วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary
<p> กำหนดออกวารสารปีละ 6 ฉบับ เป็นราย 2 เดือน</p> <p> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 28 กุมภาพันธ์)<br /> ฉบับที่ 2 เดือน มีนาคม - เมษายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 เมษายน)<br /> ฉบับที่ 3 เดือน พฤษภาคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 มิถุนายน)<br /> ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 สิงหาคม)<br /> ฉบับที่ 5 เดือนกันยายน – ตุลาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ตุลาคม)<br /> ฉบับที่ 6 เดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ธันวาคม)</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : <br /></strong><span style="font-weight: 400;"> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</span></p>
วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
th-TH
วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
-
การจัดการเรียนรู้ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิตโดยใช้แบบฝึกทักษะอ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสว่างเชียงหวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/1627
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนหลังจากการเรียนโดยใช้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิตโดยใช้แบบฝึกทักษะอ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนสว่างเชียงหวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิตโดยใช้แบบฝึกทักษะอ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนสว่างเชียงหวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสว่างเชียงหวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนกค่าความเชื่อมั่นค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสว่างเชียงหวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสว่างเชียงหวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก </li> </ol>
ธีระ มหาหงส์
จันทร์ ติยะวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
106
118
-
การพัฒนาผลการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดล่าง (บวรวิทยายน 3)
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/2509
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียน และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์คำ การอ่านเชิงวิเคราะห์ประโยค การอ่านเชิงวิเคราะห์บทร้อยกรอง การอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 25 คน โรงเรียนวัดล่าง (บวรวิทยายน3) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่แบบฝึกเสริมการอ่านเชิงวิเคราะห์คำ การอ่านเชิงวิเคราะห์ประโยค การอ่านเชิงวิเคราะห์บทร้อยกรอง การอ่านเชิงวิเคราะห์รส แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าความเที่ยงตรง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าความยาก( p )ระหว่าง 0.28-0.76 มีค่าอำนาจจำแนก (B) ระหว่าง 0.37-0.80 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.9514 และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความ ความยา อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบที (t – test แบบ Dependent Samples)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li> ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์คำ การอ่านเชิงวิเคราะห์ประโยค การอ่านเชิงวิเคราะห์บทร้อยกรอง การอ่านเชิงวิเคราะห์รส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดล่าง (บวรวิทยายน 3) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li> นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์คำ การอ่านเชิงวิเคราะห์ประโยค การอ่านเชิงวิเคราะห์บทร้อยกรอง การอ่านเชิงวิเคราะห์รส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดล่าง (บวรวิทยายน 3) ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</li> </ol>
สลักจิต สีวันนา
คงศักดิ์ สังฆมานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
69
81
-
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านสะกดคำวิชาภาษาไทย โดยการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/2508
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านสะกดคำตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านสะกดคำของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะและ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนบ้านโคกสำโรง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน ได้มาโดยมาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) แบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำ 3)แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านสะกดคำ 4)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบค่า ที (t-test แบบ Dependent samples)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li> แผนการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านสะกดคำตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพตามเกณฑ์ โดยมีประสิทธิภาพค่า E1/E2 เท่ากับ 82.37/85.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80</li> <li>ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ7.3 และหลังเรียนเท่ากับ 16.75 โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะสามารถส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li> <li>ผลการศึกษาความพึงพอใจพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านกิจกรรมที่หลากหลายและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน "มากที่สุด" (เฉลี่ยรวม = 4.67, S.D. = 0.31)</li> </ol>
สตรีรัตน์ คำหมื่น
อดิศร บาลโสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
35
49
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิริวัฒน์ จังหวัดนครนายก
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/2506
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษา จังหวัดนครนายก และ 2) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิริวัฒน์ จังหวัดนครนายก ประชากร คือ บุคลากรในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิริวัฒน์ จังหวัดนครนายก ประจำปีการศึกษาที่ 2567 จำนวน 36 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการศึกษาแนวทางภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิริวัฒน์ จังหวัดนครนายก คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีผลงานดีเด่น จำนวน 7 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li> ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิริวัฒน์ จังหวัดนครนายก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิริวัฒน์ จังหวัดนครนายก จำแนกออกได้เป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจของสถานศึกษา การบริหารและจัดการด้านวิชาการ และการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้</li> </ol>
นันทิชา วงษ์บัวงาม
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
13
22
-
การบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/2510
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน และระดับการศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โดยใช้เกณฑ์การกำหนดขนาด กลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan ,1970:607-610) ประกอบด้วยครูจำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.875 และมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1.การบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2.เปรียบเทียบการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนหนองแวงสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p>
นัชชา อุตระพะยอม
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
82
93
-
การพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง อาหารและสารอาหาร โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนทองประสาทเวทย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/1581
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องอาหารและสารอาหาร ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่องอาหารและสารอาหาร โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน ทองประสาทเวทย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน ทองประสาทเวทย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน ได้โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารและสารอาหาร แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ และแบบสอบถามความพึง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ความเที่ยงตรง ความยาก อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบที (t – test แบบ Dependent samples)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li> ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อาหารและสารอาหาร โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนทองประสาทเวทย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li> ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนทองประสาทเวทย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนต่อการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่องอาหารและสารอาหาร โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</li> </ol>
กฤติเดช หนูเผือก
สำราญ บุญเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
94
105
-
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง พุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/1617
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง พุทธศาสนา และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียน บ้านโพนค้อโพนสวรรค์ จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่า IOC อยู่ในช่วงระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 มีค่าความยาก (p) อยู่ระหว่าง 0.50-0.67 ค่าจำแนก (r) ระหว่าง 0.20-0.60 และมีค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ 0.78 สำหรับแบบประเมินความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li> ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ<br />หาความรู้ 5 ขั้น (5E) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.15</li> </ol>
เบญจวรรณ ไชยเรศ
จันทร์ ติยะวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
60
68
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/2511
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยครูจำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่</li> </ol> <p>การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <ol start="2"> <li>เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนหนองแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> </ol>
ธีระชัย ไชยตะมาศ
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
1
12
-
การค้นคว้าอิสระ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจรูปแบบ STAD รายวิชาสังคมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/1622
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้1.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจรูปแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง สถาบันทางสังคม 2. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจรูปแบบ STADกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนมารีย์อุปถัมภ์ชัยภูมิ จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือในกาวิจัยใจได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้มี ข้อสอบวัดผลสำฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.71 ค่าความยากง่ายของข้อสอบ(pมีค่าตั้งแต่ 1.8-2.12) ค่าอำนาจจำแนก (rมีค่าตั้งแต่0.4-0.7) และมีค่า IOC ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่0.67-1.00 และแบบประเมินความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 4.12 spss สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ t</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li> ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจรูปแบบSTAD อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</li> <li> ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจรูปแบบSTAD โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.12</li> </ol>
วชิราวิทย์ นาคนาม
จันทร์ ติยะวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
50
59
-
การศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความและความพึงพอใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/2507
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความและความพึงพอใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกับก่อนเรียนและ 2) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 23 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแผนการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1.ความสามารถในการอ่านจับใจความ เรื่องการศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความและความพึงพอใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ความพึงพอใจ</p> <p> 2.ความพึงพอใจการศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความและความพึงพอใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือด้านประโยชน์ที่ได้รับ รองลงมาคือด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือด้านบรรยากาศในการเรียน</p>
ศิณัฐชญา สุวลี
ผดุง เพชรสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2025-12-31
2025-12-31
1 6
23
34