https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/issue/feed
วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
2026-07-09T23:36:05+07:00
อาจารย์ ดร.มาโนทย์ มาปะโท
journal.research.edu@gmail.com
Open Journal Systems
<p> กำหนดออกวารสารปีละ 6 ฉบับ เป็นราย 2 เดือน</p> <p> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 28 กุมภาพันธ์)<br /> ฉบับที่ 2 เดือน มีนาคม - เมษายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 เมษายน)<br /> ฉบับที่ 3 เดือน พฤษภาคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 30 มิถุนายน)<br /> ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 สิงหาคม)<br /> ฉบับที่ 5 เดือนกันยายน – ตุลาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ตุลาคม)<br /> ฉบับที่ 6 เดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ 31 ธันวาคม)</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : <br /></strong><span style="font-weight: 400;"> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</span></p>
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/3314
ภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
2026-04-30T10:54:22+07:00
ศอดรีย์ อิสลาม
ongart@nmc.ac.th
องอาจ เทียมกลาง
ongart@nmc.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนสังกัดศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต และ 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนสังกัดศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต จำแนกตามระดับการศึกษาและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสถานศึกษาเอกชนสังกัดศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 260 คน ได้มาโดยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie & Morgan (1970) แล้วสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต มีค่าเฉลี่ยโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่าโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อจำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบว่าโดยรวมไม่แตกต่างกันเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางการเรียนการสอนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> <p> </p>
2026-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/3345
การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต3
2026-05-05T20:21:46+07:00
นายปัตพงษ์ ฉกรรศิลป์
6704030302039@nmc.ac.th
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
6704030302039@nmc.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา กลุ่มพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 108 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน และได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> <p> </p>
2026-08-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/3310
บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1
2026-04-29T22:19:23+07:00
นิรุศน์ พรมมหาชัย
apisit@nmc.ac.th
อภิสิทธิ์ บุญยา
apisit@nmc.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 และ 2เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและประสบการณ์ในการทำวิจัย ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ได้แก่ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 จำนวน 306 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) จากนั้นดำเนินการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 2 ตอนมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60–1.00 โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 โดยรวมมีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยลำดับที่หนึ่งได้แก่ ด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน</li> <li>ผลเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียนจำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและประสบการณ์ในการทำวิจัยโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> </ol>
2026-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/3351
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มที่ 1 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
2026-05-06T22:47:30+07:00
ชลธิดา พุฒสระน้อย
6704030302011@nmc.ac.th
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
6704030302011@nmc.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มที่ 1 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มที่ 1 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จําแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนกลุ่มที่ 1 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น จำนวน 169 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.946 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มที่ 1 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มที่ 1 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงานโดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน</li> </ol>
2026-08-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/3311
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2
2026-04-30T10:51:07+07:00
ยุทธภูมิ น้อยเพชร
apisit@nmc.ac.th
อภิสิทธิ์ บุญยา
apisit@nmc.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ได้แก่ ข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 269 คน โดยใช้ตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie & Morgan (1970) จากนั้นดำเนินการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.2 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มีค่าเฉลี่ยมากเป็นลำดับแรก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> </ol>
2026-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/3356
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม 6
2026-05-08T22:13:26+07:00
Kanokwan Prasongsan
6704030302058@nmc.ac.th
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
6704030302058@nmc.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม 6 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม 6 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน และระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ในสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม 6 ปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) และใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) จำนวน 165 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC : Index of item objective congruence) ได้ค่าเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม 6 จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบกาณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> <p> </p>
2026-08-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/Interdisciplinary/article/view/3313
การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
2026-04-30T10:53:16+07:00
เอกราช ต้อนรับ
apisit@nmc.ac.th
อภิสิทธิ์ บุญยา
apisit@nmc.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 และ 2) เปรียบเทียบการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามเพศและประสบการณ์การทำงาน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดเดียวกัน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) ได้จำนวน 322 คน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">ครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1โดยภาพรวมมีการปฏิบัติในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการบริหารสภาพแวดล้อมทางสังคมมีการปฏิบัติในระดับมากเป็นลำดับแรก</li> <li class="show">ผลการเปรียบเทียบการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา จำแนกตามเพศและประสบการณ์การทำงาน พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
2026-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการศึกษาและพัฒนาสังคม