วารสารสิปปวัฒนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></p> <ol> <li><strong> วัตถุประสงค์</strong> เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์การวิจัยที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์สังคมไทยและสังคมโลก รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากรทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย โดยมีขอบเขตเนื้อหาในสาขาศิลปกรรมศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา ปรัชญา และศาสนา มานุษยวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สารสนเทศ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมสหวิทยาการ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</li> <li><strong>ประเภทผลงานที่ตีพิมพ์</strong> ประกอบด้วย บทความวิจัย และบทความวิชาการ </li> <li><strong> ขอบเขตเนื้อหา</strong> ประกอบด้วยด้านศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ นาฏศิลป์ ศิลปกรรม ดนตรี สหวิทยาการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ด้านสังคมวัฒนธรรม ได้แก่ ภาษาและวรรณกรรม การพัฒนาชุมชน สังคม และท้องถิ่น วัฒนธรรมการแต่งกาย วัฒนธรรมอาหาร ประเพณี การท่องเที่ยว การจัดการวัฒนธรรม ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ และนิติรัฐศาสตร์ ศาสตร์สาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง</li> <li><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ </strong>ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</li> <li><strong>กำหนดพิมพ์เผยแพร่</strong> ปีละ 2 ฉบับ</li> </ol> <p> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม ของทุกปี<br /> </p> <p><strong>เกณฑ์การตีพิมพ์</strong></p> <ol> <li>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน</li> <li>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ เป็นบทความที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพและมีประโยขน์ โดยผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากผู้ทรงวุฒิ (Peer Review) ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่บทความ<strong>เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ</strong> กระบวนการพิจารณาบทความผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</li> <li>ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือจริยธรรม (Ethics) งานวิจัยต้องไม่ละเมิดจริยธรรม เช่น การลอกเลียนแบบผลงานผู้อื่น หรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์</li> <li>กองบรรณาธิการอาจส่งผลการประเมินของผู้ทรงวุฒิให้ผู้เขียนแก้ไขเพิ่มเติมหรือพิมพ์ต้นฉบับใหม่แล้วแต่กรณี</li> <li>กองบรรณาธิการของสงวนสิทธิ์ในการตรวจแก้ไขรูปแบบบทความที่ส่งตีพิมพ์</li> <li>บทความที่ไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ทราบ แต่ไม่ส่งต้นฉบับคืนผู้เขียน</li> </ol> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong></p> <p> วารสารสิปปวัฒนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี <strong>สามารถส่งบทความได้ </strong><strong>2 ประเภท</strong> ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ <strong style="font-size: 0.875rem;"> </strong></p> <p><strong>การตรวจสอบบทความ และพิสูจน์อักษร</strong></p> <p> วารสารสิปปวัฒนะ ได้กำหนดการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการการตรวจสอบการคัดลอกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ CopyCatch (Copyright, Academic Work and Thesis Checking System) โดยจะต้องมีระดับความซ้ำซ้อน ไม่เกิน 20% </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <br /></strong> *ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ *<br /><br /><strong> ISSN : XXXX-XXXX (Online)</strong><br /><br /><strong>เจ้าของ </strong> สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี<br /> เลขที่ 2 ถนนราชธานี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 34000<strong><br /> โทรศัพท์ : </strong>0 4535 2000 ต่อ 1041 <strong><br /> อีเมล์ : </strong>info.audif@ubru.ac.th<br /> <strong>เว็บไซต์ : </strong>https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS</p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร jakawan.w@ubru.ac.th (บรรณาธิการวารสารวัฒนศิลปสาร ) pidchayathida.p@ubru.ac.th (นางสาวปณิดา ธรรมวงค์ และนางสาวพิชญธิดา ผิวละมุล) Tue, 30 Jun 2026 22:35:18 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปราสาทตามอญกับการสืบสานวัฒนธรรมชุมชนโบราณตำบลบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/3358 <p>ปราสาทตามอญ เป็นปราสาทที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่นในเขตอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งปราสาทตามอญเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อ และศรัทธาของคนในชุมชน มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในบทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชุมชนโบราณตำบลบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ไปพร้อมกับการศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตของคนในชุมชนปราสาทตามอญ และหาแนวทางการสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นในเขตปราสาทตามอญ ผลการศึกษาพบว่าชุมชนโบราณตำบลบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ได้ตั้งอยู่ในยุคสมัยปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือสมัยต้นรัตนโกสินทร์ และมีการค้นพบว่าปราสาทตามอญ ได้ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยเดียวกันกับการก่อนตั้งชุมชน สำหรับแนวทางการสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นในเขตปราสาทตามอญ คือ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การอนุรักษ์ สืบสาน ประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมาในอดีต การนำเยาวชนมารับการถ่ายทอด และการสร้างรายได้จากภูมิปัญญาโดยการพัฒนาสินค้าและบริการให้เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว จากแนวทางดังกล่าวข้างต้นจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรมให้กับคนในชุมชนได้</p> วรรณา ศรีเจริญ, เกศราพร ดวงงาม, ชวลิต นวนิล, ขวัญกองทุน แผ่นทอง, วิจิตรา โพธิสาร, ไพรนรินทร์ ดีด่านค้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิปปวัฒนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/3358 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Appraisal of Digital Maturity Levels for EFL Learners: Benefits for Pedagogical Actions https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/1994 <p>This study aimed to (1) assess the digital maturity levels of EFL learners in relation to institutional digital readiness within a Thai higher education context, (2) examine the relationship between learners’ digital maturity and English language proficiency, and (3) identify the institutional and pedagogical factors influencing the development of digital maturity. A mixed-methods design was employed, involving 63 third-year English major students selected through simple random sampling based on Krejcie and Morgan’s (1970) table. Quantitative data were collected via questionnaires, while qualitative insights were obtained from semi-structured interviews with five participants. The findings revealed that learners demonstrated a high level of digital maturity and effectively utilized digital tools to enhance language learning. A strong positive correlation was observed between digital maturity and English proficiency, indicating that digitally competent learners tended to perform better academically. Qualitative results highlighted that access to resources, teacher guidance, and institutional support were key enablers, whereas limited infrastructure constrained progress. The study contributes new evidence by contextualizing digital maturity within Thai EFL education, underscoring the need to integrate digital and traditional approaches and to strengthen institutional readiness to maximize learning outcomes.</p> Nisachon Dittwiboon, Piyawan Srangklang, Prapassara Promwongsa, Chaleomkiet Yenphech ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิปปวัฒนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/1994 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Gender, Spirits, and the Future of Spiritual Meaning in Lower Northeastern Thai Folk Culture https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/2727 <p>This conceptual article examines the relationship between gender, spirits, and the future of spiritual meaning in Lower Northeastern Thai folk culture. It aims to explain how spirits function as cultural and moral structures, how gender and gender diversity are negotiated through spirit-related practices and mediumship, and how spiritual meaning is being re-signified under changing social conditions. The study employs a qualitative conceptual approach based on the review and thematic synthesis of relevant scholarship in anthropology, folklore, gender studies, Thai cultural studies, and spirit mediumship research. The analysis shows that spirits are not fading remnants of tradition, but adaptive cultural infrastructures that continue to shape moral life, ritual legitimacy, and community interpretation. It also finds that spirit-related roles may provide culturally intelligible spaces for negotiating gendered difference, although such recognition remains conditional and uneven. The article concludes that the future of spiritual meaning in Lower Northeastern Thailand is shaped less by disappearance than by ongoing symbolic reconfiguration as local communities renegotiate gender, morality, and personhood.</p> Taisith Kruasom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิปปวัฒนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/2727 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการบรรเลงซออู้เพลงโหมโรงหุ่นกระบอก https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/3127 <p>การวิจัยเรื่อง กระบวนการบรรเลงซออู้ในเพลงโหมโรงหุ่นกระบอก กรณีศึกษาการถ่ายทอดของครูสุริยะ <br />ชิตท้วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการบรรเลง ลักษณะทางดนตรี และวิเคราะห์การบรรเลงซออู้ในเพลงโหมโรงหุ่นกระบอก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการศึกษาภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการบันทึกการบรรเลงซออู้จากครูสุริยะ ชิตท้วม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงสังคีตลักษณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการบรรเลงซออู้ในเพลงโหมโรงหุ่นกระบอกมีรูปแบบและลำดับขั้นตอนที่สืบทอด กันมาอย่างเป็นระบบ ซออู้ทำหน้าที่เป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินทำนองและถ่ายทอดอารมณ์ของการแสดง โครงสร้างทำนองประกอบด้วยช่วงขึ้นเพลง ช่วงทำนองหลัก และช่วงลงจบ ดำเนินอยู่ในระบบเสียงปัญจมูล<br />ทางกลางแหบ ใช้จังหวะฉิ่งสองชั้นแบบจีนร่วมกับหน้าทับจีน นอกจากนี้ยังพบการใช้เทคนิคการบรรเลงซออู้ที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การพรมเสียง การสะบัดนิ้ว การรูดเสียง และการใช้คันชักอย่างมีแบบแผน</p> วสวัตติ์ ทองรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิปปวัฒนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/3127 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้ที่มีต่อการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของเมืองพัทยา https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/3218 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ต่อองค์ประกอบเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของเมืองพัทยา 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการรับรู้ต่อองค์ประกอบเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของเมืองพัทยา เมื่อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาชน จำนวน 420 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Least Significant Difference ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการรับรู้ต่อองค์ประกอบเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของเมืองพัทยาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยรับรู้ด้านการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากที่สุด ขณะที่ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนมีระดับการรับรู้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับองค์ประกอบอื่น ผลการเปรียบเทียบพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุต่างกันมีระดับการรับรู้ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.050 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า เพศมีความแตกต่างในด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และกิจกรรมและเทศกาล ส่วนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีความแตกต่างในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านภาพยนตร์ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองพัทยาสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารเชิงกลุ่มเป้าหมาย การลดช่องว่างของการรับรู้ระหว่างกลุ่ม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์อย่างครอบคลุมและยั่งยืน</p> โสภาวรรณ ศรีฉ่อง, ธนพล อินประเสริฐกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิปปวัฒนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/JASCS/article/view/3218 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700