วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU <p><strong>1.1 วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1) เพื่อเป็นสื่อกลางในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในสาขาวิชาการบริหารธุรกิจและสาขาการจัดการ และรัฐประศาสนศาสตร์นิเทศศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีคุณภาพซึ่งสามารถแสดงถึงประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎี</p> <p> 2) เพื่อให้นักวิจัยสามารถนำไปพัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติที่นักปฏิบัติสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมและชุมชน เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยและนำเสนอผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิจัยนักวิชาการ และนักศึกษา</p> <p><strong>1.2 ขอบเขตเนื้อหา ประกอบด้วย</strong></p> <p> 1) การเงิน การตลาด การบัญชี</p> <p> 2) อุตสาหกรรม</p> <p> 3) โลจิสติกส์</p> <p> 4) รัฐศาสตร์</p> <p> 5) บริหารธุรกิจและการจัดการ </p> <p> 6) ศิลปศาสตร์</p> <p> 7) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>1.3 กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p> วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยจัดทำเป็นราย 4 เดือน (3 ฉบับ/ปี)</p> <p> 1) ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–เดือนเมษายน</p> <p> 2) ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม–เดือนสิงหาคม</p> <p> 3) ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน–เดือนธันวาคม</p> th-TH <p>บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p> atsavin555@hotmail.com (Dr.Atsavin Saneechai) rc.bsujournal4@gmail.com (panida pokasem) Thu, 10 Sep 2026 17:36:26 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 A การศึกษาความสามารถในการเขียนตัวพยัญชนะไทยของนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรที่คล้ายกัน https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3643 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนตัวพยัญชนะไทยของนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรที่คล้ายกัน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการเขียนตัวพยัญชนะไทยที่มีระดับสติปัญญาปกติและไม่มีความพิการซ้ำซ้อน <br>ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อายุ 7 ปี จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรที่คล้ายกัน 5 ชุด&nbsp; 2) แผนการจัดการเรียนรู้&nbsp; 3) แบบทดสอบก่อน/หลังการสอน ระยะเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการเขียนพยัญชนะไทยของนักเรียนที่มีภาวะบกพร่อมทางการเรียนรู้หลังได้รับการสอนเขียนด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรที่คล้ายกันสูงกว่าก่อนการทดลองการสอนเขียน</p> พีรยุทธ ชมภูน้อย, เพ็ชรรุ่ง เมือกนก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3643 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 A ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3478 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์&nbsp; 1). เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทางการตลาดที่ลูกค้าให้ความสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง&nbsp; 2). เพื่อศึกษาการตัดสินใจของลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง 3).เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล&nbsp; คือ&nbsp; แบบสอบถามเก็บ ข้อมูลจำนวน 385 คน&nbsp; และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ใช้วิธีหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ ผู้วิจัยจะใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์&nbsp; ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ลูกค้าให้ความสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง ของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ลูกค้าให้ความสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสองมากที่สุดคือ ด้านบุคคลหรือพนักงานอยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp; สำหรับการตัดสินใจของลูกค้าให้ความสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง&nbsp; คือ ด้านการเสาะแสวงหาข้อมูลอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง&nbsp; โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง&nbsp; อยู่ในระดับค่อนข้างสูง</p> ภัทรศักดิ์ โยธาวุฒิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3478 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 THE การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3477 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกาจังหวัดปทุมธานี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ประชาชนผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง อายุ 18 ปี ขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยใช้สูตรคำนวณกลุ่มตัวอย่างของยามาเน่ จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.800 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติบนเครื่องคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) สำหรับข้อมูลที่จำแนกมากกว่า &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2 กลุ่ม ในกรณีที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธี Least Significance Difference (LSD)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> ธนบด ฐานะชาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3477 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 THE สมรรถนะทางวิชาชีพ และแรงจูงใจในการทำงานที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของนักบัญชีในกรุงเทพมหานคร https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3647 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ด้านบัญชี สมรรถนะทางวิชาชีพ แรงจูงใจในการทำงาน และประสิทธิผลการปฏิบัติงาน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ด้านบัญชี สมรรถนะทางวิชาชีพ และแรงจูงใจในการทำงานกับประสิทธิผลการปฏิบัติงาน และ 3) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยดังกล่าวที่มีต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของนักบัญชีในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และพนักงานบัญชีที่ปฏิบัติงานในสำนักงานบัญชีในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .865 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อตัวแปรที่ศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 4.23, S.D. = .68) โดยประสิทธิผลการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ( = 4.27, S.D. = .64) รองลงมา ได้แก่ แรงจูงใจในการทำงาน ( = 4.25, S.D. = .67) ความรู้ด้านบัญชี ( = 4.24, S.D. = .67) และสมรรถนะทางวิชาชีพด้านทักษะในการปฏิบัติงาน ( = 4.17, S.D. = .72) ตามลำดับ ปัจจัยทั้งสามมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลการปฏิบัติงาน โดยแรงจูงใจในการทำงานมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = .935) รองลงมา ได้แก่ สมรรถนะทางวิชาชีพด้านทักษะในการปฏิบัติงาน (r = .932) และความรู้ด้านบัญชี (r = .883) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยทั้งสามสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 98.20 (Adjusted R² = .982, p &lt; .001) โดยแรงจูงใจในการทำงานมีอิทธิพลมากที่สุด (β = .392) รองลงมา ได้แก่ สมรรถนะทางวิชาชีพด้านทักษะในการปฏิบัติงาน (β = .362) และความรู้ด้านบัญชี (β = .316) ตามลำดับ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สำนักงานบัญชีควรส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพ และเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานควบคู่กัน เพื่อยกระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของนักบัญชี</p> ปทิดา ลิ้มชัยเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3647 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 THE การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาโปรแกรมสำเร็จรูป สำหรับงานก่อสร้าง การวิเคราะห์โครงสร้างคาน โดยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ด้วยเทคนิคการดูวีดีโอ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 แผนกวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคระนอง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3552 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับงานก่อสร้าง การวิเคราะห์โครงสร้างคานโดยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านด้วยสื่อวีดีทัศน์ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 2 แผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคระนอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสื่อการสอนรายวิชาวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับงานก่อสร้าง รหัสวิชา 30106 – 2007 2) &nbsp;เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์วิธีการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom&nbsp; โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบวิเคราะห์สื่อวีดิทัศน์ &nbsp;และ 3) เพื่อศึกษาความาพึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนด้วยการวิธีการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบวิเคราะห์สื่อวีดิทัศน์ ประชากร คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ชั้นปีที่ 2 สาขาช่างก่อสร้าง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 วิทยาลัยเทคนิคระนอง จำนวน 23 คน โดย โดยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง&nbsp;&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล&nbsp; ประกอบด้วย แบบฝึกหัดในห้องเรียนแบบทดสอบก่อน- หลังเรียนข้อสอบปรนัย และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของสื่อ โดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1:E2 = 80/80, การวิเคราะห์หาผลสัมฤทธิ์วิธีการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom โดยใช้ Pair Sample t-test และการวิเคราะห์ความพึงพอใจโดยใช้การหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า&nbsp; ผลการหาประสิทธิภาพวิธีการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบวิเคราะห์วีดีโอ จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.35 คิดเป็นร้อยละ 81.74 และ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน จากคะแนน&nbsp; 20 คะแนนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.70 คิดเป็นร้อยละ 88.48&nbsp; การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom มีค่าเท่ากับ 16.35&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.11 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 17.70 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.56 เมื่อทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired Samples t-test พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าระหว่างเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ความพึงพอใจของเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านด้วยเทคนิคการดูวิดีโอ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>คำสำคัญ : </strong>ห้องเรียนกลับด้าน, การเรียนรู้ด้วยสื่อวิดีทัศน์, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ประสิทธิภาพสื่อการสอน</p> THONGPOL PATCHOO ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3552 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 THE การบริหารจัดการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทเอกชน เเห่งหนึ่ง https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3458 <p>การบริหารจัดการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และเพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ พนักงาน &nbsp;&nbsp;จำนวน 193 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม การทดสอบหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม มีค่าเท่ากับความเชื่อมั่น 0.776 ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp; และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test&nbsp; (Independent - Samples)&nbsp; &nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>การบริหารจัดการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การบริหารจัดการ ได้แก่ด้านวางแผน ด้านการจัดการองค์กร ด้านการสั่งการ ด้านการประสานงาน ด้านการควบคุม และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ด้านเงินเดือนด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านโนบายและการบริหารงาน ด้านสถานภาพการทำงาน ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัว ด้านความมั่นคงในการทำงานและด้านวิธีการปกครองบัญชา อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>คำสำคัญ : การบริหาร, การจัดการ, แรงจูงใจ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> สุธิดา ถนอมวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3458 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 The The Integration of Generative AI Technology with Buddhist Principles Learning for Lower Secondary School Students https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3398 <p style="font-weight: 400;">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยี Generative AI กับการจัดการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในบริบทการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เชิงลึก คิดอย่างมีเหตุผล และประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพสังคมดิจิทัลที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวใช้แนวคิด Active Learning ร่วมกับ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;AI-Assisted Learning และแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) โดยนำเทคโนโลยี Generative AI เช่น ChatGPT และเครื่องมือสร้างสื่อดิจิทัล มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สืบค้นข้อมูล ตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ อภิปรายประเด็นทางศีลธรรม สร้างชิ้นงานสร้างสรรค์ และสะท้อนผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง อาทิ การสร้างภาพประกอบหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โปสเตอร์ธรรมะ ดิจิทัลสตอรี่นิทานธรรมะ และบทเพลงธรรมะ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล</p> <p style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลจากการศึกษาพบว่า การบูรณาการเทคโนโลยี Generative AI กับการจัดการเรียนรู้หลักธรรม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทางพระพุทธศาสนา ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ สามารถเชื่อมโยงหลักธรรมกับสถานการณ์ &nbsp;&nbsp;ในชีวิตจริงได้อย่างมีเหตุผล กล้าแสดงความคิดเห็น และมีความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตผลงานทางศีลธรรมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความสนใจในการเรียนรู้ เนื่องจากผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างกระตือรือร้นและสามารถเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตประจำวันของตนเอง นอกจากนี้ ครูผู้สอนยังสามารถพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยและเหมาะสมกับผู้เรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การบูรณาการเทคโนโลยี Generative AI ในการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ คุณธรรม ทักษะการคิดขั้นสูง และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน</p> พิมพ์ฑักษอร แสงทองไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3398 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700