วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU
<p><strong>1.1 วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1) เพื่อเป็นสื่อกลางในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในสาขาวิชาการบริหารธุรกิจและสาขาการจัดการ และรัฐประศาสนศาสตร์นิเทศศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีคุณภาพซึ่งสามารถแสดงถึงประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎี</p> <p> 2) เพื่อให้นักวิจัยสามารถนำไปพัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติที่นักปฏิบัติสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมและชุมชน เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยและนำเสนอผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิจัยนักวิชาการ และนักศึกษา</p> <p><strong>1.2 ขอบเขตเนื้อหา ประกอบด้วย</strong></p> <p> 1) การเงิน การตลาด การบัญชี</p> <p> 2) อุตสาหกรรม</p> <p> 3) โลจิสติกส์</p> <p> 4) รัฐศาสตร์</p> <p> 5) บริหารธุรกิจและการจัดการ </p> <p> 6) ศิลปศาสตร์</p> <p> 7) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>1.3 กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p> วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยจัดทำเป็นราย 4 เดือน (3 ฉบับ/ปี)</p> <p> 1) ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–เดือนเมษายน</p> <p> 2) ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม–เดือนสิงหาคม</p> <p> 3) ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน–เดือนธันวาคม</p>
สำนักวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ (bangkok suvarnabhumi)
th-TH
วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
<p>บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p>
-
กระแสเงินสดกับอัตราส่วนทางการเงินต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 50
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3195
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย 1) เพื่อศึกษากระแสเงินสดต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาอัตราส่วนทางการเงินที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนำข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ โดยเก็บรวบรวมจากงบการเงิน แบบแสดงรายงานข้อมูลประจำปี ในกลุ่ม ระหว่างปี 2565 – 2567 รวมระยเวลา 3 ปี ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET50 ที่มีฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน จำนวน74 บริษัท รวม 209 ตัวอย่าง วิธีการศึกษาใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ คือ วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพสามารถลดความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องและส่งเสริมความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ การรักษาอัตราส่วนทางการเงินที่แข็งแกร่งยังสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดยบริษัทที่มีการบริหารจัดการกระแสเงินสดและอัตราส่วนทางการเงินอย่างเหมาะสมจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการเงินได้ดี ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากขึ้น ทั้งนี้ยังสามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจในกระแสเงินสดและอัตราส่วนทางการเงินที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจทางการเงินสำหรับผู้บริหารและนักลงทุน</p>
Nuchanapa Saensri
วิภาวดี คูณวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-13
2026-05-13
1 1
9
18
-
CRISIS ภาวะผู้นำยุควิกฤตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3206
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำยุควิกฤตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำยุควิกฤต ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ที่มีระดับการศึกษา ประสบการณ์การบริหารสถานศึกษาและขนาดของสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมายการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวนทั้งหมด 84 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำยุควิกฤตของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ที่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.41 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับ มาก ได้แก่ การตัดสินใจ รองลงมาคือ การปรับตัว มนุษยสัมพันธ์ และการสื่อสาร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45, 4.41, 4.39 และ 4.38 ตามลำดับ และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำยุควิกฤตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีระดับการศึกษา ต่างกัน มีภาวะผู้นำยุควิกฤต ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 จำแนกตามประสบการณ์การบริหารสถานศึกษาพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์การบริหารสถานศึกษาต่างกัน มีภาวะผู้นำยุควิกฤตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่ขนาดสถานศึกษา ต่างกัน มีภาวะผู้นำยุควิกฤตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05</p>
Loesuang Boekbandi
พระมหาศุภชัย สุภกิจฺโจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-13
2026-05-13
1 1
52
64
-
a การพัฒนาเสริมสร้างปลูกจิตสำนึกคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/2454
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม 2) เพื่อปลูกจิตสำนึกให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่สัมพันธ์กับประชาชนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องมีคุณธรรมจริยธรรม 3) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสอนเสริมสร้างความเข้าใจประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ ให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจ ของกลุ่มงานอาจารย์ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 </p> <p> การวิจัยเป็น การพัฒนาเสริมสร้างปลูกจิตสำนึกคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ของกลุ่มงานอาจารย์ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 โดยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการพัฒนาเสริมสร้างปลูกจิตสำนึกคุณธรรมและจริยธรรมนักเรียนนายสิบตำรวจ ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ความรับผิดชอบต่อประชาชน ความรับผิดชอบต่อสังคม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของอาจารย์ด้านคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อไปรับใช้บริการประชาชนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนนายสิบตำรวจ จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยการสร้างแบบสอบถาม การทดสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เกณฑ์การแปลผล ในการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ </p> <p> จากการวิจัยในครั้งนี้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างนักเรียนนายสิบตำรวจ จำนวน 300 คน นักเรียนนายสิบแต่ละกองร้อย หลังจากที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดตามหลักวิชาการแล้ว ได้มีความเข้าใจ ในหลักคุณธรรมจริยธรรม อาจารย์ผู้สอนได้ถ่ายทอดการเสริมสร้างตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ การปลูกจิตสำนึกคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ซึ่งองค์ประกอบแต่ละด้านมีความสำคัญในการพัฒนานักเรียนนายสิบตำรวจอย่างมาก เพราะต้องเป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีกับประชาชน มีความรู้ความเข้าใจในประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ และนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการพร้อมที่จะไปรับใช้บริการประชาชนให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> <strong>: </strong><strong>ประสิทธิภาพการสอน</strong> / <strong>ประมวลจริยธรรมจรรยาบรรณตำรวจ / นักเรียนนายสิบตำรวจ / อาจารย์ผู้สอน</strong></p> <p> </p> <p> .</p> <p> </p>
พ.ต.ท.หญิง มัณฑนา ไชยโคตร
อาจารย์ (สบ 3) กลุ่มงานอาจารย์ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-13
2026-05-13
1 1
29
51
-
SCHOOL ADMINISTRATORS’ INNOVATIVE ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3208
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 4) เพื่อศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น จำนวน 84 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 78 คน คิดเป็นร้อยละ 92.86 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น มีความสัมพันธ์ในทางบวกทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) สมการพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยมีอำนาจในการพยากรณ์ ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ได้ร้อยละ 76.30 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (Unstandardized Score)</p> <p> Ŷ = .339+ .464X<sub>3</sub> + .425X<sub>1</sub> + .278X<sub>5</sub> - .263X<sub>2</sub></p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized Score)</p> <p> Ẑ = .504X<sub>3</sub> + .465X<sub>1</sub> + .297X<sub>5</sub> - .301X<sub>2</sub></p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ประสิทธิผลของโรงเรียน</p>
อานันท์ ประเสริฐศรี
วิทูล ทาชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-12
2026-05-12
1 1
79
93
-
TEACHERS การประเมินผลการปฏิบัติงานของครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3178
<table width="554"> <tbody> <tr> <td width="554"> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการประเมินผลการปฏิบัติงานที่พึงประสงค์ของครูและ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น2) ศึกษาความคาดหวังของการประเมินผลการปฏิบัติงานที่พึงประสงค์ของครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการประเมินผลการปฏิบัติงานที่พึงประสงค์ของครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และ 4) เสนอแนวทางในการพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู 184 คน กลุ่มเป้าหมายคือผู้บริหารสถานศึกษา 20 คน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูและผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ในขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในทุกด้าน โดยค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของครูโดยรวมอยู่ที่ 0.358 และของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ที่ 0.439 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านข้อตกลงในการพัฒนางาน และด้านการส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับครู และด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา และด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา</p> <p>แนวทางในการพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูและผู้บริหารสถานศึกษา ควรมุ่งเน้นการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ข้อมูลสารสนเทศและผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน การพัฒนาการดำเนินงานตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาผู้เรียน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา สำหรับผู้บริหารควรมุ่งพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหาร การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> </td> </tr> </tbody> </table>
Anusiri Chinnasri
วิทูล ทาชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-13
2026-05-13
1 1
65
78
-
Lightweight A "Lightweight" Digital End-of-Life (EoL) Passport via QR Code for Power Banks: Comparing Short vs Long vs Map-Enabled Pages on Drop-off Behavior
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3287
<p>This study examines the effectiveness of a lightweight digital End-of-Life (EoL) passport, accessed via QR code, in promoting proper disposal behavior for used power banks. The growing use of portable electronic devices has intensified concerns regarding the end-of-life management of small battery-containing products, particularly because improper disposal of power banks can generate environmental hazards, safety risks, and loss of recoverable materials. Although designated collection and recycling channels are increasingly available, consumer participation in formal drop-off systems remains limited. In response, this research investigates whether the design of a QR-linked digital EoL passport can influence users’ disposal intentions and behaviors. Three interface conditions were developed and compared: a Short Page presenting concise disposal guidance, a Long Page offering more extensive information on environmental impact and recycling processes, and a Map-Enabled Page integrating location-based support for nearby drop-off points. A controlled experimental study was conducted with 30 participants, equally assigned to the three conditions. The study assessed drop-off intention, perceived convenience, information sufficiency, system usability, perceived usefulness, and actual drop-off completion. The findings indicate that the Map-Enabled Page achieved the strongest overall performance, particularly in perceived convenience, usability, and verified drop-off completion, while the Long Page yielded the highest information sufficiency scores. These results suggest that interface designs which reduce practical barriers to action may be more effective in encouraging responsible end-of-life behavior than designs that focus primarily on increasing informational depth. The study contributes to the emerging literature on sustainable human-computer interaction, digital product stewardship, and e-waste management by demonstrating the value of lightweight, action-oriented digital interventions for consumer electronics disposal.</p>
Padapphan chuerkummun
Nawapat Thongpitaks
Pongkit Yingyongthanasan
Thanadon Bunson
Mongkolrach Wadsuntad
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-13
2026-05-13
1 1
94
108
-
THE MPLEMENTATION การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3179
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 2) เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูผู้ดำเนินงานในกลุ่มสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 ที่มีประสบการณ์การทำงานและสังกัดประเภทของสถานศึกษาต่างกันกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้รับผิดชอบระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 323 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One – way ANOVA) การทดสอบเป็นรายคู่โดยใช้วิธีของ เซฟเฟ่ (Scheffe - Method)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.21) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ( = 4.30) รองลงมาคือ ด้านการคัดกรองนักเรียน ( = 4.24) ด้านการส่งต่อ ( = 4.23) ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน ( = 4.20) และด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ( = 4.10) การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน โดยรวมพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งต่อ ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน และด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 จำแนกตามประเภทของสถานศึกษา โดยรวมพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำนวน 1 ด้าน ได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ดังนี้ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล พบว่า กลุ่มสถานศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ มีการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลลมากกว่ากลุ่มสถานศึกษาโรงเรียนเฉพาะความพิการ</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน , สำนักบริหารงานการศึกษา พิเศษ</p>
ณัฐธยาน์ มีพร
วิทูล ทาชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-12
2026-05-12
1 1
19
28