปิดตารางเกรจซี่และมอร์แกน และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในศึกษาเป็นแบบสอบ ที่มีค่าความตรง ระหว่าง .67-1.0 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.841 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ผลการเปรียบเทียบการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามตำแหน่งงาน พบว่า ทั้งภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกัน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/3547
ปัจจัยความสำเร็จกับการบริหารสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 1
2026-08-11T15:26:23+07:00
กรรณภิรมย์ โชคดำรงสุข, ในตะวัน กำหอม และ ภาคภูมิ ทองลาด
suriwipawan.k@siu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ทาร์โร่ ยามาเน่ย์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยความสำเร็จทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r = .685–.846) ซึ่งวัฒนธรรมองค์กร (X₄) มีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = .820) รองลงมา ได้แก่ โครงสร้างองค์กร (X₃) (r = .792) และการมุ่งอนาคตและควบคุมตน (X₆) (r = .774) ขณะที่ลักษณะผู้รับบริการ (X₁) มีความสัมพันธ์ต่ำที่สุดแต่ยังอยู่ในระดับสูง (r = .701) นอกจากนี้ ปัจจัยความสำเร็จโดยรวมมีความสัมพันธ์กับการบริหารสถานศึกษาโดยรวมในระดับสูงมาก (r = .842) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า วัฒนธรรมองค์กร (X₄) โครงสร้างองค์กร (X₃) การมุ่งอนาคตและควบคุมตน (X₆) และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (X₅) สามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 70.90 (R² = .709) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .842 ทั้งนี้ วัฒนธรรมองค์กรเป็นตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์สูงสุด (Beta = .421) สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษาอย่างชัดเจน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/3549
ปัจจัยทางการบริหารกับประสิทธิผลในงานของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย
2026-08-18T16:08:41+07:00
มลธิชา กองพรม, ในตะวัน กำหอม และ ภาคภูมิ ทองลาด
suriwipawan.k@siu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในงานของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ทาร์โร่ ยามาเน่ย์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยทางการบริหารทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลในงานของบุคลากรทางการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r = .688 – .857) และปัจจัยทางการบริหารโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลในงานโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (r = .842) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำของผู้บริหารมีความสัมพันธ์สูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ การทำงานเป็นทีม การมุ่งอนาคตและควบคุมตน และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ปัจจัยทางการบริหารที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลในงานของบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร การทำงานเป็นทีม การมุ่งอนาคตและควบคุมตน และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลในงานได้ร้อยละ 70.90 (R² = .709) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .842 ทั้งนี้ ภาวะผู้นำของผู้บริหารเป็นตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์สูงสุด รองลงมา ได้แก่ การทำงานเป็นทีม การมุ่งอนาคตและควบคุมตน และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ตามลำดับ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/3550
ปัจจัยนิเวศวิทยาการบริหารกับประสิทธิผลงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
2026-08-11T15:59:46+07:00
สตรีรัตน์ จุลศรี, ในตะวัน กำหอม และ อมรินทร์ เหนือร้อยเอ็ด
suriwipawan.k@siu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยนิเวศวิทยาการบริหารกับประสิทธิผลงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ทาร์โร่ ยามาเน่ย์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยนิเวศวิทยาการบริหารทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลงานวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r = .716 – .851) และปัจจัยนิเวศวิทยาการบริหารโดยรวมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลงานวิชาการโดยรวมในระดับสูงมาก (r = .851) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า เชื่ออำนาจในตน มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลงานวิชาการโดยรวมสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ เหตุผลเชิงจริยธรรม ด้านการบริหาร และด้านครูผู้สอน ตามลำดับ ส่วนด้านผู้ปกครองและชุมชนมีความสัมพันธ์ต่ำที่สุด แต่ยังอยู่ในระดับสูง ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลงานวิชาการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ เชื่ออำนาจในตน ด้านการบริหาร เหตุผลเชิงจริยธรรม และด้านสื่อและเทคโนโลยีด้านการศึกษา โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลงานวิชาการได้ร้อยละ 72.40 (R² = .724) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .851 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจัยนิเวศวิทยาการบริหารมีอิทธิพลต่อประสิทธิผลงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาในระดับสูงมาก</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/3551
อิทธิพลของปัจจัยคุณธรรมและจริยธรรมกับความสุขในการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
2026-08-18T16:09:27+07:00
อรณีย์ ผลคล้ำ, ในตะวัน กำหอม และ อมรินทร์ เหนือร้อยเอ็ด
suriwipawan.k@siu.ac.th
<p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ <span style="letter-spacing: -.3pt;">ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยคุณธรรมและจริยธรรมกับความสุขในการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร</span></span> <span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ <span style="letter-spacing: -.5pt;">บุคลากรทางการศึกษา </span>จำนวน </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">385 <span lang="TH">คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ทาร์โร่ ยามาเน่ย์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </span></span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยคุณธรรมและจริยธรรมทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">01 <span lang="TH">โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (</span>r = .689 – .871) <span lang="TH">และปัจจัยคุณธรรมและจริยธรรมโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (</span>r = .857) <span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</span>01<span lang="TH"> เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความยุติธรรมมีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความเมตตากรุณา เจตคติเชิงจริยธรรม และเหตุผลเชิงจริยธรรม ตามลำดับ ส่วนด้านความสุขในการทำงาน พบว่า ด้านน้ำใจงามมีความสัมพันธ์กับปัจจัยคุณธรรมและจริยธรรมโดยรวมสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านสุขภาพดี ด้านการหาความรู้ ด้านสังคมดี และด้านการผ่อนคลาย ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ปัจจัยคุณธรรมและจริยธรรมที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสุขในการทำงานของบุคลากรทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</span>01 <span lang="TH">ได้แก่ ด้านความยุติธรรม ด้านความเมตตากรุณา เจตคติเชิงจริยธรรม และเหตุผลเชิงจริยธรรม โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความสุขในการทำงานได้ร้อยละ </span>73.50 (R² = .735) <span lang="TH">และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .</span>857 <span lang="TH">ทั้งนี้ ด้านความยุติธรรมเป็นตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์สูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความเมตตากรุณา เจตคติเชิงจริยธรรม และเหตุผลเชิงจริยธรรม ตามลำดับ โดยสามารถสร้างสมการพยากรณ์ความสุขในการทำงานได้ทั้งในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JESIU/article/view/2725
การเล่าเรื่องกับความฉลาดรู้ทางสิ่งแวดล้อมในเด็กปฐมวัย
2026-08-11T13:44:49+07:00
ปรียาภรณ์ ทองชุมนุม, กมลวรรณ อังศรีสุรพร และ รพนิตา ชอบทำกิจ
priyapon.2003@gmail.com
<p>แนวคิดเกี่ยวกับการเล่าเรื่องในการจัดการเรียนรู้ และการใช้การเล่าเรื่องเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสิ่งแวดล้อม (Eco-literacy) ของเด็กปฐมวัย โดยอาศัยการศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์ เป็นแนวคิดที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย เนื่องจากช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทัศนคติและพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ</p> <p>การเล่าเรื่อง (Storytelling) ถือเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เนื่องจากช่วยกระตุ้นความสนใจ จินตนาการ และอารมณ์ของเด็ก ผ่านตัวละคร เหตุการณ์ และสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ผ่านเรื่องเล่าสามารถถ่ายทอดแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความซับซ้อนให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น และช่วยเชื่อมโยงความรู้ไปสู่การปฏิบัติในชีวิตจริง นอกจากนี้ ยังพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการใช้การเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสิ่งแวดล้อม (Eco-literacy) ได้แก่ ความเหมาะสมของเนื้อหาเรื่องเล่ากับพัฒนาการของเด็ก บทบาทของครู การมีส่วนร่วมของเด็ก และการเชื่อมโยงเรื่องเล่ากับกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับครูปฐมวัยในการออกแบบและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร