https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/issue/feed
วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม
2026-04-28T07:47:42+07:00
ผู้ช่วยศาสาตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์พงษ์ จันทชโลบล
nattapong.j@mail.rmutk.ac.th
Open Journal Systems
<p>ISSN: 3027-8228 (Online)</p> <p>วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม (Journal of Business and society innovation)</p> <p>กำหนดออก : 3 ฉบับต่อปี</p> <p>ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม)</p>
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/2726
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับองค์ประกอบและการได้มาของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548
2026-03-09T15:01:16+07:00
มนตรี สังข์ทอง
montri.so@rmutsb.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับองค์ประกอบและการได้มาของกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 และนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยวิธีการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า มีปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับองค์ประกอบของกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากผู้ดำรงตำแหน่งบริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาของนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการ<br />สภามหาวิทยาลัยจากผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร กรรมการสภามหาวิทยาลัยจากคณาจารย์ประจำและข้าราชการ และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้น ควรมีการแก้ไขพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/2485
แพลตฟอร์มแนะนำคุณสมบัติคอมพิวเตอร์พกพาที่เหมาะสมต่อผู้ใช้งาน ด้วย Agent AI และ LLM
2025-12-25T07:37:40+07:00
กรพัชร์ ธีราทรง
kornrapat.tee@gmail.com
<p> จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลพบว่า การเข้าถึงการใช้งานได้ง่ายต่อการใช้งานในแต่ละครั้งนั้นสร้างผลบวกต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ผู้บริโภคนิยมที่จะรวบรวมข้อมูลและเปรียบเทียบข้อมูลก่อนการตัดสินใจด้วยตนเอง จึงออกแบบให้ทาง Agent AI เป็นผู้ให้คำแนะนำให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจจากข้อมูลที่มีเพื่อให้ผู้บริโภคเองนั้นสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างอิสระ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ Agent AI ซึ่งมีจุดเด่นในด้านของการเลียนแบบการวิเคราะห์และการตัดสินใจแทนผู้บริโภค เพื่อไม่เพียงแต่ให้แสดงผลลัพธ์ที่เหมาะสมตามการสร้างโมเดลเพียงเท่านั้น และใช้ LLM ที่มีจุดเด่นที่ความสามารถในการประมวลภาษาในการวิเคราะห์บริบทของคำ วลี และประโยค เชื่อมโยงกับการใช้ Agent AI อันเป็นศาสตร์แขนงย่อยของปัญญาประดิษฐ์ มีความสามารถในการเลียนแบบมนุษย์ ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจ สามารถทำความเข้าใจปัญหาและสามารถใช้หลักเหตุผลตามความรู้ที่ได้จัดเก็บมาวินิจฉัยข้อมูล และมีการเลียนแบบการตัดสินใจเข้ามามีส่วนในส่วนของการแนะนำคุณสมบัติคอมพิวเตอร์พกพา จากการประมวลผลข้อมูลภายในทั้งหมด 6,030 ข้อมูล จากร้านค้าทั้งหมด 3 ร้านโดยไม่เปิดเผยชื่อบริษัท</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/2714
การจัดการโลจิสติกส์สีเขียวของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กะทิสดที่มีผลต่อความยั่งยืนขององค์กร
2026-03-03T09:14:36+07:00
วรัณยา บุญญานิติพงษ์
chitpong.aya@bkkthon.ac.th
ชิตพงษ์ อัยสานนท์
chitpong.aya@bkkthon.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการดำเนินงานด้านการจัดการโลจิสติกส์สีเขียว 2) ศึกษาระดับความยั่งยืนขององค์กร และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการจัดการโลจิสติกส์สีเขียวที่มีต่อความยั่งยืนขององค์กรของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กะทิสดในเขตภาคกลาง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ ผู้บริหาร หัวหน้างาน และพนักงานปฏิบัติการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน การผลิต หรือการจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงานผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กะทิสดในเขตภาคกลาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 205 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 และรายด้านอยู่ระหว่าง 0.87-0.91 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ค่า VIF ค่า Tolerance และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีตัวแปรควบคุมความแปรปรวนไม่คงที่ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กะทิสดมีการดำเนินงานด้านการจัดการโลจิสติกส์สีเขียวโดยรวมอยู่ในระดับมาก (4.31) โดยด้านการลดของเสียในกระบวนการผลิตและขนส่งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (4.40) รองลงมาคือ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (4.32) และการรีไซเคิลและการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (4.21) ตามลำดับ 2) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กะทิสดมีความยั่งยืนขององค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (4.33) โดยมิติสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (4.41) รองลงมาคือ มิติเศรษฐกิจ (4.31) และมิติสิ่งแวดล้อม (4.26) ตามลำดับ และ 3) การจัดการโลจิสติกส์สีเขียวทั้ง 3 ด้านมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความยั่งยืนขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ความยั่งยืนขององค์กรได้ร้อยละ 60.6 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ การลดของเสียในกระบวนการผลิตและขนส่ง รองลงมาคือ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการรีไซเคิลและการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามลำดับ</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/2587
อิทธิพลของทุนทางปัญญาต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100
2026-01-28T13:49:24+07:00
วรรณภา สมบูรณ์สุข
wan0885000582@gmail.com
นวลปรางค์ แจบไธสง
somjai.bo@rmuti.ac.th
สมใจ บุญหมื่นไวย
somjai.bo@rmuti.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของประสิทธิภาพทุนทางปัญญาที่มีต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานประจำปีและใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากงบการเงิน Annual Report ของบริษัทช่วงปี 2566 - 2567 ทุนทางปัญญาวัดด้วยแบบจำลอง Value Added Intellectual Coefficient (VAIC) ประกอบด้วยทุนมนุษย์ ทุนเชิงโครงสร้าง และทุนที่ใช้ในการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางปัญญาโดยรวมส่งผลเชิงบวกต่อมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะทุนมนุษย์และทุนเชิงโครงสร้างมีอิทธิพลเด่นชัด สะท้อนว่าบริษัทที่สามารถบริหารจัดการความรู้ ทักษะบุคลากร และระบบสนับสนุนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการ ผลการวิจัยสอดคล้องกับทฤษฎีทรัพยากรเป็นฐาน (Resource-Based View) ซึ่งอธิบายว่าทรัพยากรที่มีคุณค่า หาได้ยาก และเลียนแบบได้ยาก จะนำไปสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน ผลการศึกษานี้ช่วยยืนยันความสำคัญของการลงทุนในทุนทางปัญญาในฐานะกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนไทย</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/2713
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพและต้นทุนการขนส่งของรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันเครื่องมาตรฐาน ซี เค โฟร์ และ ซี ไอ โฟร์ ของบริษัทโรงโม่หิน เอ บี ซี จำกัด จังหวัดสระบุรี
2026-03-02T07:55:37+07:00
เอกลักษณ์ สีตาบุตร
chitpong.aya@bkkthon.ac.th
ชิตพงษ์ อัยสานนท์
chitpong.aya@bkkthon.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันเครื่องมาตรฐาน API CK-4 และ API CI-4 (2) เปรียบเทียบต้นทุนการขนส่งรวมระหว่างน้ำมันเครื่องทั้งสองมาตรฐาน และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่า Total Base Number (TBN) ของน้ำมันเครื่องกับอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองภาคสนามแบบสลับกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือรถบรรทุกหนักของบริษัทโรงโม่หินแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี จำนวน 10 คัน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คัน เก็บข้อมูลจากเที่ยววิ่งจริงรวม 500 เที่ยว เป็นระยะเวลา 2 เดือน (กลุ่มละ 1 เดือนต่อชนิดน้ำมัน) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยระบบ GPS ติดตามพาหนะ อุปกรณ์วัดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ผ่านการสอบเทียบ และการวิเคราะห์คุณสมบัติน้ำมันเครื่องในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ paired samples t-test โดยใช้รถบรรทุกเป็นหน่วยวิเคราะห์ (n = 10) คำนวณค่าเฉลี่ยต่อคันก่อนเปรียบเทียบ หลังจากใช้งานน้ำมันเครื่องครบ 10,000 กิโลเมตร ผลการวิจัยพบว่า (1) รถบรรทุกที่ใช้น้ำมันเครื่อง CK-4 มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้น้ำมันเครื่อง CI-4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(9) = -3.21, p = .011, Cohen's d = 1.02) (2) รถบรรทุกที่ใช้น้ำมันเครื่อง CK-4 มีต้นทุนการขนส่งรวมต่อเที่ยวต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้น้ำมันเครื่อง CI-4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(9) = -3.856, p = .004, Cohen's d = 1.22) และ (3) ค่า TBN ของน้ำมันเครื่องภายหลังการใช้งานมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (r = -.74, p = .014) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยตรง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าน้ำมันเครื่องมาตรฐาน API CK-4 มีศักยภาพในการลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและต้นทุนการขนส่งในสภาพการดำเนินงานจริงของอุตสาหกรรมโรงโม่หิน อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยมีขอบเขตจำกัดตามขนาดกลุ่มตัวอย่างและระยะเวลาการทดลอง จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทอื่นด้วยความระมัดระวัง</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/2040
การพัฒนากาแฟดริปผสมน้ำมันแมคคาเดเมียผ่านกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดเชิงสร้างสรรค์: กรณีศึกษาอำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย
2025-09-12T07:33:38+07:00
กุลพรภัสร์ ภราดรภิบาล
nikom_tamma@hotmail.com
สุวิสา ทะยะธง
nikom_tamma@hotmail.com
ทัชชกร ธรรมปัญญา
nikom_tamma@hotmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟดริปผสมน้ำมันแมคคาเดเมียและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสื่อสารทางการตลาดอย่างสร้างสรรค์ สำหรับวิสาหกิจชุมชนภูเขาหลวงคอฟฟี่ อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-Method) ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่มกระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาบริบทชุมชนและการพัฒนาสูตรกาแฟดริปผสมน้ำมันแมคคาเดเมีย การออกแบบตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น การวิเคราะห์ต้นทุนและกำหนดราคาขาย รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดเชิงสร้างสรรค์ผ่านสื่อดิจิทัลผลการวิจัยสำเร็จในการพัฒนาสูตรกาแฟดริปผสมน้ำมันแมคคาเดเมีย 1 สูตร และการออกแบบตราสินค้าพร้อมบรรจุภัณฑ์ 1 ต้นแบบ มีต้นทุนการผลิต 39.78 บาทต่อซอง ราคาขาย 150 บาท จุดคุ้มทุน 25 ซอง ผลการสำรวจพบว่าผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อปัจจัยทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ ความคุ้มค่าของราคา ความสะดวกในการซื้อ และการมีคลิปวิดีโอเพื่อการศึกษาผ่านสื่อโซเชียลมีเดียคำสำคัญ: กาแฟดริปแมคคาเดเมีย, การสื่อสารการตลาดเชิงสร้างสรรค์, วิสาหกิจชุมชน, เชียงราย</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/1966
สมรรถนะดิจิทัลของครูที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลของครู โรงเรียนพรตพิทยพยัต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
2025-08-25T13:12:37+07:00
ศิวาพัชญ์ บำรุงเศรษฐพงษ์
siwapatb@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะดิจิทัลของครู 2) ระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และ 3) อิทธิพลของสมรรถนะดิจิทัลที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลของครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ประชากรข้าราชการครูประจำการทั้งหมด จำนวน 145 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br /> ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะดิจิทัลของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.26, SD = 0.53) โดยมีจุดแข็งในด้านการจัดการเรียนการสอนและการมีส่วนร่วมทางวิชาชีพ แต่มีจุดอ่อนในด้านการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเทคโนโลยีของครูอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.29, SD = 0.51) โดยครูมีความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการสอนได้ดี แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านการวัดและประเมินผลระหว่างเรียน สมรรถนะดิจิทัลของครูทั้ง 6 องค์ประกอบสามารถร่วมกันพยากรณ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเทคโนโลยีได้ร้อยละ 71.6 โดยมี 4 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน การมีส่วนร่วมทางวิชาชีพ การใช้และสร้างทรัพยากรดิจิทัล และการส่งเสริมผู้เรียน</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/J-BSI/article/view/2631
บทความทบทวนเรื่องโลจิสติกส์ฮาลาลและการประยุกต์ใช้ในธุรกิจและอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21
2026-02-19T09:05:44+07:00
นาวาวี อารวรรณ
nawawee_thai@hotmail.com
<p> ฮาลาลโลจิสติกส์ (Halal Logistics) เป็นแนวคิดด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มุ่งรับรองว่าสินค้าและบริการสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม (ชะรีอะฮ์) ตลอดกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ และการกระจายสินค้า ในศตวรรษที่ 21 การขยายตัวของประชากรมุสลิมและอุตสาหกรรมฮาลาลทั่วโลกส่งผลให้ฮาลาลโลจิสติกส์กลายเป็นองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจและอุตสาหกรรม บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) อธิบายแนวคิดและพัฒนาการของฮาลาลโลจิสติกส์ (2) วิเคราะห์หลักการและกรอบทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (3) ศึกษาการประยุกต์ใช้ในบริบทธุรกิจและอุตสาหกรรม และ (4) เสนอความท้าทายและแนวโน้มในอนาคต โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมเชิงวิเคราะห์โดยอาศัยฐานข้อมูลในช่วงปี 2005-2025 ผลการศึกษาพบว่า ฮาลาลโลจิสติกส์มิได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านศาสนาเท่านั้น แต่เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในระบบเศรษฐกิจโลก สำหรับประเด็นท้าทายหลักที่พบคือ: 1) ความหลากหลายและความไม่สอดคล้องของมาตรฐานฮาลาลระหว่างหน่วยรับรอง ซึ่งทำให้การยอมรับร่วมและการค้าระหว่างประเทศเป็นไปได้ยาก 2) ต้นทุนการลงทุนและการดำเนินงานสูง โดยเฉพาะสำหรับ SMEs 3) ช่องว่างด้านความรู้และทักษะของผู้ประกอบการและบุคลากร 4) ปัญหาบุคลากรและการฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอ 5) อุปสรรคด้านเทคโนโลยี เช่น ต้นทุน ความเป็นส่วนตัว และมาตรฐานการบูรณาการ 5 มิตินี้คือสิ่งสำคัญที่ต้องจัดการเพื่อผลักดันฮาลาลโลจิสติกส์ให้เป็นระบบและยั่งยืนในระดับสากล</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม