https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/issue/feed
วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
2026-09-10T17:36:26+07:00
Dr.Atsavin Saneechai
atsavin555@hotmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>1.1 วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1) เพื่อเป็นสื่อกลางในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในสาขาวิชาการบริหารธุรกิจและสาขาการจัดการ และรัฐประศาสนศาสตร์นิเทศศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีคุณภาพซึ่งสามารถแสดงถึงประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎี</p> <p> 2) เพื่อให้นักวิจัยสามารถนำไปพัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติที่นักปฏิบัติสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมและชุมชน เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยและนำเสนอผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิจัยนักวิชาการ และนักศึกษา</p> <p><strong>1.2 ขอบเขตเนื้อหา ประกอบด้วย</strong></p> <p> 1) การเงิน การตลาด การบัญชี</p> <p> 2) อุตสาหกรรม</p> <p> 3) โลจิสติกส์</p> <p> 4) รัฐศาสตร์</p> <p> 5) บริหารธุรกิจและการจัดการ </p> <p> 6) ศิลปศาสตร์</p> <p> 7) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>1.3 กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p> วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยจัดทำเป็นราย 4 เดือน (3 ฉบับ/ปี)</p> <p> 1) ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–เดือนเมษายน</p> <p> 2) ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม–เดือนสิงหาคม</p> <p> 3) ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน–เดือนธันวาคม</p>
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3643
A การศึกษาความสามารถในการเขียนตัวพยัญชนะไทยของนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรที่คล้ายกัน
2026-08-25T15:21:25+07:00
พีรยุทธ ชมภูน้อย
65036028@kmitl.ac.th
เพ็ชรรุ่ง เมือกนก
peerayut_2553@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนตัวพยัญชนะไทยของนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรที่คล้ายกัน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการเขียนตัวพยัญชนะไทยที่มีระดับสติปัญญาปกติและไม่มีความพิการซ้ำซ้อน <br>ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อายุ 7 ปี จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรที่คล้ายกัน 5 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบก่อน/หลังการสอน ระยะเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการเขียนพยัญชนะไทยของนักเรียนที่มีภาวะบกพร่อมทางการเรียนรู้หลังได้รับการสอนเขียนด้วยการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรที่คล้ายกันสูงกว่าก่อนการทดลองการสอนเขียน</p>
2026-09-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3478
A ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง
2026-08-25T18:45:59+07:00
ภัทรศักดิ์ โยธาวุฒิ
Patarasakyotawut@gmail.com
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1). เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทางการตลาดที่ลูกค้าให้ความสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง 2). เพื่อศึกษาการตัดสินใจของลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง 3).เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเก็บ ข้อมูลจำนวน 385 คน และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ใช้วิธีหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ ผู้วิจัยจะใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ลูกค้าให้ความสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง ของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ลูกค้าให้ความสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสองมากที่สุดคือ ด้านบุคคลหรือพนักงานอยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับการตัดสินใจของลูกค้าให้ความสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง คือ ด้านการเสาะแสวงหาข้อมูลอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้ามือสอง อยู่ในระดับค่อนข้างสูง</p>
2026-09-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3477
THE การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
2026-08-26T13:10:32+07:00
ธนบด ฐานะชาลา
chaleampol@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกาจังหวัดปทุมธานี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ประชาชนผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง อายุ 18 ปี ขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยใช้สูตรคำนวณกลุ่มตัวอย่างของยามาเน่ จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.800 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติบนเครื่องคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) สำหรับข้อมูลที่จำแนกมากกว่า 2 กลุ่ม ในกรณีที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธี Least Significance Difference (LSD) </p>
2026-09-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3647
THE สมรรถนะทางวิชาชีพ และแรงจูงใจในการทำงานที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของนักบัญชีในกรุงเทพมหานคร
2026-08-25T14:08:26+07:00
ปทิดา ลิ้มชัยเจริญ
phatteera.n@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ด้านบัญชี สมรรถนะทางวิชาชีพ แรงจูงใจในการทำงาน และประสิทธิผลการปฏิบัติงาน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ด้านบัญชี สมรรถนะทางวิชาชีพ และแรงจูงใจในการทำงานกับประสิทธิผลการปฏิบัติงาน และ 3) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยดังกล่าวที่มีต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของนักบัญชีในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และพนักงานบัญชีที่ปฏิบัติงานในสำนักงานบัญชีในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .865 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อตัวแปรที่ศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 4.23, S.D. = .68) โดยประสิทธิผลการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ( = 4.27, S.D. = .64) รองลงมา ได้แก่ แรงจูงใจในการทำงาน ( = 4.25, S.D. = .67) ความรู้ด้านบัญชี ( = 4.24, S.D. = .67) และสมรรถนะทางวิชาชีพด้านทักษะในการปฏิบัติงาน ( = 4.17, S.D. = .72) ตามลำดับ ปัจจัยทั้งสามมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลการปฏิบัติงาน โดยแรงจูงใจในการทำงานมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = .935) รองลงมา ได้แก่ สมรรถนะทางวิชาชีพด้านทักษะในการปฏิบัติงาน (r = .932) และความรู้ด้านบัญชี (r = .883) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยทั้งสามสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 98.20 (Adjusted R² = .982, p < .001) โดยแรงจูงใจในการทำงานมีอิทธิพลมากที่สุด (β = .392) รองลงมา ได้แก่ สมรรถนะทางวิชาชีพด้านทักษะในการปฏิบัติงาน (β = .362) และความรู้ด้านบัญชี (β = .316) ตามลำดับ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สำนักงานบัญชีควรส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพ และเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานควบคู่กัน เพื่อยกระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของนักบัญชี</p>
2026-09-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3552
THE การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาโปรแกรมสำเร็จรูป สำหรับงานก่อสร้าง การวิเคราะห์โครงสร้างคาน โดยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ด้วยเทคนิคการดูวีดีโอ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 แผนกวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคระนอง
2026-08-25T18:19:33+07:00
THONGPOL PATCHOO
journalkijja@tapee.ac.th
<p> การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับงานก่อสร้าง การวิเคราะห์โครงสร้างคานโดยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านด้วยสื่อวีดีทัศน์ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 2 แผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคระนอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสื่อการสอนรายวิชาวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับงานก่อสร้าง รหัสวิชา 30106 – 2007 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์วิธีการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบวิเคราะห์สื่อวีดิทัศน์ และ 3) เพื่อศึกษาความาพึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนด้วยการวิธีการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบวิเคราะห์สื่อวีดิทัศน์ ประชากร คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ชั้นปีที่ 2 สาขาช่างก่อสร้าง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 วิทยาลัยเทคนิคระนอง จำนวน 23 คน โดย โดยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบฝึกหัดในห้องเรียนแบบทดสอบก่อน- หลังเรียนข้อสอบปรนัย และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของสื่อ โดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1:E2 = 80/80, การวิเคราะห์หาผลสัมฤทธิ์วิธีการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom โดยใช้ Pair Sample t-test และการวิเคราะห์ความพึงพอใจโดยใช้การหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผลการหาประสิทธิภาพวิธีการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบวิเคราะห์วีดีโอ จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.35 คิดเป็นร้อยละ 81.74 และ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน จากคะแนน 20 คะแนนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.70 คิดเป็นร้อยละ 88.48 การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยกิจกรรมการสอนแบบ Flipped classroom มีค่าเท่ากับ 16.35 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.11 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 17.70 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.56 เมื่อทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired Samples t-test พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าระหว่างเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ความพึงพอใจของเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านด้วยเทคนิคการดูวิดีโอ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ : </strong>ห้องเรียนกลับด้าน, การเรียนรู้ด้วยสื่อวิดีทัศน์, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ประสิทธิภาพสื่อการสอน</p>
2026-09-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3458
THE การบริหารจัดการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทเอกชน เเห่งหนึ่ง
2026-08-26T10:30:15+07:00
สุธิดา ถนอมวงษ์
suthida.ja72@gmail.com
<p>การบริหารจัดการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และเพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ พนักงาน จำนวน 193 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม การทดสอบหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม มีค่าเท่ากับความเชื่อมั่น 0.776 ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test (Independent - Samples) </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>การบริหารจัดการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การบริหารจัดการ ได้แก่ด้านวางแผน ด้านการจัดการองค์กร ด้านการสั่งการ ด้านการประสานงาน ด้านการควบคุม และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ด้านเงินเดือนด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านโนบายและการบริหารงาน ด้านสถานภาพการทำงาน ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัว ด้านความมั่นคงในการทำงานและด้านวิธีการปกครองบัญชา อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>คำสำคัญ : การบริหาร, การจัดการ, แรงจูงใจ</p> <p> </p> <p> </p>
2026-09-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ
https://so14.tci-thaijo.org/index.php/BSU/article/view/3398
The The Integration of Generative AI Technology with Buddhist Principles Learning for Lower Secondary School Students
2026-08-24T17:32:32+07:00
พิมพ์ฑักษอร แสงทองไชย
pimtucksa-on@hotmail.com
<p style="font-weight: 400;">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยี Generative AI กับการจัดการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในบริบทการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เชิงลึก คิดอย่างมีเหตุผล และประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพสังคมดิจิทัลที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวใช้แนวคิด Active Learning ร่วมกับ AI-Assisted Learning และแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) โดยนำเทคโนโลยี Generative AI เช่น ChatGPT และเครื่องมือสร้างสื่อดิจิทัล มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สืบค้นข้อมูล ตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ อภิปรายประเด็นทางศีลธรรม สร้างชิ้นงานสร้างสรรค์ และสะท้อนผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง อาทิ การสร้างภาพประกอบหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โปสเตอร์ธรรมะ ดิจิทัลสตอรี่นิทานธรรมะ และบทเพลงธรรมะ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล</p> <p style="font-weight: 400;"> ผลจากการศึกษาพบว่า การบูรณาการเทคโนโลยี Generative AI กับการจัดการเรียนรู้หลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ สามารถเชื่อมโยงหลักธรรมกับสถานการณ์ ในชีวิตจริงได้อย่างมีเหตุผล กล้าแสดงความคิดเห็น และมีความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตผลงานทางศีลธรรมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความสนใจในการเรียนรู้ เนื่องจากผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างกระตือรือร้นและสามารถเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตประจำวันของตนเอง นอกจากนี้ ครูผู้สอนยังสามารถพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยและเหมาะสมกับผู้เรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การบูรณาการเทคโนโลยี Generative AI ในการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ คุณธรรม ทักษะการคิดขั้นสูง และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน</p>
2026-09-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการกรุงเทพสุวรรณภูมิ