https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/issue/feedวารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม2026-08-16T00:00:00+07:00ผู้ช่วยศาสาตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์พงษ์ จันทชโลบลjournalbusinessinnovation@mail.rmutk.ac.thOpen Journal Systems<p>ISSN: 3027-8228 (Online)</p> <p>วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม (Journal of Business and society innovation)</p> <p>กำหนดออก : 3 ฉบับต่อปี</p> <p>ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม)</p>https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3304บทบาทและหน้าที่ทนายความในกระบวนการยุติธรรมดิจิทัล: การวิเคราะห์เชิงกฎหมายและเทคโนโลยีของไทย2026-05-20T16:05:24+07:00อัครวิชช์ รอบคอบphaiboon.r@mbs.msu.ac.thธงชัย ผลรุ่งphaiboon.r@mbs.msu.ac.thชัชวรรณ์ ลีโรจนวุฒิกุลchartchwan.le@rmu.ac.th<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการยุติธรรมดิจิทัลต่อบทบาทและหน้าที่ของทนายความไทย ภายใต้บริบทของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ พยานหลักฐานดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน และการพิจารณาคดีทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากรอบกฎหมายและระเบียบที่กำกับกระบวนการยุติธรรมดิจิทัลของไทย (2) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงบทบาทของทนายความภายใต้บริบทเทคโนโลยีดิจิทัล (3) ประเมินผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อการปฏิบัติวิชาชีพกฎหมาย (4) ศึกษาประเด็นด้านจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และ (5) เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาชีพทนายความไทยในอนาคต การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสารร่วมกับการวิเคราะห์เชิงนโยบาย โดยศึกษากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ งานวิจัย และวรรณกรรมทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนั้นนำมาวิเคราะห์เนื้อหาและสังเคราะห์เชิงประเด็นเพื่ออธิบายพลวัตการเปลี่ยนแปลงของวิชาชีพกฎหมายภายใต้กระบวนการยุติธรรมดิจิทัล ผลการศึกษาพบว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมดิจิทัลได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อการปฏิบัติงานของทนายความอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินคดีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ การจัดการพยานหลักฐานดิจิทัล การพิจารณาคดีทางไกล และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการค้นคว้ากฎหมาย การวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดการเอกสารทางคดี อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวยังคงเผชิญความท้าทายด้านความถูกต้องของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใสของระบบอัตโนมัติ ความลำเอียงของอัลกอริทึม และความรับผิดชอบทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ บทความเสนอองค์ความรู้ใหม่ในรูปของกรอบแนวคิด “ทนายความยุคดิจิทัลบูรณาการ” (Integrated Digital Lawyer: IDL) ซึ่งอธิบายสมรรถนะสำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติวิชาชีพในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย ความรู้ทางกฎหมาย สมรรถนะด้านเทคโนโลยี การจัดการพยานหลักฐานดิจิทัล การกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และจริยธรรมดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ มากกว่าการทดแทนดุลพินิจทางกฎหมายของมนุษย์ อันจะนำไปสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักนิติธรรมในอนาคต</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/2770A Mechanism to Promote Large Businesses towards Operating as Social Enterprises through Business Collaboration with Small and Medium-sized Enterprises (SMEs)2026-03-12T09:01:30+07:00Sanya Kenaphoomzumsa_17@hotmail.comThanyachanok PawalaThanyachanok.pa@rmu.ac.thSomboon Kaewlamaisomboon_keaw@hotmail.com<p>This study aims to: (1) examine the role and concept of social enterprises in business and social development, particularly in the context of Thailand; (2) analyze the mechanisms for promoting large businesses to operate as social enterprises; and (3) investigate the models of business collaboration between large enterprises and small and medium-sized enterprises (SMEs). The investigation utilized a qualitative documentary methodology. We got the right documents from academic databases and public sources like Scopus, ScienceDirect, SpringerLink, and Google Scholar. The criteria for selection included scholarly articles that had been peer-reviewed, policy studies, and other research that dealt with social enterprise, business collaboration, corporate social responsibility, and the growth of small and medium-sized businesses (SMEs). The chosen materials were published in the last 20 years and were chosen based on how relevant, credible, and consistent they were with the study's goals. We used content analysis to look at [insert number] documents by putting them into groups and putting them together.</p> <p> The results show that getting large businesses to work as social enterprises needs support from many different sectors through three main ways: (1) policy and legal mechanisms, such as regulatory frameworks, legal recognition, and public support measures; (2) economic incentive mechanisms, such as tax breaks, financial support, and ways to lower the risk of socially oriented investments; and (3) collaborative network mechanisms, such as partnerships between large businesses and SMEs in the forms of business networking, joint value chain development, and knowledge, technology, and innovation transfer. This kind of partnership makes small and medium-sized businesses stronger, creates more jobs in the community, and helps build a fairer and longer-lasting economy. The report indicates that governments should make clear legal frameworks and support measures for social companies. At the same time, big corporations should engage with small businesses to build stronger networks to help company growth and long-term social and economic development.</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3329ความสัมพันธ์ระหว่างความผันผวนของตลาด Forex กับปริมาณการติดต่อ ฝ่ายบริการลูกค้า กรณีศึกษา VT Markets ปี 25672026-05-11T08:38:23+07:00อัฟฟาน มะดาอิงaffanmdng56@gmail.comลลิตา หงษ์รัตนวงศ์lalita_hon@utcc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน กับปริมาณการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงิน กรณีศึกษา VT Markets ในช่วงปี พ.ศ. 2567 และเพื่อวิเคราะห์ระดับความผันผวนของตลาดด้วยแบบจำลอง GARCH(1,1) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณกับข้อมูลอนุกรมเวลารายวัน (Daily Time Series Data) จำนวน 366 วัน ของความผันผวนของดัชนีราคาสินทรัพย์และคู่สกุลเงินหลัก ได้แก่ EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY และ XAU/USD (ทองคำ) ซึ่งข้อมูลความผันผวนคำนวณสะท้อนผ่านมาตรวัด Conditional Variance ด้วยแบบจำลอง GARCH(1,1) เพื่อใช้เป็นตัวแปรต้นหลักร่วมกับตัวแปรควบคุม ทางเศรษฐกิจและประชากรศาสตร์ในขณะที่ปริมาณการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าผ่านช่องทาง Live Chat และอีเมลทำหน้าที่เป็นตัวแปรตามในพาร์ทการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เบื้องต้นผู้วิจัยใช้สถิติ Spearman's Rank Correlation และใช้แบบจำลองการถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression) เป็นเครื่องมือ หลักในการทดสอบสมมติฐานเชิงลึก ผลการศึกษาจากการถดถอยพหุคูณพบว่า ความผันผวนของตลาด Forex มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ต่อปริมาณการติดต่อ ฝ่ายบริการ ลูกค้าโดยแบบจำลองการถดถอยพหุคูณมีความสามารถในการอธิบายความแปรปรวนของปริมาณการติดต่อได้ในระดับสูงมาก (Adjusted R² = 0.719) ขณะที่ตัวแปร ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ รายได้เฉลี่ยของลูกค้า และมูลค่านำเข้า-ส่งออกของประเทศ มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อปริมาณการติดต่ออย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ผลการวิจัยนี้ช่วยยืนยัน สมมติฐานและสอดคล้องกับทฤษฎี Information Seeking under Uncertainty ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของตลาดกระตุ้นให้นักลงทุนแสวงหาข้อมูลและการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ประโยชน์ของงานวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนกำลังคน (Capacity Planning) ของฝ่ายบริการลูกค้าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการกำหนดเกณฑ์ระดับความผันผวน (Volatility Threshold) เพื่อเปิดใช้งานระบบตอบกลับอัตโนมัติ (AI Chatbot) และระบบ FAQ ในช่วงที่ตลาดเผชิญ ภาวะ Peak Demand ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3357พฤติกรรม การยอมรับ และผลกระทบของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้ใช้บริการในธุรกิจการท่องเที่ยวและสายการบินในประเทศไทย2026-05-15T21:14:48+07:00ธีรรัตน์ สัมพันธวงค์teerarat.sumpun@gmail.com<p>การวิจัยเรื่อง “พฤติกรรม การยอมรับ และผลกระทบของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของผู้ใช้บริการในธุรกิจการท่องเที่ยวและ สายการบินในประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับความคิดเห็นและการยอมรับการใช้ AI รวมถึงผลกระทบของการใช้ AI ในธุรกิจการท่องเที่ยวและสายการบิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ใช้บริการธุรกิจการท่องเที่ยวและสายการบินในประเทศไทย จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เคยใช้บริการที่มีการนำ AI มาใช้ คิดเป็นร้อยละ 93.75 โดยรูปแบบการใช้งานที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ ระบบ Self Check-in รองลงมา ได้แก่ ระบบแปลภาษาอัตโนมัติ และระบบ Chatbot ตอบคำถาม ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ AI เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้บริการ ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการยอมรับการใช้ AI พบว่า โดยภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.70, S.D. = 0.59) โดยเห็นว่า AI ช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการด้านการจอง การเช็กอิน และการให้บริการลูกค้า รวมถึงช่วยตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล และช่วยให้การวางแผนการเดินทางง่ายขึ้น สำหรับผลกระทบของการใช้ AI พบว่า โดยภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.98) โดยเห็นว่า AI ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ เพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ AI ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยวและสายการบินในยุคดิจิทัล</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3378ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหนี้สินกับคุณภาพชีวิต ในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-05-20T12:12:05+07:00กมลวรรณ โยธินอุปไมยpar180142@gmail.com<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะและระดับภาวะหนี้สินของประชาชนในกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ผลกระทบของหนี้สินต่อคุณภาพชีวิต และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับหนี้ ความสุข โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ โดยในจำนวนดังกล่าวมีผู้ที่มีภาระหนี้สินจำนวน 279 คน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับภาระหนี้สิน และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21–30 ปี รายได้ 15,001–30,000 บาท และร้อยละ 69.75 มีหนี้สิน ส่วนใหญ่เป็นหนี้จากธนาคารวงเงินไม่เกิน 50,000 บาทและชำระตรงเวลา แม้ว่าหนี้จะช่วยให้ความคล่องตัวทางการเงินดีขึ้น แต่ร้อยละ 39.43 มีความเครียดจากภาระหนี้ และต้องการให้รัฐมีมาตรการช่วยเหลือ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความสุข สะท้อนว่าภาระการเงินส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งด้านบวกและลบ งานวิจัยชี้ถึงความจำเป็นของการบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบและบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนนโยบายลดภาระหนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตของประชาชนในเขตเมือง โดยเฉพาะในบริบทค่าครองชีพสูงของกรุงเทพมหานคร</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3386การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภคกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกใช้บริการร้านอาหารอีสานในเขตตำบลไชยมงคล อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา2026-05-19T15:57:07+07:00โยษิตา ศรีทองกูลsomzayoositar@gmail.comบุญมา อิ่มวิเศษimwised@hotmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยประสมทางการตลาดในการเลือกใช้บริการร้านอาหารอีสาน โดยการจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยประสมทางการตลาดในการเลือกใช้บริการร้านอาหารอีสาน โดยการ จำแนกตามพฤติกรรมการผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านอาหารอีสานในเขตตำบลไชยมงคล อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test และ One-way ANOVAผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อปัจจัยประสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.14, S.D. = 0.59) โดยด้านราคามีค่าเฉลี่ยสูงสุด (Mean = 4.45, S.D. = 0.52)โดยด้านราคามีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านบุคลากร ด้านสถานที่ และด้านลักษณะทางกายภาพ ผลการเปรียบเทียบพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ มีผลต่อความคิดเห็นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่เพศชายและเพศหญิงมีความคิดเห็นต่อปัจจัยทางการตลาดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ประกอบการร้านอาหารอีสาน โดยผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาอาหารให้อยู่ในช่วงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยอมรับได้ (ประมาณ 201–300 บาทต่อครั้งตามพฤติกรรมการใช้บริการของกลุ่มตัวอย่าง) พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพอาหารและมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่องการพัฒนาคุณภาพอาหาร และการยกระดับมาตรฐานการบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3453กลยุทธ์การตลาดอุตสาหกรรมฮาลาลในบริบทโลก: การวิเคราะห์สถานการณ์ และการผลิตตามหลักการอิสลาม2026-06-25T19:16:35+07:00ทนงศักดิ์ หมาดทิ้งredfar40912@gmail.comธนพัฒน์ สัมพันธ์ redfar40912@gmail.comหวันอามีน ปะดุกาredfar40912@gmail.comศอลาฮุดดีน สมาอูนredfar40912@gmail.com<p>บทความวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษานิยามเกี่ยวกับฮาลาลและการผลิตตามหลักการอิสลาม 2) วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดฮาลาลโลก และ 3) เสนอแนะกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งดำเนินการวิจัยเชิงเอกสารโดยรวบรวมข้อมูลจากคัมภีร์อัลกุรอาน อัสสุนนะฮฺ รวมถึงเอกสารวิชาการและสื่อออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง<br />ผลการศึกษาพบว่า 1) นิยามของฮาลาลและการผลิตที่มุ่งเน้นมาตรฐาน "อัฏ-ฏ็อยยิบาต" (คุณภาพ) เป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดธรรมาภิบาลทางธุรกิจและสร้างคุณค่าตราสินค้าฮาลาลในระดับสากล 2) สถานการณ์เศรษฐกิจฮาลาลโลกมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีฐานผู้บริโภคมุสลิมเกือบ 2 พันล้านคน ซึ่งขยายตัวเข้าสู่ระบบนิเวศบริการและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และ 3) กลยุทธ์การตลาดสำหรับผู้ประกอบการที่บูรณาการส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) เข้ากับกรอบจริยธรรมและความโปร่งใส เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่างและคว้าโอกาสในพื้นที่น่านน้ำใหม่ (Blue Ocean) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนในเวทีเศรษฐกิจโลก</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3492ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและแรงกดดันจากดัชนีชี้วัดผลการปฏิบัติงาน(KPI)กับทักษะการขายประกันแบบให้คำปรึกษา: กรณีศึกษาธนาคารออมสิน ภาค 8 จังหวัดเชียงใหม่ 2026-07-07T07:40:56+07:00วรรณวิสา ทองบ่อwanwisa142@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินระดับทักษะการขายแบบให้คำปรึกษาของพนักงานธนาคารออมสิน ภาค 8 เขตจังหวัดเชียงใหม่ 2) ศึกษาระดับความสัมพันธ์ของความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและแรงกดดันจากดัชนีชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) กับทักษะการขายแบบให้คำปรึกษา 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการขายภายใต้แรงกดดันจากดัชนีชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) และ 4) กำหนดแนวทางในการพัฒนาทักษะบุคลากรและกระบวนการขายประกันผ่านธนาคารให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและภาพลักษณ์ธนาคารเพื่อสังคม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือพนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานขายประกันโดยตรงใน 39 สาขา จำนวน 197 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารระดับสาขา จำนวน 3 คน<br />ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีทักษะการขายแบบให้คำปรึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับทักษะการขายแบบให้คำปรึกษา ในขณะที่แรงกดดันจากดัชนีชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นปัจจัยพยากรณ์เชิงบวกที่ส่งผลต่อทักษะการขายแบบให้คำปรึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ในขณะที่แรงกดดันจากดัชนีชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) ไม่มีอำนาจพยากรณ์อย่างเป็นอิสระ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเพศและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมีผลต่อทักษะการขายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพยืนยันว่าระบบดิจิทัลที่กระจัดกระจาย อุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอ และแรงกดดันจากดัชนีชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) ที่เน้นปริมาณ มีแนวโน้มบิดเบือนพฤติกรรมการขายจากการให้คำปรึกษาที่มีคุณภาพไปสู่การขายแบบกดดัน (Hard Sale) จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ธนาคารควรพัฒนาระบบดิจิทัลแบบบูรณาการ ควบคู่กับการออกแบบเกณฑ์การประเมินผลที่สร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายเชิงพาณิชย์และคุณภาพการให้บริการ เพื่อยกระดับทักษะการขายและรักษาภาพลักษณ์ของธนาคารเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3560ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีหุ่นยนต์บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร2026-07-16T08:48:17+07:00เบญจฐา วัฒนกุลbenjatha24@gmail.comชนิดาภา ดีสุขอนันต์benjatha24@gmail.comพงษ์เทพ ศรีโสภาจิตbenjatha24@gmail.comนภัทร จันทรารมณ์benjatha24@gmail.comจรูญ ชำนาญไพรbenjatha24@gmail.comวิทย์ เมฆะวรากุลwitptty@gmail.com<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีหุ่นยนต์บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) ร่วมกับองค์ประกอบด้านอิทธิพลทางสังคมและเงื่อนไขอำนวยความสะดวกจากทฤษฎี UTAUT โดยมีทัศนคติต่อหุ่นยนต์บริการเป็นตัวแปรคั่นกลาง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการหรือผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจตัดสินใจลงทุนของร้านอาหารในพื้นที่ศึกษา จำนวน 400 ราย (1 ร้านต่อ 1 ราย) คัดเลือกด้วยวิธีเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้าและโควตาตามประเภทร้าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์และภาคสนาม วิเคราะห์ด้วยสหสัมพันธ์ การถดถอยพหุคูณแบบเป็นลำดับขั้น และทดสอบอิทธิพลทางอ้อมด้วย Sobel test ร่วมกับ bootstrapping ผลการศึกษาพบว่า (1) การรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความง่ายในการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อทัศนคติ (β = 0.474 และ 0.266, p < .001) (2) ทัศนคติมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจลงทุน (β = 0.312, p < .001) และเป็นตัวแปรคั่นกลางบางส่วนทั้งสองเส้นทาง (3) อิทธิพลทางสังคมและเงื่อนไขอำนวยความสะดวกมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการตัดสินใจลงทุน และ (4) การรับรู้ประโยชน์มีอิทธิพลสูงกว่าการรับรู้ความง่ายในการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญ ตัวแปรทั้งหมดอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจลงทุนได้ร้อยละ 50.7 ผลการศึกษาสะท้อนศักยภาพเชิงนโยบายในการเชื่อมโยงการนำหุ่นยนต์บริการมาใช้กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ SDG 8 9 และ 12 แม้จะไม่ได้วัดตัวชี้วัดความยั่งยืนโดยตรง งานวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างความรู้ด้านการยอมรับเทคโนโลยีในระดับองค์กรของธุรกิจร้านอาหารไทย และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของเอสเอ็มอีไทย</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคมhttps://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/3559ผลของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลต่อการรับรู้แบรนด์ในธุรกิจคลังสินค้าอัจฉริยะ2026-07-16T11:26:07+07:00ชิตพงษ์ อัยสานนท์chitpong.aya@bkkthon.ac.thสากล ศรีวันทาchitpong.aya@bkkthon.ac.thเสาวรัตน์ บรรยงพัฒนะchitpong.aya@bkkthon.ac.thราวดี สุริสระพันธุ์chitpong.aya@bkkthon.ac.thกวีพงษ์ หิรัญกสิisbkkthon56@gmail.comพงษ์เทพ ศรีโสภาจิตisbkkthon56@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ระดับการใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลและระดับการรับรู้แบรนด์ (2) ศึกษาอิทธิพลของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลแต่ละประเภทต่อการรับรู้แบรนด์ และ (3) จัดลำดับความสำคัญและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสม ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร 15 ราย และแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารการตลาดธุรกิจคลังสินค้าอัจฉริยะ 200 ราย และผู้ตัดสินใจเลือกใช้บริการ 200 ราย รวม 400 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ และการถดถอยพหุคูณ ผลพบว่าธุรกิจมีการใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลโดยรวมในระดับสูง โดยใช้การตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด ในขณะที่การรับรู้แบรนด์ในสายตาลูกค้าเป้าหมายกลับอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น สะท้อนช่องว่างระหว่างระดับการลงทุนด้านการตลาดดิจิทัลกับการรับรู้แบรนด์ที่เกิดขึ้นจริงในกลุ่มลูกค้า กลยุทธ์ทั้ง 4 ประเภทมีความสัมพันธ์<br />เชิงบวกกับการรับรู้แบรนด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการตลาดเนื้อหาสาระมีน้ำหนักอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์ การตลาดผ่านเครื่องมือค้นหา และการตลาดผ่านอิทธิพลตามลำดับ ตัวแปรทั้ง 4 ร่วมอธิบายความแปรปรวนของการรับรู้แบรนด์ได้ร้อยละ 74.3 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสนับสนุนข้อค้นพบดังกล่าว โดยชี้ว่าอุปสรรคสำคัญคือลูกค้ามองบริการคลังสินค้าเป็นต้นทุนในการดำเนินงานมากกว่าคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจ เนื้อหาที่นำเสนอกรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ ขณะที่การตลาดผ่านผู้ทรงอิทธิพลมีข้อจำกัดในบริบทธุรกิจ B2B เนื่องจากไม่ค่อยส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าองค์กร ข้อเสนอแนะคือผู้ประกอบการควรใช้การสร้างเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าเป็นกลยุทธ์หลัก ควบคู่กับการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อขยายการเข้าถึง</p>2026-08-16T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม