วารสารบริหารธุรกิจราชมงคลสุวรรณภูมิ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JBURUS <p><img src="https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JBURUS/libraryFiles/downloadPublic/81" /></p> <p> </p> <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p>วารสารบริหารธุรกิจราชมงคลสุวรรณภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในศาสตร์ดังนี้</p> <p>การจัดการองค์กรภาครัฐและภาคธุรกิจ การจัดการอุตสาหกรรม การบริหารเชิงกลยุทธ์ การบริหารทรัพยกรมนุษย์ การบริหารการปฏิบัติการ การตลาด การตลาดดิจิทัล เอกชน ด้านการตลาด การบัญชี การเงินและการลงทุน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจระหว่างประเทศและการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน การจัดการนวัตกรรมบริการ รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> <strong>1) บทความพิเศษ (Special Articles)</strong> บทความพิเศษทางวิชาการที่นำเสนอองค์ความรู้ทางวิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการหรือวิชาชีพ</p> <p> <strong>2) บทความวิชาการ (Academic Article)</strong> เป็นบทความที่เขียนขึ้นในลักษณะวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือเสนอแนวคิดใหม่ จากพื้นฐานทางวิชาการที่ได้เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการของตนเองหรือของผู้อื่น หรือเป็นบทความทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นความรู้ที่มีประโยชน์แก่คนทั่วไป</p> <p> <strong>3) บทความวิจัย (Research Article)</strong> เป็นบทความที่มีการค้นคว้าอย่างมีระบบ และมีความมุ่งหมายชัดเจน เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือหลักการบางอย่างที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้า หรือการนำวิชาการมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ บทความวิจัยมีรูปแบบของการวิจัยตามหลักวิชาการ เช่น มีการตั้งสมมติฐานหรือมีการกำหนดปัญหาที่ชัดเจน สมเหตุ โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ที่เด่นชัด แน่นอน มีการรวบรวมข้อมูล พิจารณาวิเคราะห์ ตีความ และสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบหรือบรรลุวัตถุประสงค์</p> <p><strong> 4) บทความปริทรรศน์ (Review Article)</strong> เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ </p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ได้รับตีพิมพ์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความ (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind Peer Review) โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยเสนอหรือกำลังตีพิมพ์ในวารสารวิชาการใดมาก่อน</p> <p> รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอดผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารได้กำหนดความซ้ำซ้อนของผลงานด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 20%</p> <p> ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารบริหารธุรกิจราชมงคลสุวรรณภูมิ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <div id="history"> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</strong></p> <p> วารสารนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ โดยได้รับการสนับสนุนวารสารจาก คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ</p> </div> คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ th-TH วารสารบริหารธุรกิจราชมงคลสุวรรณภูมิ การพัฒนาสมรรถนะพลเมืองของสภาเด็กและเยาวชน ในเขตเทศบาลเมืองบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JBURUS/article/view/3172 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะพลเมืองของสภาเด็กและเยาวชนในเขตเทศบาลเมืองบ้านกรด 2) ศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะพลเมืองของสภาเด็กและเยาวชนในเขตเทศบาลเมืองบ้านกรด 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะพลเมืองของสภาเด็กและเยาวชนในเขตเทศบาลเมืองบ้านกรด การวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สมาชิกสภาเด็กและเยาวชนเทศบาลเมืองบ้านกรด จำนวน 105 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) รวมทั้งการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 13 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะพลเมืองของสภาเด็กและเยาวชนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านแรงจูงใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X̄ = 4.20, S.D. = 0.57) รองลงมา ได้แก่ ด้านความสามารถ (X̄ = 4.19, S.D. = 0.57) ด้านทักษะ (X̄ = 4.15, S.D. = 0.61) ด้านความรู้ (X̄<em> </em>= 4.08, S.D. = .63) และด้านคุณลักษณะ (X̄ = 3.86, S.D. = 0.53) ตามลำดับ 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่ง และระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ไม่มีความแตกต่างของความคิดเห็นต่อสมรรถนะพลเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) สำหรับแนวทางการพัฒนา พบว่า ควรส่งเสริมอย่างครอบคลุมทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านความสามารถ ด้านคุณลักษณะ และด้านแรงจูงใจ โดยเน้นการพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานจริง การเสริมสร้างคุณลักษณะที่เหมาะสม และการสร้างแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับสมรรถนะพลเมืองของสภาเด็กและเยาวชน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของเยาวชนในระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สุนิสา ภาคาแสวง อภิชาติ พานสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-03 2026-08-03 3 2 1 24 10.14456/jburus.2026.6 ภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะของผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JBURUS/article/view/3191 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบางเจ้าฉ่า 2) ศึกษาประสิทธิภาพของการให้บริการสาธารณะของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบางเจ้าฉ่า 3) ศึกษาภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบางเจ้าฉ่า การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในพื้นที่ตำบล<br />บางเจ้าฉ่า จำนวน 8 หมู่บ้าน รวม 356 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถและด้านวิสัยทัศน์ รองลงมาคือด้านการมีอิทธิพล ด้านการสร้างแรงจูงใจ ด้านการเป็นแบบอย่าง และด้านการสร้างความร่วมมือ ตามลำดับ 2) ประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความชัดเจนของการบริการ<br />ด้านความพร้อมของการบริการ และด้านความเท่าเทียม รองลงมาคือด้านการให้บริการและด้านความรวดเร็ว 3) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยภาวะผู้นำด้านการสร้างแรงจูงใจ และด้านวิสัยทัศน์ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่า Sig = 0.00 และมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง สามารถร่วมกันทำนายประสิทธิภาพ การให้บริการสาธารณะได้ร้อยละ 54.00 (R<sup>2</sup> = 0.54)</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าภาวะผู้นำมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะด้านการสร้างแรงจูงใจและการกำหนดวิสัยทัศน์ ซึ่งควรได้รับการส่งเสริมเพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> กมลชนก วัสสา อภิชาติ พานสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-03 2026-08-03 3 2 25 41 10.14456/jburus.2026.7 แนวทางการพัฒนาการให้บริการงานสวัสดิการสังคม ขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JBURUS/article/view/3205 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการให้บริการงานสวัสดิการสังคมขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการงานสวัสดิการสังคมขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการให้บริการด้านงานสวัสดิการสังคมของ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม โดยการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม จำนวน 400 คน และกลุ่มตัวอย่างของข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน One - Way ANOVA และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการงานสวัสดิการสังคมขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจ ตามลำดับ 2) ปัจจัยด้านอาชีพและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันส่งผลให้มีความคิดเห็นต่อการให้บริการงานสวัสดิการสังคมขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ในด้านสังคมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางการพัฒนาที่เสนอครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นมิติสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเน้นการวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและการติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง</p> วลัยกร สุขประเสริฐ อภิชาติ พานสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-03 2026-08-03 3 2 42 67 10.14456/jburus.2026.8 Digital Media Innovation for Sustainable Economic Enhancement: A Case Study of Agricultural Flood-Retention Communities in Phra Nakhon Si Ayutthaya Province https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JBURUS/article/view/3561 <p>This area-based development research aims to: 1) analyze the economic and marketing potential of community products, and 2) develop 3D Augmented Reality (AR) media to promote sustainable occupations during the flood season for agricultural flood-retention communities in Thap Nam Subdistrict, Bang Pahan District, Phra Nakhon Si Ayutthaya Province. Transitioning from economic volatility (VUCA) to post-pandemic fragility (BANI), the study employed a mixed-methods approach. Using baseline field data collected during 2021 and contextualized through the post-pandemic BANI paradigm, quantitative data were assessed using economic feasibility and sensitivity analyses, while qualitative data were analyzed via the TOWS matrix to formulate strategic implementations.</p> <p>The results revealed that safe vegetable (salad) and lime products are highly economically feasible and resilient, withstanding up to a 15% change in selling prices and input costs. Strategic analysis indicated the necessity of enhancing product visibility; thus, AR media was developed as a corrective strategy for lime and a preventive strategy for salad products. Through community participation, an AR application featuring the “Nong Thap Nam” brand identity was created to bridge the incomprehensibility of digital markets and reduce consumer anxiety. Field trials involving 50 general users and expert assessments by 5 specialists demonstrated that the AR media was highly appropriate in content and usability, effectively increasing product awareness. Ultimately, this study proposes a new conceptual framework utilizing AR innovation as a strategic intervention for community enterprises operating within a BANI environment, serving as a replicable model for building economic resilience in flood-prone agricultural communities.</p> Kanokporn Pakeechai Adisak Sarathum Sasinan Sastsara Kanokkarn Klomklaw Choklap Mankong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-22 2026-08-22 3 2 68 91 10.14456/jburus.2026.9 ข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ นวัตกรรม และการเติบโตของกิจการ: หลักฐานเชิงประจักษ์จากวิสาหกิจไทยในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JBURUS/article/view/3542 <p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์อิทธิพลของข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment Constraints: BEC) ที่มีต่อนวัตกรรมของวิสาหกิจไทย 2) วิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและอิทธิพลรวมของข้อจำกัดดังกล่าวที่มีต่อการเติบโตของกิจการ และ 3) ตรวจสอบบทบาทการส่งผ่านของนวัตกรรมในความสัมพันธ์ระหว่างข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจกับการเติบโตของกิจการ การศึกษาใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจวิสาหกิจของธนาคารโลกประเทศไทยรอบล่าสุด ครอบคลุมกิจการ 6 กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มตัวอย่างสมบูรณ์จำนวน 558 กิจการ วิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) โดยกำหนดให้ข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเป็นตัวแปรแฝงแบบก่อตัวจากตัวชี้วัด 6 ตัว และทดสอบนัยสำคัญด้วยวิธี Bootstrapping จำนวน 5,000 รอบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีอิทธิพลทางบวกต่อนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.361, p &lt; .001) โดยแรงกดดันการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเป็นองค์ประกอบที่มีน้ำหนักสูงสุด และยังมีอิทธิพลทางตรงต่อการเติบโตของกิจการ (β = 0.099, p = .044) รวมทั้งมีอิทธิพลรวมเท่ากับ 0.127 (p = .004) โดยนวัตกรรมทำหน้าที่ส่งผ่านบางส่วน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 22 ของอิทธิพลรวม (นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .10) ผลลัพธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดนวัตกรรมเชิงความจำเป็น (necessity-driven innovation) ที่มองว่าแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเป็นแรงผลักให้กิจการต้องปรับตัวด้วยนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอด มากกว่าเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตตามที่วรรณกรรมดั้งเดิมเสนอไว้ ขณะเดียวกัน กิจการในสาขาโรงแรมมีการเติบโตสูงกว่าสาขาอื่นอย่างชัดเจน (β = 0.248, p &lt; .001) สะท้อนการฟื้นตัวรายสาขาที่ไม่ทั่วถึงในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19</p> <p>ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นแนวทางเชิงนโยบายที่นำไปใช้ได้จริง ได้แก่ การลดขั้นตอนและเวลาที่ผู้ประกอบการต้องใช้ติดต่อราชการ การช่วยให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสร้างนวัตกรรมได้ง่ายขึ้น และการออกแบบมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เหมาะกับแต่ละสาขาธุรกิจ แทนที่จะใช้มาตรการเดียวกันทั้งหมด</p> วิทวัส ขัดทาน อิทธิฤทธิ์ วงศ์ไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 3 2 92 114 10.14456/jburus.2026.10